บทความยอดนิยม

Archive for กุมภาพันธ์ 2014

ความยุติธรรม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

เมื่อวันที่ 19 ก.พ.เวลา 15.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษา  ในคดีหมายเลขดำ 275/2557 ที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการ รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะ รองผอ.ศรส. เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม. และในจังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ในบางอำเภอ  เมื่อวันที่ 21 มกราคม  2557 ซึ่งให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม  และออกข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 และ 11  เมื่อวันที่ 23 มกราคม โดยมิชอบและยังไม่มีเหตุจำเป็น

โดยการออกประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวเพื่อเป็นเครื่องกีดกั้นการใช้สิทธิของโจทก์ในการชุมนุมรวมทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 มีการประกาศยุบสภาแล้วเมื่อวันที่ 9  ธันวาคม 2556  จึงได้เป็นเพียงรักษาการ ประกอบกับเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งซึ่งจำเลยเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยย่อมได้รับประโยชน์ทับซ้อน จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และห้ามใช้กำลังสลายการชุมนุม 
นอกจากนี้ท้ายคำฟ้องยังขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้มีการดำเนินการตามประกาศหรือข้อกำหนด 12 ข้อ ประกอบด้วย
1.ห้ามจำเลยทั้งสามใช้หรือสั่งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใช้กำลังหรืออาวุธเข้าสลายการชุมนุมของโจทก์และประชาชน
2. ห้ามจำเลยทั้งสามมีคำสั่งยึดหรืออายัดสินค้า เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์หรือวัตถุอื่นใดที่ใช้ในการชุมนุมของโจทก์
3. ห้ามจำเลยทั้งสามออกคำสั่งตรวจค้น รื้อถอน หรือทำลายอาคารสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดขวางของโจทก์
4. ห้ามจำเลยทั้งสามสั่งการให้การซื้อขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภคฯ ที่อาจใช้ในการชุมนุมของโจทก์ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน
5.ห้ามจำเลยทั้งสาม สั่งการห้ามกระทำการที่เป็นการปิดการจราจร เส้นทางคมนาคม หรือกระทำการที่ไม่อาจใช้เส้นทางได้ตามปกติ ในทุกเขตพื้นที่ ที่โจทก์ใช้ในการชุมนุม
6.ห้ามจำเลยทั้งสามประกาศ กำหนดพื้นที่ที่ห้ามการชุมนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
7.ห้ามจำเลยทั้งสามสั่งการห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เส้นทางคมนาคม ที่ใช้ในการชุมนุม
8.ห้ามสั่งโจทก์ใช้อาคารหรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดๆ
9.ห้ามจำเลยทั้งสามสั่งให้โจทก์และประชาชนที่ร่วมกันชุมนุมออกจากพื้นที่การชุมนุม หรือออกคำสั่งห้ามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่การชุมนุม
10. ห้ามจำเลยทั้งสามใช้หรือสั่งเจ้าหน้าที่ให้ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของโจทก์
11.อนุญาตให้โจทก์และประชาชนทั่วไปใช้หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดได้
12.อนุญาตให้โจทก์ใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะ หรือจอดยานพาหนะในพื้นที่ที่มีการประกาศกำหนดได้

ขณะที่จำเลยทั้งสามโต้แย้งว่าการชุมนุมของโจทก์กับพวกได้ยืดเยื้อเป็นเวลานานมีการปิดศูนย์ราชการและเดินขบวนปิดเส้นทางในกทม.รวม 14 เส้นทาง รวมทั้งมีการตัดไฟฟ้าและประปา  จึงส่งผลให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนและยังมีการจัดการรักษาความปลอดภัยแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายบ้านเมือง และก่อนการประกาศได้เกิดเหตุรุนแรงที่ศูนย์เยาวชนไทยญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ที่ผ่านมารวมทั้งพื้นที่อื่นๆ  ขณะที่ในการชุมนุมมีการใช้ประทัดยักษ์และระเบิดปิงปอง จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แม้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเกิดจากบุคคลใด แต่ก็ได้มีการปลุกระดม ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจัดทำให้เกิดการจลาจลระหว่างการชุมนุม และตำรวจกับผู้ชุมนุม จึงไม่ได้เป็นไปโดยสงบ ดังนั้นฝ่ายบริหารซึ่งมีอำนาจดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด  จึงต้องมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 

ศาลพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า  คดีนี้โจทก์มีอำนาจฟ้องได้เพราะการออกข้อกำหนดบางส่วนได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ที่ได้มีการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และ 3 อ้างว่าคดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแพ่งนั้นเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 9/2553 ไว้ว่าการใช้อำนาจออกประกาศและข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน มิได้เป็นไปตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  ดังนั้นศาลแพ่งซึ่งเป็นศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และ 3 ขอให้ยกฟ้องโดยอ้างว่าไม่ได้เป็นผู้ออกประกาศและข้อกำหนด โดยเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติเท่านั้น เห็นว่า เมื่อนายกฯได้ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงแล้วก็ได้มีการจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบขึ้นมาโดยให้ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนาจการและเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยมีจำเลยที่ 3 เป็นรองผอ.ศรส. ดังนั้นหากการออกประกาศและข้อกำหนดเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ จำเลยที่ 2 และ 3 ย่อมจะไม่พ้นความรับผิดชอบด้วย

ขณะที่ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบพยานนั้น ฝ่ายโจทก์ได้มีนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯสมช.   เบิกความสอดคล้องกันทำนองว่า การชุมนุมของโจทก์และผู้ชุมนุมสืบเนื่องจาก 3 ข้อ

1.ฝ่ายรัฐบาลได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เห็นว่าจำเลยที่ 1 น่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยมีการสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับคดีทางการเงินด้วย ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เคยเป็นผู้ที่ถูกอายัดบัญชีทรัพย์สิน 982 ล้านบาท จากกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.6 หมื่นล้านบาท  
2.การเสนอแก้กฎหมายเกี่ยวกับที่มาของส.ว.ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ
3.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เกี่ยวกับการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หลังจากนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธ.ค. 56 แล้ว ยังได้มีการพยายามที่จะกู้เงินจำนวน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อไปแก้ไขปัญหาโครงการจำนำข้าว ซึ่งทางป.ป.ช.ได้มีการรวบรวมหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหาจำเลยที่ 1 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา157 

การชุมนุมของโจทก์และประชาชน เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัย กรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ผู้สมัครสส.พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นคำร้องว่าการชุมนุมของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯกปปส.กับพวกตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 56  เป็นการล้มล้างการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่า การชุมนุมเป็นไปโดยสงบ ซึ่งได้รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญและไม่ได้เป็นการกระทำที่ขัดต่อมาตรา 68 

ขณะที่ยังได้ความจากนายอภิสิทธิ์ด้วยว่า ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงได้มีเหตุเกิดความรุนแรงที่บริเวณมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ฝ่ายบริหารได้เพิกเฉยและไม่ได้มีการติดตามหาผู้กระทำผิด โดยโฆษกศรส.ได้ออกมาแถลงว่าน่าจะเป็นการก่อเหตุของมือที่ 3 หรือฝ่ายตรงข้าม โดยการออกประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่ได้เป็นเพื่อการควบคุมและแก้ปัญหาสถานการณ์ แต่ใช้เป็นเครื่องมือกีดกันเสรีภาพการชุมนุมของโจทก์ในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

การออกประกาศและข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้นแม้ว่าฝ่ายบริหารจะมีอำนาจดำเนินการได้แต่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายก็ต้องดำเนินการไปด้วยความเป็นธรรม เสมอภาครวมทั้งการดำเนินการใดๆของฝ่ายบริหารจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 วรรค2 ที่บัญญัติว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งหลักดังกล่าวมีความสำคัญศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 4 ที่สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

เมื่อข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพยานหลักฐานปรากฎว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่าการชุมนุมของโจทก์และผู้ชุมนุมเป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธแล้ว โจทก์และผู้ชุมนุมก็ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ขณะที่ประกาศและข้อกำหนดที่ออกมาเช่นการห้ามเข้าอาคาร สถานที่ การใช้ยานพาหนะและเส้นทางจราจร รวมทั้งการอพยพจากพื้นที่การชุมนุม ย่อมเป็นการละเมิดและกระทบต่อสิทธิของโจทก์และผู้ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ดังนั้นประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับต่อโจทก์และผู้ชุมนุม

โดยเมื่อโจทก์และประชาชนได้ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจใช้กำลังหรืออาวุธสลายการชุมนุมได้ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในขณะนี้ว่า มีการสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากเข้ามาในกทม. เพื่อเข้าสลายการชุมนุมของโจทก์และประชาชน ศาลจึงเห็นควรมีคำพิพากษาเพื่อคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

พิพากษาว่า ห้ามจำเลยทั้งสามนำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงมาใช้บังคับ เพื่อจะออกประกาศและข้อกำหนดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ  โดยให้ข้อบังคับตามประกาศและข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลบังคับต่อโจทก์และประชาชนนับแต่วันที่ 21 ม.ค.57 

รวมทั้งไม่ให้จำเลยทั้งสามกระทำการดังต่อไปนี้ รวม 9 ข้อ

1. ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามใช้หรือสั่งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใช้กำลังและหรืออาวุธเข้าสลายการชุมนุมของโจทก์และประชาชน ที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ม.63 วรรคหนึ่ง
2.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามมีคำสั่งยึดหรืออายัดสินค้า เครื่องอุบโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใดที่ได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้น เพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนของโจทก์และประชาชน
3.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามออกคำสั่งตรวจค้น รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวางของโจทก์และประชาชน
4.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามสั่งการ ให้การซื้อขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจใช้ในการชุมนุมของโจทก์และประชาชน
5.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามสั่งการ ห้ามกระทำการอย่างใดๆ ที่เป็นการปิดการจราจร ปิดเส้นทางคมนาคม หรือกระทำการอื่นใดที่ทำให้ไม่อาจใช้เส้นทางคมนาคมได้ตามปกติในทุกเขตพื้นที่ที่โจทก์และประชาชนใช้ในการชุมนุม
6.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามประกาศกำหนดพื้นที่ที่ห้ามมีการชุมนุมของโจทก์และประชาชนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป
7.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามสั่งการห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะของโจทก์และประชาชนในการชุมนุม
8.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามสั่งห้ามโจทก์และประชาชนใช้อาคาร หรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดๆ
9.ห้ามมิให้จำเลยทั้งสามสั่งห้ามให้อพยพโจทก์และประชาชนออกจากพื้นที่การชุมนุม และห้ามมิให้ออกคำสั่งห้ามโจทก์และประชาชนเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม

อย่างไรก็ดีในองค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 5 คน  มีผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 2 คน  มีความเห็นแย้งโดยเห็นว่า ควรจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศและข้อกำหนดทุกฉบับที่อาศัยอำนาจตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57 เนื่องจาก เห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการออกมาเพื่อมุ่งใช้บังคับบุคคลบางกลุ่ม คือโจทก์และผู้ชุมนุม ซึ่งในการชุมนุมศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่าการชุมนุมของโจทก์และผู้ชุมนุมที่ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ รวมทั้งมีเหตุผลมาจากความไม่ไว้วางใจการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล  ที่เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นการลิดรอนสิทธิของโจทก์และผู้ชุมนุมตามกฎหมาย


ปลายทางของขันติ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ตาม พระราชบัญญัติธง พ.ศ.2522
มาตรา ๕   ธงที่มีความหมายถึงประเทศไทยและชาติไทย ได้แก่
(1) ธงชาติ มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน ด้านกว้างแบ่งเป็น 5 แถบตลอดความยาวของผืนธง ตรงกลางเป็นแถบสีน้ำเงินแก่ กว้าง 2 ส่วน ต่อจากแถบสีน้ำเงินแก่ออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีขาวกว้างข้างละ 1 ส่วน ต่อจากแถบสีขาวออกไปทั้งสองข้างเป็นแถบสีแดงกว้างข้างละ 1 ส่วน ธงชาตินี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธงไตรรงค์”

มาตรา ๕๔ ผู้ใดกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการเหยียดหยามต่อธง รูปจำลองของธง หรือแถบสีธงที่ได้บัญญัติกำหนดลักษณะไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่กำหนดในกฎกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว คนไทยทุกคนให้ความเคารพต่อธงชาติมากกว่าที่กฎหมายกำหนดเอาไว้เสียด้วยซ้ำไป และถือว่าธงชาติเป็นสัญญลักษณ์ที่มีคุณค่าสูงสุดในการแสดงถึงความเป็นประเทศชาติของเรา ดังนั้น จึงไม่เคยมีคนไทยคนใดนำธงชาติมาประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่เหมาะสมและมีผลกระทบในทางจิตใจ  เช่นเดียวกับพระพุทธรูป

การที่มีคนไทยบางคนมากระทำย่ำยีต่อธงชาติไทยต่อหน้าต่อตา เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยที่ไม่ได้รับโทษตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นความเสื่อมทรามต่ำช้าของบุคคลกลุ่มนั้นรวมไปถึงผู้พิทักษ์สันติราฎร์ที่ประสบเหตุการณ์ด้วยสายตาตนเองแล้วไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป

เช่น จากข่าวออนไลน์ข่าวหนึ่ง


ในวันที่ 16 ก.พ.2557 เมื่อเวลา 13.00 น. แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือ กปปส.เชียงใหม่ ได้ไปตั้งเวที เพื่อเปิดปราศรัยในหัวข้อ "บอกรักเชียงใหม่ บอกรักประเทศไทย" หน้าวัดเจ็ดยอด ถนนไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ซึ่งเวทีได้สร้างเสร็จแล้ว และได้มีการประกาศเชิญชวนให้คนมาฟังในเย็นวันนี้ 

ทั้งนี้นายอภิชาติ อินสอน หรือดีเจอ้วน ได้ระดมคนเสื้อแดงได้ประมาณ 50 คน ไปที่เวที เมื่อมาถึงได้ตะโกนด่า ขณะที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก ทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 50 คน ได้มาคุมสถานการณ์ โดยกันให้กลุ่ม กปปส.เชียงใหม่ที่มีประมาณ 30 คน ให้ไปอยู่ในวัดเจ็ดยอด 

ขณะเดียวกันกลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยกันมาสมทบ และเข้าไปพังเวที กปปส.เชียงใหม่ พร้อมทั้งนำป้ายข้อความซึ่งระบุข้อความว่า "บอกรักเชียงใหม่ บอกรักประเทศไทย" ของกลุ่ม กปปส.เชียงใหม่ มาจุดไฟเผา 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนเสื้อแดงยังทำท่าจะเข้าไปทำร้ายกลุ่ม กปปส.เชียงใหม่ แต่ถูกตำรวจกันไว้ได้บางส่วน

เหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในจังหวัดเชียงใหม่ 
การทำร้ายผู้คนที่มีความคิดเห็นต่างออกไปเป็นพฤติการณ์ของคนที่ไร้การศึกษา คนที่ไร้สติปัญญาในการพิจารณาเหตุผลหรือการควบคุมอารมณ์อันไม่ต่างไปจากสัตว์เดรัจฉานโดยทั่วไป รวมไปถึงการทำลายสิ่งของของผู้อื่นให้ได้รับความเสียหาย และทั้งสองกรณีเป็นความผิดทางอาญาอีกด้วย

แต่การใช้เท้าถีบทำลายเสาที่ประดับธงชาติไทย 
เป็นภาพที่ทำร้ายจิตใจคนไทยที่รักชาติอย่างรุนแรง 
ไม่่สมควรให้อภัยโดยเด็ดขาด

และคนประเภทนี้ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ในผืนแผ่นดินไทยอีกต่อไป

หากการกระทำของบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณาดำเนินการลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง  รัฐบาลก็ควรจะออกมาประกาศให้ประชาชนได้รับทราบโดยทั่วกันว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษให้มีสิทธิเสรีภาพที่จะอยู่เหนือกฎหมาย เพื่อที่ประชาชนผู้รักชาติจะได้ออกมาดำเนินการลงโทษด้วยตนเองตามจารีตประเพณีแต่โบราณ

ความถูกต้อง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ถึงงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่หมาตัวนี้มาอยู่ที่บ้าน นับตั้งแต่ปรากฎตัวมาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ปีที่แล้วในสภาพอดอยากหิวโซ คาดว่าเจ้าของเดิมคงจะเสือกไสไล่ส่งมาจากบ้านใดบ้านหนึ่งภายในหมู่บ้านนี้ มันแอบอาศััยพื้นที่บ้านมากินเศษอาหารที่เททิ้งหลังบ้านแล้วก็นอนอยู่บริเวณหน้าบ้านทุกคืน เป็นเวลาเกือบเดือนกว่าที่มันจะกล้าเข้ามาใกล้เจ้าของบ้าน และจากวันนั้นมันก็มีจานอาหารประจำรออยู่ทั้งเช้าและเย็น ตามแต่สมควร

นิสัยที่ดีของมันก็คือ ไม่เห่าผู้คนแบบไร้เหตุผลจนน่ารำคาญ แต่มันจะเห่าเฉพาะในเวลากลางคืนเมื่อมีผู้คนผ่านเข้ามาภายในเขตพื้นที่บ้านหรือข้างรั้วบ้าน และที่สำคัญก็คือมันไม่เคยกัดผู้ใด แม้แต่เด็กที่เอาไม้เอาหินขว้างมันภายในเขตพื้นที่ของบ้าน มันจะทำเพียงแต่จับจ้องสายตามองตามทุกความเคลื่อนไหวเท่านั้น สัญชาติญาณของหมาตัวนี้น่าสนใจมากและก็ยังสนใจที่จะจับตามองมันอยู่ต่อไป

สถานการณ์ทางการเมืองก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจเช่นกัน เพราะหัวข้อเกี่ยวกับ "ความถูกต้อง" มักจะเกิดความขัดแย้งกับ "ข้อกฎหมาย" อยู่เป็นนิจ และก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสามัญของบ้านเมืองเราที่ ความถูกต้อง จะเดินสวนทางกับข้อกฎหมายอยู่ตลอดเวลา อันมีปัจจัยมาจากหลายสาเหตุ

  • ฐานะทางสังคมเป็นผู้กำหนด ในโลกของความเป็นจริง ข้อขัดแย้งทางกฎหมายระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ดีถึง ความถูกต้อง ที่ถูกละเลยในหลักปฏิบัติ และคนรวยมักจะเป็นฝ่ายถูกต้องเสมอไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
  • อำนาจที่เหนือกว่าเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่เป็นของรัฐบาลหรืออำนาจของฝ่ายใดก็ตามที่เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง ย่อมมีข้อกำหนดไว้ว่า ความคิดความเห็นของฝ่ายตนคือ ความถูกต้อง และผู้ที่เห็นต่างคือผ่ายผิด

ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยมีใครคิดจะแก้ไข คงปล่อยให้มันเป็นไปตามเดิมจนกลายเป็น ประเพณีทางสังคม ที่มองว่าความถูกต้องไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องตามกฎหมาย แต่แม้ว่าจะผิดกฎหมายแต่มันก็ยังเป็นความถูกต้องอยู่นั่นเอง

หากมันยังผิดกฎหมายก็แก้ไขกฎหมายฉบับนั้นเสีย

หากมีเยาวชนผู้หนึ่งผู้ใดกล่าววาจาหมิ่นประมาทจาบจ้วงล่วงเกินสถาบันเบื้องสูงด้วยความคะนองปาก เพื่อเรียกเสียงเฮฮาจากผู้ฟัง เพื่อเอาใจผู้หลักผู้ใหญ่บางคนในคณะรัฐมนตรีและ บรรดา ส.ส.ในฟากของรัฐบาลที่นั่งฟังอยู่ด้วยบนเวทีเดียวกันนั้น คำพูดเหล่านั้น คือความถูกต้อง

แต่ในขณะที่คนต่างด้าวบางคนกล่าววาจาเทิดทูนยกย่องบูชาต่อสถาบันเบื้องสูงบนเวทีของผู้ที่ต่อต้านรัฐบาล คำพูดของบุคคลดังกล่าวกลับเป็นความผิดที่สมควรต้องโดนเนรเทศออกนอกประเทศทันที เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

อะไรคือความถูกต้อง ?

รัฐบาลและคนในคณะรัฐบาลคิดอะไรอยู่ ?


- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -