บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2016

สิงคาลกสูตร

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ธรรมนูญชีวิต พุทธจริยธรรมเพื่อชีวิตที่ดีงาม ของ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นหนังสือที่ผมหยิบขึ้นมาอ่านทุกครั้งที่เกิดความหงุดหงิดในอารมณ์ จะไปนั่งสวดมนต์ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ใช่พระ ยุคนี้สะดวกหน่อยเปิดคอมพิวเตอรร์ขึ้นมาอ่านได้ทุกเวลา ถึงแม้ว่าจะไม่เคยอ่านตามลำดับหน้าจนจบเล่มก็ตาม เพราะนิสัยเสียน่ะครับ ชอบเลือกอ่านเฉพาะช่วงที่เห็นว่านำมาใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในฃ่วงเวลานั้นๆ แบบตรงจุดครับ 

ในตอนหนึ่งของคำปรารภได้กล่าวถึง “สิงคาลกสูตร” ว่าเป็น “คิหิวินัย” คือ วินัยของคฤหัสถ์หรือแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้ครองเรือน จึงลองเข้าไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมก็พบอยู่ใน พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค - หน้าที่ 138 ๘. สิงคาลกสูตร (๑๓) แต่เนื้อหาของพระไตรปิฎกฉบับแปลไทยก็ยังคงอ่านยากอยู่ดี สู้หาทางลัดด้วยการเข้าไปขุดมาที่ สิงคาลกสูตร จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี มีเนื้อหาใจความที่อ่านแล้วทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้.....  

สิงคลากสูตร เป็นพระสูตรหนึ่งในพระสุตตันตปิฎก หมวดทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ว่าด้วยทิศ ๖ คือบุคคล ๖ ประเภทที่มีความสัมพันธ์ต่อบุคคลๆ หนึ่ง และวิธีการปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้น ว่าด้วยมิตรแท้และมิตรเทียม และยังว่าด้วยกรรมกิเลส ๔ อบายมุข ๖ และการไม่ทำความชั่วโดยฐานะ ๔ รวมทั้งหมด ๑๔ ประการ โดยผู้ที่ปราศจากความชั่ว ๑๔ ประการ ถือเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกทั้งสอง คือโลกนี้และโลกหน้า เมื่อตายไปก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  

อรรถกถาสิงคาลกสูตรในสุมังคลวิลาสินี กล่าวไว้ว่า "กรรมใดที่คฤหัสถ์ควรทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กรรมนั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้ ย่อมไม่มี พระสูตรนี้ ชื่อว่าคิหิวินัย เพราะฉะนั้น เมื่อฟังพระสูตรนี้แล้วปฏิบัติตามที่ได้สอนไว้ ความเจริญเท่านั้นเป็นอันหวังได้ ไม่มีความเสื่อมฉะนี้"  

ฝ่ายปราชญ์ด้านพุทธศาสนา แสดงความเห็นว่า "พระสูตรนี้ชาวยุโรปเลื่อมใสกันมากว่าจะแก้ปัญหาสังคมได้ เพราะเสนอหลักทิศ ๖ อันแสดงว่าบุคคลทุกประเภทในสังคมควรปฏิบัติต่อกันในทางที่ดีงาม ไม่มีการกดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลงไป" 

พระโคตมพุทธเจ้าทรงแสดงพระสูตรนี้ ณ พระนครราชคฤห์ คราวที่ทรงประทับ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ในวันหนึ่ง "เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ ได้ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกคฤหบดีบุตร ซึ่งลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียกประคองอัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบน" พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงถามว่า สิงคาลกคฤหบดีบุตรกำลังทำอะไร สิงคาลกคฤหบดีบุตรตอบว่ากำลังไหว้ทิศทั้ง ๖ คามคำสั่งเสียของบิดา เหตุที่สิงคาลกคฤหบดีบุตรออกมาไหว้ทิศทั้ง ๖ นั้นสืบเนื่องจากบิดาและมารดาของสิงคาลกคฤหบดีบุตรล้วนแต่ศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังเป็นโสดาบัน (มารดาต่อมาได้ออกบวชเป็นภิกษุณี บรรลุอรหันต์ คือพระสิงคาลมาตาเถรี) แต่บุตรของคหบดีไม่ศรัทธาในพระพุทธองค์ เมื่อครั้นคหบดีจะสิ้นใจจึงเกิดความคิดว่า "เราจักให้โอวาทแก่บุตรอย่างนี้ว่า นี่แน่ลูก ลูกจงนอบน้อมทิศทั้งหลาย เขาไม่รู้ความหมาย จักนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลายเห็นเขาแล้ว จักถามว่า เธอทำอะไร แต่นั้น เขาก็จักกล่าวว่า บิดาของข้าพเจ้าสอนไว้ว่า เจ้าจงกระทำการนอบน้อมทิศทั้งหลาย ลำดับนั้น พระศาสดาหรือพระสาวกทั้งหลาย จักแสดงธรรมแก่เขาว่า บิดาของเธอจักไม่ให้เธอนอบน้อมทิศทั้งหลายเหล่านั้น แต่จักให้เธอนอบน้อมทิศเหล่านี้ เขารู้คุณในพระพุทธศาสนาแล้วจักทำบุญดังนี้" ครั้นแล้วคบบดีจึงบอกบุตรให้กระทำเช่นนั้น แล้วก็สิ้นชีพไป ส่วนผู้บุตรก็ปฏิบัติตามที่บิดาสั่งเสีย กระทั่งพระพุทธองค์ทรงมาพบเห็น แล้วทรงไต่ถาม ซึ่งสิงคาลกคฤหบดีบุตรตอบพระองค์ว่า ไหว้ทิศทั้ง ๖ เพราะบิดาสั่งเสียไว้  

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนสิงคาลกคฤหบดีบุตรว่า ในอริยวินัยไม่พึงไหว้ทิศแบบนี้ เมื่อเขากราบทูลถามว่า พึงไหว้อย่างไร จึงตรัสว่า "อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์" 

จากนั้นทรงแสดงธรรมเป็นลำดับโดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อธรรมต่างๆ ที่ทรงตรัสมา คือ กรรมกิเลส ๔ คือ การกระทำที่เศร้าหมอง มี ๔ อย่างที่อริยสาวกละได้ คือ ๑. ฆ่าสัตว์ ๒. ลักทรัพย์ ๓. ประพฤติผิดในกาม ๔. พูดปด ไม่ทำความชั่วโดยฐานะ ๔ คือ อริยสาวกไม่ทำกรรมชั่วโดยฐานะ ๔ คือความลำเอียง เพราะรัก , เพราะชัง , เพราะหลง , เพราะกลัว ทำกรรมชั่ว อบายมุข ๖ คือ อริยะสาวกไม่เสพปากทางแห่งความเสื่อมทรัพย์ ๖ อย่าง คือ ๑. เป็นนักเลงสุรา ๒. เที่ยวกลางคืน ๓. เที่ยวการเล่น ๔. เล่นการพนัน ๕. คบคนชั่วเป็นมิตร ๖. เกียจคร้าน . ครั้นแล้วทรงแสดงโทษของอบายมุขแต่ละข้อ ข้อละ ๖ อย่าง มิตรเทียม ๔ ประเภท คือ ๑. มิตรปอกลอก ๒. มิตรดีแต่พูด ๓. มิตรหัวประจบ ๔. มิตรชวนในทางเสียหาย พร้อมทั้งแสดงลักษณะของมิตรเทียมทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ มิตรแท้ ๔ ประเภท คือ ๑. มิตรมีอุปการะ ๒. มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข ๓. มิตรแนะประโยชน์ ๔. มิตรอนุเคราะห์ ( อนุกัมปกะ ) ๒ . พร้อมทั้งแสดงลักษณะของมิตรแท้ทั้งสี่ประเภทนั้น ประเภทละ ๔ ประการ ทิศ ๖ คือ บุคคล ๖ ประเภท ตามนิยามของอริยสาวก คือ ทิศเบื้องหน้า ได้แก่มารดาบิดา ๒. ทิศเบื้องขวา ได้แก่อาจารย์ ๓. ทิศเบื้องหลัง ได้แก่บุตรภรรยา ๔. ทิศเบื้องซ้าย ได้แก่มิตรอำมาตย์ ๕. ทิศเบื้องล่าง ได้แก่ทาส กรรมกร ๖. ทิศเบื้องบน ได้แก่สมณพราหมณ์ 

เมื่อสิงคาลกคฤหบดีบุตรได้สดับพระธรรมเทศนาก็มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องทิศทั้ง ๖ และการไม่กระทำกรรมชั่ว บังเกิดเลื่อมใสพระธรรมเทศนา แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต อีกทั้งยัง "เฉลี่ยทรัพย์ ๔๐ โกฏิ ไว้ในพระพุทธศาสนากระทำกรรมอันเป็นบุญ ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า" 

ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดนั้นหากคุณได้อ่านหนังสือธรรมนูญชีวิตแล้วก็จะพบว่าเป็นทางออกสำหรับนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้ในทุกเรื่องราว ถ้าปัญหานั้นเกิดขึ้นกับตัวของคุณเอง และแน่นอนว่าปัญหานั้นก็คงจะต้องเกิดขึ้นมาเพราะตัวของคุณเองมีส่วนร่วมด้วยอย่างแน่นอน โดยส่วนตัวแล้วตัวผมเองเคยศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีที่แล้วในช่วงที่วิถีชีวิตตกต่ำลงจนถึง “ขีดสุด” แต่เมื่อผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ก็ไม่เคยที่จะละทิ้งหรือวางมือเลิกราไปแต่อย่างใด กลับพยายามศึกษาค้นคว้าเพื่อแสวงหาคำอธิบายถึงองค์ประกอบและปัจจัยในแก่นแท้อย่างจริงจังตลอดมาไม่เคยหยุดยั้ง ทุกครั้งที่เดินหน้าไปตามเส้นทางพบว่าหนทางนี้ยาวไกลเกินกว่าที่คาดเอาไว้ มันเหมือนกับไม่มีจุดสิ้นสุด แต่บางครั้งกลับดูเหมือนว่าเรากำลังเดินวนไปมาอยู่บนเส้นทางที่ย้อนกลับมาบรรจบ ณ จุดที่เราเคยเดินผ่านมาแล้วครั้งหนึ่งหรือหลายครั้ง คล้ายกับจะเป็นการยืนยันว่าเราเดินมาบนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ว่าหนทางนี้มีอยู่มากมายหลายเส้นทางในการเดินไปให้ถึง และแน่นอนว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุด แต่มันจะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าเราเดินมาถูกทางแล้วและกำลังพยายามที่จะค้นหาเส้นทางอื่นๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเท่านั้นเอง  

ครั้งแรกเคยคิดอยู่ว่าอาจจะเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้นเป็นเหตุให้มาครุ่นคิดเวียนวนอยู่แต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งหากย้อนคิดไปแล้วก็สามารถยืนยันกับตัวเองได้เลยในทันทีว่าไม่ใช่ แต่มันเกิดขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่เมื่อตอนที่อายุประมาณ 13 ปีเศษเท่านั้นเองและก็ยังจำได้ดีว่าเป็นเพราะสาเหตุใด มันเริ่มต้นจาก “ความทุกข์ใจ” แล้วตามมาด้วย “ความทุกข์กาย” จึงได้ข้อสรุปว่าเรามองเห็นถึงลำดับความสำคัญของเรื่องราวได้เด่นชัดว่า “ใจ” เป็นใหญ่ ไม่ใช่ “กาย” ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดจาก “ใจ” ของคน บางคนขวนขวายต้องการมีอำนาจ ทั้งคนที่เข้ามามีอำนาจใหม่ ทั้งคนเก่าที่สูญเสียอำนาจไปจากมือ กับอีกบางคนที่ต้องการทรัพย์สินอย่างไม่รู้จักจบสิ้น อยากได้อยากมีไปเสียทุกอย่างโดยที่ตัวเองก็ไม่เคยหวนคิดบ้างเลยว่าจะเอาไปทำไมมากมายขนาดนั้น อาจจะเพราะติดนิสัยการใช้เงินซื้อทุกอย่างละมั้งก็เลยคิดจะเอาไปติดสินบนยมบาลหรือเทวดาตอนตายไปแล้ว 

ครับ ระมัดระวังรักษาคอยดูแล “ใจ” ของคุณให้ดี อย่าให้กิเลสตัณหาเข้ามาครอบงำได้ล่ะ 

ภาพประกอบบทความนำมาจากอินเตอร์เน็ตแต่ขออภัยที่จำไม่ได้จริงๆ ว่า คัดลอกมาจากเว็บไซท์ของใคร ต้องขอประทานอภัยด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ต้องฟ้องผมล่ะครับ เสียดายค่าหมึกกับค่ากระดาษน่ะ

มัชฌิมา

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

จากรายงานของสถาบัน SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) ในปี 2010 ถึง 2014 ระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกตามลำดับคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมกัน 5 ประเทศคิดเป็น 74% ของการส่งออกของทั้งโลก ซึ่งสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย รวมสองประเทศส่งออกอาวุธ ประมาณ 58% ของอาวุธที่มีการซื้อขายกัน โดยสหรัฐอเมริกาส่งออกอาวุธให้ 94 ประเทศ ขณะที่รัสเซียส่งออกให้ 56 ประเทศ ในรายงานฉบับเดียวกันในตารางแสดงอัตราการลด/เพิ่มการส่งออกอาวุธ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จีนมีการขยายตัวการส่งออกอาวุธมากที่สุดถึง 143% 10 อันดับบริษัทผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาจากประเทศยุโรปตะวันตกและประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น โดยมี บริษัท Lockheed Martin และบริษัท Boeing เป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและสอง ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน 

เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีการผลิตอาวุธและแข่งขันการส่งออกกันนั้นจะเป็นกลุ่มประเทศที่เรียกตัวเองว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น ทั้งจากซีกฝั่งประชาธิปไตยจ๋า ทั้งจากซีกโลกคอมมิวนิสต์ และกลุ่มประเทศที่มีการซื้ออาวุธสูงลิ่วก็คือกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา และในขณะเดียวกันกลุ่มประเทศที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยก็มักจะออกมาตำหนิติเตียนการก่อกบฎ ปฏิวัติ รัฐประหาร ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกว่าเป็นการบั่นทอนความเจริญก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกประเทศในโลกใบนี้ต่างล้วนมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งหลายประเทศก็มีอารยธรรมที่เก่าแก่ยาวนานมากกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศกลุ่มประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป หลายประเทศรวมตัวก่อร่างสร้างเมืองมาด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ ของบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคนกว่าที่จะสามารถรวมตัวกันเป็นประเทศที่มีความมั่นคงแข็งแรงเป็นปึกแผ่นขึ้นมาได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นมาด้วยประชาธิปไตยเพียงอย่างเดียว ดังนั้น ประชาธิปไตยในความหมายของสากล จึงสมควรขึ้นอยู่กับความหมายของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม ประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ เป็นสำคัญ ไม่ใช่ว่าจะไปกวาดคัดลอกมาจากประเทศอื่นๆ โดยไม่มีการพิจารณาไตร่ตรองถึงเหตุและผลที่เหมาะสมอันควรนำมาปรับใช้ให้ถูกต้องตามกาลสมัย  

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองแบบกระทันหัน ไม่ได้สร้างผลดีให้กับประเทศชาติและประชาชน เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ซึ่งปัจจัยที่สำคัญที่สุดก็คือ “ความพร้อมของประชาชน” และนี่คือเหตุผลที่นายทุนหรือนักการเมืองที่ฉ้อฉลนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการเร่งให้ประชาชนพากันออกมาเรียกร้อง “สิทธิและเสรีภาพ” ในช่วงเวลานี้ ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้ว ประชาชนเองก็ไม่มีความเข้าใจถึงบทบัญญัตินี้อย่างถ่องแท้ ทุกคนยังคงมีความเห็นแก่ตัวจนติดเป็นนิสัย ทุกคนเล็งเห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวม ทุกคนยังมีความพอใจที่จะเห็นการทุจริตคอรัปชั่นดำเนินต่อไปได้ในทุกวงการ ตราบใดที่ตนยังมีส่วนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเข้ามาบ้าง 

และเป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ทุกครั้งที่มีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นภายในประเทศที่กำลังพัฒนา สหรัฐอเมริกาก็มักจะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยทุกครั้งเสมอมา แต่ผลที่ตามมาก็คือทุกประเทศมักจะจบลงด้วยความพินาศล่มจมของระบบเศรษฐกิจ ตามมาด้วยสงครามกลางเมือง ความพินาศย่อยยับของบ้านเมือง และการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน จากนั้นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ส่วนมากมักจะแอบให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรืออาจจะให้การสนับสนุนทั้งสองฝ่าย สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการใช้อำนาจของสหประชาชาติ กรีฑาทัพเข้าไปกวาดล้าง เข่นฆ่า เพื่อยึดครองประเทศนั้นๆ อย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าเพื่อมนุษยธรรมและประชาธิปไตย แล้วก็ตามมาด้วยการจัดตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นมาเพื่อกอบโกยทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นต่อไป 

รูปแบบดังกล่าวยังคงดำเนินรุกคืบต่อไปอย่างมีแบบแผน มีจุดมุ่งหมายที่เด่นชัดในการปฏิบัติ แต่ไร้ซึ่งผู้คนจะให้ความสนใจ เพราะประชาธิปไตย .... ยังเป็นเพียงบทบัญญัติที่เขียนไว้ในกระดาษเท่านั้น ไม่สามารถนำมายึดถือปฏิบัติได้จริง 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีวินัยที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีคุณธรรมที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีจิตสำนึกที่ดีพอ 
ตราบใดที่ผู้คนในสังคมยังไม่มีความรู้เรื่อง “ขอบเขตในสิทธิเสรีภาพของตน” อย่างแท้จริง นั่นหมายถึงบางคนซึ่งรู้มาเฉพาะเท่าที่มีคนมาบอกให้รู้ ส่วนจะเป็นความจริงหรือไม่ .... ข้อนี้ไม่รู้  

ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ในสงครามล่าอาณานิคม 
ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ในยุคสงครามระบอบการปกครอง 
ในอดีตไทยเคยเป็นประเทศกันชน ระหว่างสัมพันธมิตรกับญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่สอง 
ในวันนี้ไทยกำลังเป็นประเทศกันชน ระหว่างประชาธิปไตยของนายทุนกับเศรษฐกิจเปิดของจีน ในยุคสงครามเศรษฐกิจ 

ถ้าจะแพ้ ... ก็คงจะแพ้เพราะคนไทยที่ขายชาติ และหมายความเหมารวมกันไปหมดทั้งคนที่มีเจตนาจะขายชาติโดยรู้อยู่แก่ใจแต่มุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น และคนที่ขายชาติเพราะความไม่รู้ หรือไม่อยากจะรับรู้ … และไม่ยกเว้นคนที่ขายชาติเพราะความโง่เขลาแล้วยังอวดฉลาดอีกด้วย

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -