บทความยอดนิยม

Archive for มกราคม 2014

เส้นแบ่ง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ในยามที่บ้านเมืองร้อนระอุด้วยไฟการเมืองเช่นวันนี้ ประชาชนถูกแบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ทั้งฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ฝ่ายที่เป็นกลาง แต่ทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเองและก็เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตนเอง

ทำให้มีคำถามตามมาว่า อะไร? คือต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น 
คำตอบนั้นสั้นและง่าย ว่า ... เพราะนักการเมือง 

หากมีใครย้อนถามมาว่า รู้ได้ยังไงว่าคนนี้ดี คนนี้เลว
คำตอบที่ถูกใจคนฟังคงไม่มีความสำคัญอะไร
เพราะคนฟังตั้งสติที่จะโต้แย้งในทุกคำตอบอยู่แล้ว
ด้วยเหตุผลของตนเอง
ไม่ใช่ด้วยเหตุผลตามความเป็นจริง

ความเป็นจริงที่เป็นสัจธรรม

เชื่อได้ว่าทุกคนที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถที่จะใช้วิจารณญาณของตนแยกแยะความผิดถูกชั่วดีได้เท่าเทียมกัน และต้องรู้ดีว่าสิ่งใดที่เรียกว่า ความถูกต้อง สิ่งใดที่ไม่ใช่ความถูกต้อง สิ่งใดที่เรียกว่าดี สิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ดี

โดยพื้นฐานนั้นการฆ่าผู้อื่นถือได้ว่าเป็นความผิด เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่บางคนอาจจะกล่าวอ้างถึงสถานการณ์สงครามว่าการสังหารข้าศึกเป็นความถูกต้อง เพราะเป็นการกระทำเพื่อป้องกันรักษาประเทศชาติ (หรือรักษาความมั่นคงเพื่อสันติภาพของโลก อะไรก็ตามที) แต่ทุกคนที่กระทำลงไปย่อมจะต้องรับรู้อยู่ในส่วนลึกของจิตใจอยู่แล้วว่า การฆ่าผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ในแนวทางเดียวกัน การฉ้อฉลทางการเมืองโดยการกล่าวอ้างว่าถูกต้องตามกฎหมายก็ย่อมไม่ชอบธรรม หากกฏหมายนั้นถูกบัญญัติขึ้นมาเป็นการเฉพาะโดยกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อการฉ้อฉลนั้น

นักการเมืองจึงอาศัยบทบัญญัติทางกฎหมายในการแสวงหาผลประโยชน์มาช้านาน มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ใขกฏหมายขึ้นมารองรับการกระทำความผิดต่างๆ ให้เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยอาศัยระบบรัฐสภาและฝ่ายนิติบัญญัติเป็นสะพาน

ผู้นำที่ฉ้อฉลไม่ลังเลที่จะใช้ทรัพย์สินเงินทองในการซื้อหา "ความเป็นคน" จากตัวตนของนักการเมืองอาชีพให้กลายสภาพเป็นเพียง "สุนัขรับใช้" ที่ปฏิบัติตามคำสั่งทุกอย่าง พร้อมที่จะเห่าหอนเมื่อได้รับการกระตุ้นเตือน และพร้อมที่จะขบกัดเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนาย เพียงมุ่งหวังเศษเนื้อเศษกระดูกเป็นรางวัลตอบแทน 

นักการเมืองที่ขายตัวจึงเป็นได้แค่เพียงสุนัขที่มีปลอกคอเท่านั้น
ไม่ใช่คนที่เป็นนักการเมือง

เพราะ นักการเมือง 
เป็นผู้ที่อาสาประชาชนเข้ามาบริหารปกครองบ้านเมือง
เพื่อนำพาประเทศชาติไปสู่เจริญความรุ่งเรือง
เพื่อนำพาประชาชนให้พ้นไปจากความยากจน
เพื่อรักษาระบบคุณธรรมในสังคม

เส้นแบ่งระหว่างความดีกับความเลว
ไม่ใช่เส้นด้ายบางเบา
แต่เป็นความแตกต่างที่มองเห็นได้ชัด
หากไม่มีตัณหามาปิดบังดวงตาไว้

ปัญหาที่สะสม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ตามความจริง ผมไม่เคยติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาหลายวันแล้ว เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโทรทัศน์ที่มีอยู่ในเมืองไทยนั่นน่ะ มันมีแต่เรื่องไร้สาระ พอจะติดตามข่าวสาร มันก็มีแต่ข่าวสารแบบที่เรียกกันว่า "โฆษณาชวนเชื่อ" เนื่องจากเป็นข่าวสารที่ผ่านการเลือกสรรเป็นอย่างดีจากผู้ดูแลว่า "เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบเท่านั้น ผู้ที่มีวิจารณญานห้ามรับชม" ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมรัฐบาลบ้านเราถึงได้ดูถูกสติัปัญญาของประชาชนคนไทยขนาดนี้ บรรดาผู้ที่เสนอหน้าออกมาประกาศ หรือแถลงการณ์ ก็ไร้สติโดยสิ้นเชิง ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐอย่างขาดความรับผิดชอบต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น บิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างจงใจ

หลายชีวิตที่สูญเสียไปหรือได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ จากการกระทำของ "ชายชุดดำ" ที่มาจากเวทีของคนเสื้อแดง หรือจาก "ชายที่แต่งกายคล้ายตำรวจ" ในช่วงเวลาเกือบสามเดือนที่ผ่านมาในสถานที่ต่างๆ ไม่เคยอยู่ในความสนใจของรัฐบาลแม้แต่น้อย แต่กลับระดมความคิดไปเรียกร้องให้ประชาชนมาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยอ้างว่าเพื่อเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ทั้งที่รู้ดีว่า ไม่มีทางที่จะเกิดความสงบได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม

และการเลือกตั้งก็ไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะต้องกระทำให้ได้ ไม่ว่าประชาชนจะฆ่าฟันกันเองจนถึงตายไปค่อนประเทศ รัฐบาลก็ยังคงจะต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี ไม่ใช่ว่าพอได้เป็นรัฐบาลก็จ้องจะกู้เงินจากต่างประเทศมาเพื่อการลงทุนอภิมหาโปรเจคเท่านั้น โดยไม่ยอมรับรู้ว่าบ้านเมืองเพิ่งจะผ่านพ้นภาวะวิกฤติอย่างไรมา นี่ไม่ใช่หนทางของประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงประชาธิปไตยจากลมปากของนายทุนที่มุ่งหวังแต่มากอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น

การแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยการถ่วงเวลาไปวันๆ โดยไม่คิดที่จะแก้ไขเลยสักเรื่อง แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ให้ทับถมเข้ามาทุกเวลา แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำที่ไม่มีอยู่ในตัวตน ประกอบกับสมุนบริวารที่มีอยู่เริ่มร้อนรนหาทางขยับขยายช่องทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันตามถนัดของแต่ละคน พลพรรคใต้ดินที่เคยใช้เป็นแนวร่วมสนับสนุนมาโดยตลอดก็ขาดแคลนเงินทองเพราะบรรดาแกนนำต่างไขว่คว้าเอาเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทำให้การรวมตัวชักติดขัดไม่ต่อเนื่อง บ่งบอกถึงลางหายนะที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

พรรคการเมืองที่เคยร่วมในคณะรัฐบาลก็ตีวงออกไปยืนเชียร์อยู่ห่างๆ กึ่งกล้ากึ่งกลัว บางกลุ่มก็ิปิดปากเงียบสนิทไม่ออกมาแสดงท่าทีต่อต้านหรือสนับสนุนอะไร แต่ก็พร้อมที่จะออกมาซ้ำเติมทุกเวลาหากปรากฎแววเพลี่ยงพล้ำ 

สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือวิถีทางทางการเมืองของไทยที่แท้จริง 

การเมืองที่ยึดโยงอยู่กับคำว่า 
"ผลประโยชนส่วนตน" 
ไม่ใช่งานการเมือง 
"เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน" 

อันติดแน่นอยู่ในกมลสันดานของนักการเมืองเกือบทั้งประเทศ 

โดยเฉพาะ
นักการเมืองรุ่นเก่าที่มาพร้อมกับอิทธิพล 
และ
นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับนายทุน

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -