บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557


หัสนิยายชุดสามเกลอ เรื่อง พล นิกร กิมหงวน ซึ่งเป็นบทประพันธ์ของ ป.อินทรปาลิต ผ่านสายตาผมครั้งแรกประมาณ พ.ศ.2509 ก็คงจะเรียนอยู่ชั้น ป.4 และบังเอิญช่วงนั้นพื้นที่ที่ผมไปศึกษาอยู่เค้าเรียกขานกันตามภาษาการเมืองว่า "พื้นที่สีแดง" มีโรงไฟฟ้าเล็กๆ อยู่กลางอำเภอเปิดทำการตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 22.00 น.เท่านั้น และทั้งอำเภอก็มีโทรทัศน์ขาวดำของทางราชการอยู่เครื่องเดียว ติดตั้งเอาไว้ที่หอประชุมของอำเภอ มีแผงรับสัญญาณอยู่บนยอดต้นยางสูงเกือบสามสิบเมตร แต่ถึงกระนั้นสัญญาณที่รับได้ก็เหมือนกับมองภาพเคลื่อนไหวอะไรไม่รู้ที่เลือนลางอยู่กลางคลื่นเส้นเล็กๆ เหมือนสายฝนเท่านั้นเอง

ขอขยายความนิดหน่อยครับถึง "หอประชุม" ของอำเภอว่ามันมีสภาพเหมือนสนามชนวัวเสียมากกว่า เพราะเป็นอาคารโล่งๆ พื้นเป็นดินแข็งมีราวลูกกรงกั้นไว้โดยรอบเปิดทางเข้าออกไว้ด้านละ 2 ช่องทาง ท่านผู้ชมก็ต้องหอบเสื่อหอบหมอนมาปูนั่งเอาตามอัธยาศัย เวลาเชียร์มวยแต่ละทียังนึกไม่ออกเลยว่าเค้าเห็นหน้านักมวยกันบ้างมั้ย มิหนำซ้ำเวลาสัญญาณหายไปหมดก็ต้องมีหน่วยกล้าตายตะปีนขึ้นไปปรับหมุนแผงรับสัญญาณให้ภาพชัดขึ้นซักนิด ภาพนี้ผมเองชอบดูมากกว่าโทรทัศน์เสียอีกเพราะมันน่าลุ้นกว่ามวยเยอะเลย โดยเฉพาะถ้าคนปีนขึ้นไปกร่ำสุรามาแล้ว

อีกหนึ่งความบันเทิงก็คือ "หนังขายยา" อันที่จริงหนังขายยาน่ะมีน้อยมาก เนื่องจากในระยะหลังๆ มีเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อหนึ่งเริ่มบุกเบิกโฆษณาด้านนี้ด้วยภาพยนตร์จอใหญ่ฉายด้วยระบบซีเนรามาขนาด 35 มม. ผิดกับหนังขายยารุ่นเก่าที่เป็นขนาด 16 มม. แต่มีสิ่งที่เหมือนกันก็คือจะมีภาพยนตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์เปิดโรงก่อนตามด้วยข่าวในพระราชสำนักแล้วก็ตัวอย่างหนังหลายเรื่อง กว่าหนังเรื่องจะเริ่มฉายก็ปาเข้าไปสี่ทุ่ม แล้วก็ผ่านการเปิดไฟโฆษณา ซื้อขายของ แจกของตัวอย่างไปแล้วสามรอบ ที่เกริ่นมายาวเหยียดก็เพื่อชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องอ่านหนังสือมาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนอนหนังสือขนานแท้ เพราะว่าไม่มีทางเลือกครับ สภาพแวดล้อมทั่วไปและสถานการณ์ของสังคมมันบีบบังคับให้ต้องมองหาทางออกในการใช้เวลาว่างในสถานการณ์ที่จำกัด จะไปทำแปลงปลูกผัก ตกเบ็ดหาปลาก็ไปได้ไม่ไกลบ้านเพราะดังที่กล่าวไว้แต่แรกว่าเป็นพื้นที่อันตราย จึงต้องหยิบหนังสือมาอ่านในยามว่าง และเมื่ออ่านแล้วก็เริ่มติดลมพอไฟฟ้าดับสี่ทุ่มก็จุดเทียนอ่านต่อในมุ้งนั่นแหละจนกว่าจะได้ยินเสียงเดินของพ่อถึงจะยอมดับไฟก่อนที่จะถูกเตะ

และหนึ่งในหนังสือที่อ่านแล้วติดลมในตอนนั้นก็คือ พล นิกร กิมหงวน นั่นเอง ซึ่งพ่อเค้าซื้ออ่านเป็นประจำแล้วก็เก็บสะสมเอาไว้ในตู้หนังสือจำนวนนับร้อยเล่ม ไม่นับรวมกับหนังสือชุด ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ และชุดอินทรีแดง ของเศก ดุสิต แล้วก็หนังสือแปลชุด ผู้ร้ายผู้ดี ซึ่งจำชื่อเดิมไม่ได้เสียแล้ว แต่ในขบวนหนังสือเรื่องแปลนี่มีอยู่ชุดหนึ่งที่จำได้แม่นยำคือชุด "บ้านเล็กในป่าใหญ่" ที่แปลโดย สุคนธรส นอกจากจะมีนวนิยายเป็นชุดๆ ที่ถูกมัดรวมเอาไว้อย่างเรียบร้อยแล้วก็ยังมี นวนิยาย เรื่องแปล อีกมากมายปะปนกันอยู่อย่างหนาแน่นภายในตู้จนเกือบจะเท่าห้องสมุดห้องหนึ่งทีเดียว แต่ผมก็อ่านมาจนหมดแล้วทุกเล่มเช่นกัน 

สิ่งหนึ่งที่เป็นผลพลอยได้จากการเป็น "นักอ่าน" ก็คือการอ่านหนังสือเร็วกว่าผู้คนทั่วไป จนบางครั้งเพื่อนมันดูถูกเอาว่า "มันเปิดผ่านไปยังงั้นแหละไม่ได้อ่านหรอก" และในที่สุดก็มีการวางเดิมพันกันขึ้นและผมก็พิสูจน์ได้ว่าผมอ่านหนังสือทุกตัวอักษรโดยไม่มีตกหล่น แต่ที่มันอ่านเร็วก็เพราะมันเป็นความเคยชินน่ะครับ จึงไม่แปลกที่ในทุกการสอบผมไม่เคยนั่งอยู่จนหมดเวลาแม้แต่ครั้งเดียวในชีวิต และก็จะเป็นคนแรกที่ออกจากห้องสอบทุกครั้งเช่นกัน ดังนั้นบ่อยครั้งที่ผมต้องนั่งหลับตารอให้เวลาผ่านไป 45 นาทีจึงจะออกจากห้องสอบได้ ปั๊ดโธ่ ข้อสอบแค่ 100 ข้อ 25 นาทีก็เสร็จแล้วครับ อันนี้ยืนยันได้จากการเข้าสอบ มสธ.มานับครั้งไม่ถ้วน (ตกมาแยะแล้ว)

หลักการทำข้อสอบก็คือ ถ้านึกไม่ออกทำไม่ได้ ก็แสดงว่าทำไม่ได้จริงๆ อย่าไปนั่งตื๊อรอลอกคนอื่นอยู่เลย ผมจะทำข้อสอบในข้อที่แน่ใจไปก่อน 1 รอบจนจบ แล้วจึงวกมาเริ่มต้นใหม่ในข้อที่ยังลังเล แล้วก็มาเริ่มรอบ 3 อีกครั้ง เมื่อถึงรอบที่ 5 ก็จะแน่ใจแล้วว่าข้อไหนที่ทำไม่ได้จริงๆ ก็พอเถอะ เอาไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน สิ่งหนึ่งที่ผมทำในการสอบทุกครั้งก็คือ ไม่มีการซุกคำตอบหรือเฉลยเข้าไป ไม่มีการซุกซ่อนเอกสารเข้าไป ไม่มีการขอลอกคำตอบจากผู้อื่น และไม่ให้ใครหน้าไหนมาขอลอกข้อสอบทั้งนั้น

เพราะการทุจริตในการสอบ หมายถึง ความไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง เป็นความผิดที่ร้ายแรงที่สุดในความคิดของผม ดังนั้น เมื่อมีครูบาอาจารย์มาแนะแนวข้อสอบผมจะไม่ให้ความสนใจเลย และบางทีก็ไม่นั่งอยู่ในห้องด้วยซ้ำ เพราะผมถือว่า ระยะเวลาในการศึกษาทั้งจากห้องเรียนและการศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง นั่นจะเป็นการวัดกรอบความรู้ของเราได้อย่างเที่ยงตรง สามารถรับรองได้ว่าเรามีความรู้ในเรื่องนั้นเพียงพอที่จะนำไปใช้ประโยชน์กับตนเอง กับบ้านเมืองหรือประเทศชาติได้หรือไม่ ไม่ใช่สอบผ่านเพราะการแนะแนว(หรือบอกข้อสอบ) เพียงเพราะผู้สอนต้องการความมั่นใจให้กับตนเองว่าสามารถสั่งสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ โดยไม่ใส่ใจใยดีถึงข้อเท็จจริงที่ควรจะมีอยู่

 มาตรฐานการศึกษาของเราจึงตกต่ำลงทุกวัน จนอาจเทียบปริญญาตรีใน พ.ศ.นี้ เท่ากับ ประถมศึกษาปีที่ 4 ในยุคเก่าเท่านั้น หลายคนอาจโต้แย้งโดยยกเอาความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษมาเป็นตัวอย่าง แต่ผมก็พร้อมที่จะให้มีการทดสอบความรู้ในวิชา "การใช้ภาษาไทย" เอาง่ายๆ แค่ เขียนไทย ก็พอ ไม่รู้ว่ายังจะมีสอนกันอยู่รึเปล่า เริ่มจากอ่านคำไทยด้วยปากเปล่าแล้วให้ผู้ทดสอบเขียนตาม รับรองได้ว่าถ้าผมออกข้อสอบ 20 คำ จะเขียนผิด "ทุกคำ" เพราะผู้เรียนสมัยนี้จมปลักอยู่กับ "ภาษาวิบัติ" ด้วยวิวัฒนาการและเทคโนโลยี่ยุคใหม่ และที่น่าเจ็บใจมากที่สุดก็คือ พจนานุกรมไทยฉบับใหม่ก็มีการบรรจุภาษาวิบัติเพิ่มเข้าไปด้วยเสียอีก แทนที่จะแก้ไขกลับกลายเป็นการสนับสนุนแล้วอีกกี่ชาติ ประเทศไทยถึงจะยืนขึ้นได้เสียที 

วกกลับมาที่หัสนิยายชุดสามเกลอ ในวันนี้ตามสายตาของผมที่ย้อนกลับมาอ่านอีกอย่างพิจารณา ผมเห็นว่านี่ไม่ใช่หัสนิยายอย่างที่ผมคิดเอาไว้เสียแล้ว แต่นี่คือ "จดหมายเหตุ" ของประเทศไทยฉบับสมบูรณ์ที่สุดที่ไม่ได้ผ่านการแต่งเติม แก้ไข ดัดแปลง เหมือนกับจดหมายเหตุที่เป็นของทางราชการ หรือที่รับรองโดยทางราชการ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องมีเหตุผลในการที่จะต้อง "บิดเบือน" ข้อมูลให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง อาจจะด้วยเหตุผลตื้นๆ ว่า "เพื่อขจัดความขัดแย้ง" แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ "มันไม่ใช่ความจริง" ผิดกับเรื่องราวตลกขบขันของชุดสามเกลอที่สอดแทรกเรื่องราวของยุคสมัยไว้อย่างแนบเนียนกลมกลืน ไม่ก่อให้เกิด "ปัญหา" กับตัวของผู้เขียนได้ เพราะเราควรจะรับทราบไว้ด้วยว่าในช่วงเวลาเหล่านั้น (พ.ศ.2485 - 2510 โดยประมาณ) สถานการณ์บ้านเมืองของเราอยู่ในยุคที่เค้าเรียกกันทั่วไปว่า "ยุคทมิฬ" ส่วนที่ว่าใครเป็นคนตั้ง ผมก็ไม่รู้นะ

ดังนั้นการอ่านชุดสามเกลอในวันนี้ของผมจึงเปลี่ยนไป การหัวเราะในใจยังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่การอ่านช้าลงกว่าเดิมและเริ่มจับความในบทสนทนามากขึ้น พยายามตีความหมายของเนื้อหาอย่างรอบคอบ วิเคราะห์รูปแบบการเขียนให้ละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ซึ่งในที่สุดผมก็พบว่า นี่คือ "จดหมายเหตุ" ของบ้านเมืองเราในยุคนั้น ไม่ใช่หัสนิยายที่เน้นตลกอย่างไร้สาระเท่านั้น แต่แฝงแนวความคิด ความรู้สึกของผู้เขียนไว้ในทุกถ้อยคำ ครับ อักษรเพียงตัวเดียวก็สามารถสื่อความหมายได้มากมาย แต่หนังสือที่ใช้เวลาเขียนยาวนานหลายสิบปีย่อมมีเรื่องราวที่เราต้องศึกษาอีกไม่มีที่สิ้นสุด และผมก็เชื่อได้ว่า คุณ ป.อินทรปาลิต ท่านคงต้องการสื่ออะไรบางอย่างให้กับคนไทยทุกคนเช่นกัน แม้จะมีอำนาจมืดบดบังอยู่

การส่งข่าวสารฝ่าความมืดมิดของยุคสมัยของท่าน มีชีวิตเป็นเดิมพันครับ

เช่นเดียวกับหลายชีวิตที่ต้องเซ่นสังเวยไปกับความ "บ้าอำนาจ" ของผู้นำในยุคนั้น

นี่ผมไม่ได้ว่าใครนะ ผมจำมาจากหนังสือต่างหากล่ะ

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -