Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557


มองย้อนกลับไปเมื่อซัก 50 ปีที่ผ่านมาครอบครัวของผมจัดอยู่ในกลุ่มของประชาชนประเภทยากจน (ซึ่งก็ยังคงรักษาความจนนั้นไว้อย่างมั่นคงดุจดังเกลือรักษาความเค็ม เป็นความจนอย่างยั่งยืนตามประสาไทยแท้) มิหนำซ้ำยังใช้ชีวิตอยู่ตามชนบทห่างไกลความเจริญมาโดยตลอด (ซึ่งในสมัยนั้นเค้าเรียกกันว่าเป็นพื้นที่สีแดงบ้าง สีชมพูบ้างตามประสาของรัฐบาล) ชีวิตความเป็นอยู่โดยทั่วไปจึงต้องอาศัยระบบการพึ่งพาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชผักไว้กินเองตั้งแต่ผักสวนครัวระดับพื้นฐานของห้องครัว เช่น พริก หอม กระเทียม ข่า ตะไคร้ กระชาย จนถึงพืชระดับเศรษฐกิจชุมชน เช่น มะเขือทุกประเภท  ผักบุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดเขียว แตงกวา ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง มะละกอ ข้าวโพด อ้อย มันเทศ มันสำปะหลัง  ฯลฯ ซึ่งหมายความว่าปลูกมันทุกอย่างที่กินได้ แล้วก็กินได้ทุกอย่างที่ปลูกไว้อย่างละต้นสองต้นเท่านั้นเอง รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ขนาดเล็กที่ใช้เป็นอาหารได้ เช่น ไก่ เป็ด ใหญ่สุดก็แค่สุกร เอาไว้เพาะพันธุ์แล้วก็เลี้ยงไว้ขาย มีเวลาว่างก็ออกไปตกปลาตามลำธาร หรือวิดบ่อที่น้ำในคลองบางส่วนเริ่มแห้งเหือด แต่ก็สามารถหาปลากลับมาบ้านครั้งละไม่ใช่น้อย เพราะช่วงเวลานั้นบ้านเมืองเรา ในน้ำมีนา ในปลามีข้าว เอ๊ย ไม่ใช่ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุกหนแห่งล้วนอุดมสมบูรณ์ ถ้าขยันก็มีกิน ไม่ต้องทนลำบาก กินหิน กินปูน กินถนน กินแรงคนอื่น แบบคนไทยยุคนี้

ชีวิตในช่วงที่ผ่านมานั้นแม้ว่าจะยากจนแต่ก็ไม่ได้อดอยากหิวโหยจนถึงกับต้องออกไปขอทานใคร ทุกชีวิตมีความสุขในสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้วหากไม่ดิ้นรนแสวงหา อยากได้ อยากมีเหมือนกับคนอื่น เพราะนั่นคือ ตัณหา  มีช่วงเวลาในระหว่างการรับราชการที่ผมต้องกู้เงินใช้ในอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานใต้ดินคือ ร้อยละ 10 ต่อเดือนแต่ก็เป็นการสมยอมในฐานะลูกหนี้ที่ดีจึงสะสมหนี้สินพอกพูนขึ้นมาอย่างสม่ำเสมอ จนถึงวันหนึ่งที่ตัดสินใจลาออกจากราชการ นั่นกลับเป็นวันที่ผมปลอดหนี้อย่างแท้จริง (ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะถึงวันนี้ก็ยังอุตส่าห์สร้างหนี้กับธนาคารไว้อีก 4 แสนกว่าๆ ตามประสาคนเครดิตดี?) และที่สำคัญผมไม่มีสมบัติหรือทรัพย์สินอะไรเป็นของตัวเองเลยซักอย่าง ชีวิตนี้จึงเป็นอิสระจากห่วงทุกอย่างในโลกนี้

ปกติเวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนผมก็อาศัยบริการรถยนต์โดยสารประจำทาง  พอมาถึงวันนี้เท่าที่สังเกตุดู แม้ว่าถนนหนทางจะสร้างขึ้นมากมายจนสับสนเหมือนขนหน้าแข้ง แต่ทำไมรถยนต์โดยสารประจำทางระยะสั้นระหว่างอำเภอหรือภายในจังหวัดมันหายไปไหนกันหมดก็ไม่ทราบได้ จะเดินทางออกจากบ้านไปไหนซักครั้งถ้าเกินกว่า 10 กิโลเมตรก็ไม่มีหนทางอื่นนอกจากจะต้องอาศัยโบกรถยนต์โดยสารประจำทางที่วิ่งช่วงยาวๆ มากกว่า 500 กิโลเมตร ซึึ่งบรรดารถเหล่านี้ก็ไม่คิดที่จอดรับซักครั้ง เพราะมันไม่คุ้มค่าน้ำมันเบรค แต่ผมก็ไม่เคยคิดที่จะไปให้ความสนใจกับรถยนต์โดยสารประจำทางหรอก เนื่องจากเห็นแล้วว่ามันวิ่งวันละไม่กี่เที่ยวและมันมีมาตรฐานที่จะไม่จอดรับผู้โดยสารที่มายืนโบกตามหมู่บ้านเล็กๆ ระหว่างทางเด็ดขาด

สรุปแล้วไม่ต้องไปไหนมันหรอก นอนมันอยู่บ้านนี่แหละ เพราะทุกครั้งที่ต้องไปพบแพทย์ต้องอาศัยรถจักรยานยนต์คู่ชีพเป็นประจำ แต่นั่นมันเป็นเมื่อก่อนนี้ที่สังขารยังมั่นคง พอถึงวันนี้การเดินทางแบบนั้นมันเกินความสามารถเสียแล้วกับระยะทางเกือบ 80 กิโลเมตร สาเหตุมาจาก ระยะหลังๆ มักจะเกิดอาการหลับในโดยไม่ต้องอาศัยยาบ้าซักเม็ด ขี่มอเตอร์ไซต์วิ่งแหกโค้งลงไปนอนข้างทางมา 2 หนแล้ว ดีที่ยังหายใจได้นะนี่

แล้วก็อย่ามาแนะนำให้ผมซื้อรถยนต์ส่วนตัวเด็ดขาด  แม้จะอยู่บ้านนอกแต่ก็ไม่ได้โง่แบบถาวร การซื้อรถยนต์มาใช้งานปีละ 6 ครั้ง ครั้งละ 3 ชั่วโมง แถมยังต้องจ่ายเบี้ยประกัน ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษา แล้วถ้าเกิดหลับในไปชนคนตายอีกล่ะ คิดไปสิบแปดรอบมันก็ไม่คุ้ม และผมเองก็ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไรที่จะต้องเดินทางไปโน่นมานี่เหมือนชาวบ้านเค้านักหรอก

ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ ทุกคนเสียชีวิตหมดสิ้นแล้วครับ

ถึงคิวเมื่อไหร่ ก็คงมีคนมาหามผมไปเองแหละ