Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557


ตามความจริง ผมไม่เคยติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาหลายวันแล้ว เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโทรทัศน์ที่มีอยู่ในเมืองไทยนั่นน่ะ มันมีแต่เรื่องไร้สาระ พอจะติดตามข่าวสาร มันก็มีแต่ข่าวสารแบบที่เรียกกันว่า "โฆษณาชวนเชื่อ" เนื่องจากเป็นข่าวสารที่ผ่านการเลือกสรรเป็นอย่างดีจากผู้ดูแลว่า "เหมาะสำหรับผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบเท่านั้น ผู้ที่มีวิจารณญานห้ามรับชม" ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าทำไมรัฐบาลบ้านเราถึงได้ดูถูกสติัปัญญาของประชาชนคนไทยขนาดนี้ บรรดาผู้ที่เสนอหน้าออกมาประกาศ หรือแถลงการณ์ ก็ไร้สติโดยสิ้นเชิง ใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือของรัฐอย่างขาดความรับผิดชอบต่อความเป็นจริงที่เกิดขึ้น บิดเบือนข้อมูลข่าวสารอย่างจงใจ

หลายชีวิตที่สูญเสียไปหรือได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ จากการกระทำของ "ชายชุดดำ" ที่มาจากเวทีของคนเสื้อแดง หรือจาก "ชายที่แต่งกายคล้ายตำรวจ" ในช่วงเวลาเกือบสามเดือนที่ผ่านมาในสถานที่ต่างๆ ไม่เคยอยู่ในความสนใจของรัฐบาลแม้แต่น้อย แต่กลับระดมความคิดไปเรียกร้องให้ประชาชนมาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยอ้างว่าเพื่อเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย ทั้งที่รู้ดีว่า ไม่มีทางที่จะเกิดความสงบได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม

และการเลือกตั้งก็ไม่ใช่แนวทางเดียวที่จะต้องกระทำให้ได้ ไม่ว่าประชาชนจะฆ่าฟันกันเองจนถึงตายไปค่อนประเทศ รัฐบาลก็ยังคงจะต้องรับผิดชอบกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ดี ไม่ใช่ว่าพอได้เป็นรัฐบาลก็จ้องจะกู้เงินจากต่างประเทศมาเพื่อการลงทุนอภิมหาโปรเจคเท่านั้น โดยไม่ยอมรับรู้ว่าบ้านเมืองเพิ่งจะผ่านพ้นภาวะวิกฤติอย่างไรมา นี่ไม่ใช่หนทางของประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่เป็นเพียงประชาธิปไตยจากลมปากของนายทุนที่มุ่งหวังแต่มากอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติเท่านั้น

การแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยการถ่วงเวลาไปวันๆ โดยไม่คิดที่จะแก้ไขเลยสักเรื่อง แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ให้ทับถมเข้ามาทุกเวลา แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำที่ไม่มีอยู่ในตัวตน ประกอบกับสมุนบริวารที่มีอยู่เริ่มร้อนรนหาทางขยับขยายช่องทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันตามถนัดของแต่ละคน พลพรรคใต้ดินที่เคยใช้เป็นแนวร่วมสนับสนุนมาโดยตลอดก็ขาดแคลนเงินทองเพราะบรรดาแกนนำต่างไขว่คว้าเอาเข้ากระเป๋าตัวเองอย่างเป็นกอบเป็นกำ ทำให้การรวมตัวชักติดขัดไม่ต่อเนื่อง บ่งบอกถึงลางหายนะที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ

พรรคการเมืองที่เคยร่วมในคณะรัฐบาลก็ตีวงออกไปยืนเชียร์อยู่ห่างๆ กึ่งกล้ากึ่งกลัว บางกลุ่มก็ิปิดปากเงียบสนิทไม่ออกมาแสดงท่าทีต่อต้านหรือสนับสนุนอะไร แต่ก็พร้อมที่จะออกมาซ้ำเติมทุกเวลาหากปรากฎแววเพลี่ยงพล้ำ 

สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือวิถีทางทางการเมืองของไทยที่แท้จริง 

การเมืองที่ยึดโยงอยู่กับคำว่า 
"ผลประโยชนส่วนตน" 
ไม่ใช่งานการเมือง 
"เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน" 

อันติดแน่นอยู่ในกมลสันดานของนักการเมืองเกือบทั้งประเทศ 

โดยเฉพาะ
นักการเมืองรุ่นเก่าที่มาพร้อมกับอิทธิพล 
และ
นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับนายทุน