บทความยอดนิยม

Archive for กุมภาพันธ์ 2016

พวกกูพวกมึงพวกมัน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

นานครั้งจะได้โฉบเข้าไปดูข่าวสารบ้านเมืองซะที ปรากฎว่ายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตราบใดที่ผู้คนยังคงสับสนต่อบทบาทหน้าที่ของตนเองในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ควรมองประเทศชาติในแบบที่คนของประเทศนั้นๆ ควรจะมองเห็น แต่ทว่าผู้คนในสังคมยังคงให้ความสำคัญต่อตนเองมากกว่าสิ่งอื่นใดและเชื่อมั่นยึดถือต่อแนวความคิดของตนเองต่อไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาสานต่อความสัมพันธุ์กับสังคมอย่างแน่นหนามั่นคง คลั่งไคล้ไหลหลงต่อแนวทางการดำเนินชีวิตภายใต้ระบอบประชาธิปไตยภายใต้การครอบงำของทุนนิยมโดยไม่เหลียวมองถึงเหตุผลที่ถูกต้องตามวิถีทางที่วัฒนธรรมประเพณีไทยเคยมีมาแต่โบราณกาลและดำรงรักษาผืนแผ่นดินและอำนาจอธิปไตยของเราให้อยู่ยั้งยืนยงมานานแสนนาน

การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยภายใต้ร่มเงาของทุนนิยมกำลังแบ่งแยกชนชั้นห่างออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ใช่รูปแบบของ กษัตริย์ ขุนศึก พระ พ่อค้า และไพร่ เช่นที่เคยปรากฏในพงศาวดารดั้งเดิม แต่เป็นการแบ่งชนชั้นไว้เพียง 2 ประเภทคือ คนจน กับ คนรวย เท่านั้น คนจนนั้นประชาชนส่วนมากของประเทศ ขณะที่คนรวยนั้นประกอบด้วย นายทุน นักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของสองชนชั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หลายคนเกิดมาบนกองเงินกองทอง มีความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่ลืมตาดูโลก ขณะที่คนจนต้องมุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาอาหารมาใส่ปากท้องตนและครอบครัวในแต่ละมื้อ หลายคนพยายามตะเกียกตะกายไขว่คว้าขึ้นสูงด้วยการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของตนขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆ โดยไม่เลือกหนทางที่กระทำว่าจะผิดหรือถูก

อาชญากรรมและการกระทำความผิดเกิดขึ้นมามากมายในสังคม จนต้องมีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมบังคับใช้แต่ก็ยังคงไม่สามารถกระทำได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากระบบยุติธรรมหลายขั้นตอนถูกแทรกแซงโโยกระบวนการทางการเมืือง การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การใช้อำนาจอิทธิพลส่วนตัวที่สืบทอดกันมา แม้แต่กฎหมายที่ออกมาบังคับใช้บางฉบับก็กลับเอื้อประโยชน์ให้กับการกระทำความผิดต่างๆ อย่างไม่กลัวเกรงต่อการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเกลื่อนกลาดแต่ไร้ซึ่งอำนาจที่แท้จริง

กฎหมายที่แท้จริงสามารถเขียนได้ไม่กี่บรรทัดด้วยการกล่าวอ้างพาดพิงไปถึงประโยคสั้นๆ ไม่กี่ประโยค เช่น จริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม และไม่ใช่ด้วยการยกเอาพุทธศาสนามาเป็นกฎหมายหลักของประเทศ แค่ควรยกเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นบรรทัดฐานในการร่างกฎหมายที่เหมาะสมกับแนวความคิดของผู้คนในประเทศของเรา แม้แต่ ศีล 5 หากผู้คนในประเทศนี้ยึดถือปฏิบัติตามก็สามารถขจัดปัญหาความขัดแย้งในสังคมลงได้อย่างราบคาบ

เพราะสังคมเราทุกวันนี้อยู่เพื่อ "ตัณหา" สะสมกิเลสนานาประการไว้ตั้งแต่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ในสังคมขั้นพื้นฐานคือครอบครัว แล้วมาเริ่มการแข่งขันแก่งแย่งเพื่อชิงความเป็นผู้ที่เหนือกว่าในสังคมของสถานศึกษา มีการอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ความสามารถในการแย่งชิงพื้นที่ในสังคมเพื่อความอยู่รอดของตนเอง มุ่งเน้นไปในเรื่องทางวัตถุเป็นเอก โดยไม่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาในด้านของจิตใจแม้แต่น้อย ทำให้ผู้คนในสังคมด้อยศีลธรรมจิตใจเริ่มเสื่อมทรามลงทุกขณะ

ทุกวันนี้คนเรารู้จักแต่คำว่า "พวกกู พวกมึง และพวกมัน" สร้างสังคมที่มีการแตกแยกแบ่งชนชั้นให้ปรากฎอย่างเป็นรูปธรรม ความถูกต้องถูกมองจากมูลเหตุเหล่านี้เป็นลำดับแรก

พวกกู จะต้องถูกเสมอ ขณะที่
พวกมึง นั้นต้องเป็นฝ่ายผิดตลอดไป
และ พวกมัน คือเครื่องมือที่เราจะต้องดึงมาใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายเรา

ผลสรุปทางสังคมปรากฎให้เห็นชัดแล้วว่า
พวกมัน นั่นก็คือ ประชาชนส่วนมากในแผ่นดินนั่นเองที่ไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมกับ ตัณหา ทั้งหลายทั้งปวง มีความต้องการเพียงสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในสังคมเท่านั้น
แต่ในบางโอกาสพวกมันบางคนก็อาจจะชี้นำหรือชักจูงให้กลับกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับแสวงหาความชอบธรรมเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางใดทางหนึ่งให้กับ พวกกู และพวกมึง

พื้นฐานของสังคม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ภาพประกอบบทความจากเว็บไซต์อะไรก็จำไม่ได้แล้วล่ะครับ ก็นี่มันปีลิงนี่ครับและพอดีผู้เขียนก็เกิดปีลิงซะด้วยก็เลยรักลิงเป็นพิเศษ เหตุผลที่สำคัญอีกอย่างก็คือ ช้างน่ะคนไทยเราถือว่าเป็นสัตว์ประจำชาติ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าลิงน่ะก็นับว่าเป็นพระเอกของคนไทยเหมือนกัน ไม่เชื่อไปถามพระรามดูซิ ว่าถ้าไม่มีลิงเผือกตัวขาวๆ แล้วจะเอาชนะยักษ์ยี่สิบหัวได้มั้ย?

ย่อหน้าข้างต้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบทความหรอกครับ เขียนมันไปเรื่อยตามอารมณ์เท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเป็นการกลบเกลื่อนความคิดต่างๆ ที่กำลังประทุขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะสันดานของผมมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือชอบสอดรู้สอดเห็นในเรื่องของชาวบ้านมากเกินขอบเขตไปหน่อย แต่ก็เป็นเฉพาะเรื่องของความรู้สึกเท่านั้นนะครับ ไม่ได้หมายความถึงสอดแทรกเสนอหน้าเข้าไปเสือกกับเรื่องของชาวบ้านหรอกครับ ด้วยความที่มีเวลาว่างมากมายจึงชอบพินิจพิจารณาความเป็นอยู่ของเพื่อนบ้านทั่วๆ ไปว่ามีพฤติกรรมทางสังคมเช่นไร? และชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันอย่างไร? มีแนวคิดทางการเมืองการปกครองแบบไหน? มีความคิดเห็นอย่างไรต่อภาครัฐและระบบราชการบ้านเรา 

ซึ่งก็ได้สรุปออกมาเกือบเด่นชัดในทุกเรื่อง ขอเน้นย้ำว่าข้อสรุปเหล่านี้เกิดจากการสังเกตและพิจารณาอย่างรอบคอบด้วยความเป็นธรรมจริงๆ และคงไม่จำเป็นที่จะบอกย้ำบ่อยๆ ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิจารณาของตัวผมเองซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องไปสอดคล้องกับของผู้อื่นหรือขัดแย้งกับผู้อื่น ส่วนจะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงหรือไม่? อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญานของแต่ละบุคคลครับ ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า "ไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนอื่น มากกว่าเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง"  (คงจะต้องยกเว้นเฉพาะกลุ่มบุคคลที่สมองกลวง พร้อมที่จะรับฟังทุกคำพูดของคนที่หยิบยื่นผลประโยชน์ให้เท่านั้น)
พื้นฐานทางสังคมที่คนเราต้องการมากที่สุดก็คือ ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของผู้คน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนในความเป็นจริง
ประชาชนส่วนมากต้องการความปลอดภัยและอยากให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของตน ซึ่งมันก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันในโลกของความเป็นจริง พิสูจน์ได้จาก จำนวนของเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายที่มีอยู่มากมาย กลับไม่ได้สร้างความอบอุ่นให้เพิ่มมากขึ้น มีแต่จะสร้างความวิตกกังวลให้เกิดขึ้นกับผู้คนมากเป็นทวีคูณ เพราะผู้คนส่วนมากเชื่อว่า เขาเหล่านั้นกำลังถือกฎหมายเข้ามาข่มเหงรังแกและควบคุมบงการวิถีชีวิตของประชาชนเสียมากกว่า

ระบบการสื่อสารมวลชนที่มีบทบาทอย่างสูงในการโฆษณาชวนเชื่อและชี้นำประชาชน แทนที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐในการพัฒนาประเทศ กลับกลายเป็นเครื่องมือในทางการเมืองของกลุ่มธุรกิจการเมือง ที่อาศัยบทบาททางการเมืองสร้างผลประโยชน์ในทางธุรกิจของพวกตนควบคู่กันไป โดยไม่สนใจใยดีต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

ระบบการศึกษากลับกลายเป็นเส้นทางธุรกิจในการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน แทนที่จะสร้างประชากรที่มีความรู้ มีคุณภาพที่แท้จริงเพื่อพัฒนาประเทศ  กลายเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่รับรองคุณวุฒิการศึกษา ซึ่งสามารถจัดหาได้ในราคาถูกเพื่อใช้เป็นบันไดในการก้าวขึ้นสู่อำนาจนานับประการ และผู้ที่มีความประสงค์ที่จะเข้ารับการศึกษาที่สูงขึ้นหากไม่มีทุนทรัพย์ก็ปราศจากหนทางในการศึกษาโดยสิ้นเชิง เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ

ระบบอุปถัมภ์ในทุกวันนี้มีความมั่นคง ขยายตัวออกกว้างและเป็นที่นิยม  จนน่าวิตกว่ากำลังจะเข้าครอบงำความเป็นคนไปเสียแล้ว และมีทีท่าว่าจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่ขาดเสียมิได้ในสังคมไทย 

หากต้องการมีชีวิตอยู่ในสังคมก็ต้องคล้อยตามสังคม

แม้จะรู้ดีว่ามันผิดปกติวิสัยและขัดต่อหลักการของความจริง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -