บทความยอดนิยม

Archive for ธันวาคม 2013

สังคมที่สับสน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 นั้นมีประชาชนเพียงส่วนน้อยที่ร่วมรับรู้และยินดีกับความเปลี่ยนแปลงที่ "เชื่อว่า" จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและสมบูรณ์พร้อม ใน สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ของประชาชนทุกระดับชั้นในสังคมไทย โดยตัดปัญหาเรื่องความไม่พร้อมของประชาชนออกไปเสียจากแนวความคิด และมุ่งเดินหน้าอย่างขลุกขลักเรื่อยมา

จนมาถึงช่วงหนึ่งจึงเริ่มรับรู้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกลับชักนำระบอบเผด็จการทหารมาสู่รูปแบบการปกครองที่แท้จริง ทำให้ประเทศชาติจมปลักอยู่กับอภิสิทธิชนอยู่นานหลายสิบปี อำนาจทั้งหลายทั้งมวลตกอยู่มือของบุคคลเพียงไม่กี่คนที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมีการขยายระบบอุปถัมภ์ให้แผ่กว้างครอบคลุมไปถึงวงศ์ตระกูลและเพื่อนพ้องน้้องพี่ โดยมองไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา

นักการเมืองในรุ่นแรกๆ ที่พยายามบุกเบิกทวงถามระบอบประชาธิปไตยคืนมาจากเผด็จการประสบชะตากรรมที่ไม่สู้ดีนักในระยะแรก ทั้งจากการถูกสังารอย่างโหดเหี้ยม การถูกจับกุมคุมขัง การถูกกลั่นแกล้งก่อกวน ล้มหายตายจากไปมากมาย

นั่นก็ป็นชนวนเหตุให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในประเทศไทยโดยประชาชนเป็นครั้งแรกใน14 ตุลาคม  2516 มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมาย แต่ก็นับว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาชนที่สามารถทวงถามสิทธิ เสรีภาพขั้นพื้นฐานของตนกลับมาคืนเองได้ ในช่วงระยะสั้นๆ เพราะจากวันนั้นบรรดาขุนศึกศักดินาต่างอาศัยสถานการณ์ทางการเมืองเข้ามาล้วงลูกยึดอำนาจในการปกครองบริหารบ้านเมืองกลับเข้ามาอยูในมือหลายครั้งหลายหนแต่เป็นช่วงระยะสั้นๆ อันเนื่องมาจากแรงต้านของประชาชนและแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจ ทำให้ระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเริ่มคืบคลานเข้ามาสู่วิถีชีวิตของคนไทย

และแล้วเมื่อบรรดานายทุนก้าวเข้ามาแทรกแซงเสนอหน้าเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง จุดมุ่งหมายสำคัญสูงสุดก็คือ สร้างรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการแก้กฎหมายให้สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของตนอย่างเสรี อาศัยวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานเพื่อพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ให้บิดเบือนไปจากกฎหมายที่ปิดกั้นเส้นทางของตน และเริ่มอาศัยสภานิติบัญญัติในการปรับปรุง แก้ไข กฎหมายให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนทีละน้อย เริ่มผลักดันบริการสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้แปรเปลี่ยนไปเป็นภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ผลักดันให้หลุดออกไปนอกระบบกิจการของรัฐบาลเปลี่ยนไปเป็นกิจการของนายทุนที่สามารถระดมทุนและบริหารแสวงหากำไรได้อย่างอิสระ

และการกระทำการดังกล่าวจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมที่ให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลด้วยการดึงประชาชนส่วนมากให้มัวเมาลุ่มหลงในโครงการประชานิยมต่างๆ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับประชาชนโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งแน่นอนว่าเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่ต้องการรายได้สูง โดยที่ไม่ต้องลงทุนหรือลงทุนแต่เพียงเล็กน้อย 
ส่วนเรื่องที่ประเทศชาติจะเป็นหนี้สินอะไร? มากมายเพียงใด?
ประชาชนไม่เคยคิดที่จะรับรู้

จนบัดนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโครงการประชานิยมทั้งหลายนั้นสร้างหนี้สินโดยรวมให้กับประเทศชาติอย่างท่วมท้น เงินที่นำไปทุ่มลงเป็นจำนวนมหาศาลก็มาจากภาษีเงินได้ของประชาชนเอง

ในขณะืั้ประชาชนมากมายพากันปฏิเสธไม่รับรู้ปัญหานี้ โดยการอ้างว่าตนเองไม่เคยเสียภาษี แม้ว่าตนเองจะถูกกดขี่ขูดรีดภาษีโดยอ้อมจากสินค้าทุกชนิดมานานตลอดชีวิตก็ตาม

แต่นักการเมืองยังคงเดินหน้าเข้าหาการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมในการแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศชาติต่อไปอย่างมูมมามไม่ใยดีต่อกระแสเรียกร้องในทุกเรื่อง กลับไปให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง

ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่า คะแนนเสียงนั้นได้มาด้วยวิธีการใด?
และย่อมรู้ตัวดีอยู่แล้วทุกคนว่า ตัวเองต้องการอะไร ?
นอกจากอำนาจที่จะได้รับจากตำแหน่งหน้าที่
และผลประโยชน์ที่จะได้รับจากตำแหน่งหน้าที่

นี่คือ ตัณหา ที่มีอยู่ทุกตัวคนของนักการเมือง
แม้บางคนจะมีอายุเกินกว่าจะพยุงสังขารลุกขึ้นยืนตัวตรงได้แล้วก็ตาม
แต่ก็ยังต้องการให้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่นั้นลงโลงไปพร้อมๆ กับตน
เพื่อเกียรติประวัติของวงษ์ตระกูลในประวัติศาสตร ์
ที่จะถูกประชาชนกล่าวถึงและประณามในนานเท่านาน


อดีตกับสังคมไทย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ทาส  หมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือนสิ่งของของผู้อื่น ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่นโดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ (นายทาส) เช่น การรับใช้ทางด้านแรงงาน และหากไม่เชื่อฟังคำสั่ง อาจถูกลงโทษได้ตามแต่นายทาสจะกำหนด ยกเว้นเป็นการกระทำอันทำให้ถึงแก่ความตาย

ชนิดของทาส

ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่

  1. ทาสสินไถ่- เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง
  2. ทาสในเรือนเบี้ย-เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้
  3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก - ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป
  4. ทาสท่านให้ - ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ - ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ 
  5. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก - ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส 
  6. ทาสเชลย - ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้

การพ้นจากความเป็นทาส
การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน 
  • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส 
  • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ 
  • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส 
  • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง 
  • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่าเมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง ข้าทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบ อาชีพหลากหลาย พอถึงปี 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448)

ไพร่ หมายถึง สามัญชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาส หรือเจ้าขุนมูลนาย มีอิสระในการประกอบอาชีพ การตั้งบ้านเรือน มีครอบครัว มีศักดินา 10-25 ไร่ และต้องสังกัดมูลนาย จะโยกย้ายสังกัดไม่ได้ ไพร่ที่ขึ้นสังกัดหรือสักเลกแล้ว จะปรากฏเครื่องหมายสังกัดที่ข้อมือ หากสามัญชนผู้ใดไม่ได้สังกัดมูลนายจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ไพร่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย "ส่วย" และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม

ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงานหรือที่เรียกว่า "ไพร่ส่วย" การส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงาน เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"

ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา

ระบบไพร่ดำรงอยู่จนกระทั่งถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ และค่อย ๆ จางหายไปเอง เมื่อมีการนำระบบภาษีอากร และระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่มาใช้ การเลิกทาส ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ  มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

การเลิกไพร่

หมอสมิธ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอมรีโพซิตอรี เขียนบทความตำหนิรัฐบาลสยามอย่างรุนแรง ด้วยเห็นว่า "ในบรรดาประเทศเจริญทั้งหลาย พระเจ้าแผ่นดินก็ดี พวกขุนนางก็ดี ไม่มีสิทธิ์เกณฑ์แรงราษฎรผู้เสียภาษีอากรโดยไม่ให้อะไรตอบแทน" เพราะไพร่รับราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ซ้ำยังต้องออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างในระหว่างการรับราชการนั้นเองอีกด้วยต่างหาก เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพวก "คนไทยหนุ่ม" ที่อยากให้เลิกขนบไพร่ บางส่วนแสดงความคัดค้านที่รัฐบาลสักเลกในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เพราะทำให้การทำนาได้รับความเสียหาย ขนบไพร่นี้บังคับให้ราษฎรอายุตั้งแต่ 15-16 ปี จนถึง 70 ปี ต้องทำงานรับใช้หรือส่งส่วยให้แก่ชนชั้นปกครอง แบ่งออกเป็นไพร่หลวง ไพร่สมและไพร่ส่วย ไพร่มีกำหนดรับราชการเดือนเว้นเดือน ในสมัยอยุธยา ปีละ 6 เดือน ลดลงมาเหลือปีละ 4 เดือนในสมัยรัชกาลที่ 1 และเหลือ 3 เดือนในรัชกาลที่ 2 หากไม่อยากรับราชการก็ต้องจ่าย "ค่าราชการ" เดือนละ 6 บาท สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบทูลเสนอความคิดเห็นว่า ควรให้ราษฎรเสียค่าราชการปีละ 6 บาทโดยเท่ากัน และให้งดการเกณฑ์แรงชั่วคราว ใช้วิธีเกณฑ์จ้างแทน

ลำดับเหตุการณ์การเลิกไพร่

  • ปี พ.ศ.2420 ทรงจ่ายเงินเดือนแก่ข้าราชการและเจ้านายแทนพระราชทานไพร่ 
  • ปี พ.ศ.2420 ทรงออกประกาศพระบรมราชโองการให้ไพร่สมรับราชการเช่นเดียวกับไพร่หลวง หรือต้องเสียเงินค่าราชการปีละ 6 บาทแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และ ทรงปรับปรุงให้การแจ้งไพร่สมตาย ชรา พิการ เป็นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น 
  • ปี พ.ศ.2439 ทรงปรับปรุงค่าราชการ โดยให้ข้าราชการชั้นขุนหมื่นเสียค่าราชการปีละเท่ากับไพร่หลวงและไพร่สม 
  • ปี พ.ศ.2442 ทรงออก "ประกาศกำหนดอายุบุคคลที่เปนฉกรรจ์ แลปลดชะรา รัตนโกสินทร์ศก 118" มีเนื้อหาสำคัญ คือ พิจารณาให้ผู้ที่อายุครบ 18 ปีถือว่าอยู่ในวัยฉกรรจ์ แทนการพิจารณาจากความสูง และ พิจารณาให้ปลดชราไพร่เมื่ออายุได้ 60 ปี (เดิม 70 ปี) 
  • ปี พ.ศ.2443 ทรงออก "พระราชบัญญัติเกณฑ์จ้าง ร.ศ. 119" ให้ข้าราชการที่จะเกณฑ์เอาสัตว์หรือพาหนะจากราษฎรต้องเสียภาษีตามสมควร หรือให้ลดเงินส่งส่วยแทนค่าจ้างนั้นก็ได้ 
  • ปี พ.ศ.2448 ทรงออก "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124" บัญญัติให้ชายฉกรรจ์รับราชการทหารกองเกิน 2 ปี แล้วเข้ารับราชการทหารกองประจำการอีก 2 ปี แล้วปลดจากกองประจำการเป็นกองหนุนขั้นที่ 1 อายุ 5 ปี แล้วปลดไปอยู่ในกองหนุนขั้นที่ 2 อายุ 10 ปี แล้วให้ถือว่าหมดหน้าที่รับราชการทหาร 

พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารนี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการยกเลิกขนบไพร่ ประกาศใช้ในมณฑลนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ ภูเก็ตและเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2458 (สมัยรัชกาลที่ 6) ด้วยความที่ว่าการยกเลิกขนบไพร่เป็นการปลดทุกข์ของราษฎรทุกตำบลทั่วราชอาณาจักร จึงมีความเห็นว่าการยกเลิกขนบไพร่สำคัญยิ่งกว่าการยกเลิกขนบทาสเสียอีก เพราะราษฎรได้รับการส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจ มีเวลาทำมาหากินได้เต็มที่ และไม่มีใครรังเกียจเหมือนแต่ก่อน

เนื้อหาของบทความข้างต้น จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพประกอบ ท่านพุทธทาสภิกขุ รับรองว่ามีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทความแน่นอน

หรึ่งร้อยปีกว่ามาแล้วที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศหลุดพ้นจากความเป็นทาส แต่คงไม่มีใครจะคาดคิดว่า ความเป็นไท ที่ได้รับนั้นกลับสร้างปัญหาให้กับการดำรงชีวิตของประชาชนในบางส่วนที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมส่วนรวมได้ ผู้คนเหล่านั้นไม่อาจที่จะเข้าแข่งขันต่อสู้ดิ้นรนกับผู้คนในสังคมเมืองได้ เพราะยังมีความยึดมั่นอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่อิงอยู่กับพระพุทธศาสนา ไม่แก่งกล้าบังอาจเข้าไปต่อสู้แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความสุขอยู่กับการให้ ทั้งบุญ และทาน มีความนอบน้อม ถ่อมตน ยอมที่จะตกเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบโดยไม่ปริปาก และมีรอยยิ้มเสมอบนริมฝีปาก นี่คือสยามเมืองยิ้ม ที่เราคุ้นเคย

ส่วนหนึ่งของความอ่อนแอของประชาชนส่วนนี้เกิดขึ้นมาจากความเคยชินในการถูกดูแลจากระบบทาสของสังคมไทยโบราณ และเมื่อพ้นจากระบบทาสก็มาเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ ด้วยการเข้ามาเป็นลูกจ้าง คนงาน หรือลูกน้อง ผู้รับใช้แก่ผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีทรัพย์สิน ประชาชนเหล่านี้จึงพอใจกับสภาพของการถูกเลี้ยงดูตามสมควรแก่อัตภาพ และเมื่อระบอบนายทุนขยายตัวกว้างขึ้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาประชาชนเหล่านี้เข้ามาไว้ใช้งานในกิจการของตน ต่างคนจึงต้องพิจารณาหาวิธีดึงผู้คนเข้ามาด้วยแนวทางต่างๆ เช่น เพิ่มค่าจ้าง ค่าตอบแทน เพิ่มสวัสดิการดูแลความเป็นอยู่ เพิ่มคำรับรองในการดูแลไปถึงบุตรหลาน ก็ยิ่งทำให้ระบบอุปถัมภ์ในกลุ่มมั่นคงมากยิ่งขึ้น

และเมื่อนายทุนเหล่านี้ก้าวเข้ามาสู่ระบบการเมืองการปกครอง ประชาชนเหล่านี้ก็คือฐานเสียงที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องแสวงหาเพิ่มเติม เพียงแต่จ่ายค่าตอบแทนให้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ก็สามารถซื้อหาประชาชนเหล่านี้ไว้ได้ และเมื่อมีโอกาสก้าวหน้ามีตำแหน่งทางการเมือง ก็มีโอกาสที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเหล่านี้โดยผ่านทางหน่วยงานของรัฐ โดยที่ตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนเหล่านี้โดยไม่ต้องลงทุนแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถรักษาความนิยมเอาไว้ได้อย่างถาวร

กาลเวลาที่ผ่านไปเกือบร้อยปี ประชาชนส่วนมากในแผ่นดินพร้อมแล้วสำหรับการปกครองในแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่นักการเมืองเืองกลับเป็นตัวฉุดรั้งให้ประชาชนส่วนหนึ่งจมลึกอยู่กับระบบทาส ระบบอุปถัมภ์ ไม่มีความจริงใจในการอาสาเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนในการรับใช้ประเทศ ทุกคนมุ่งหวังในตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง  ทุกคนมุ่งหวังเข้าแย่งชิงผลประโยชน์จากเงินงบประมาณแผ่นดินโดยปราศจากความละอาย ทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตนโดยไม่ฟังเสียงทัดทานคัดค้านจากประชาชน แม้ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่อย่างใด

นักการเมืองเหล่านี้ แม้จะมีฐานะเป็น คณะรัฐบาล ก็ยังสามารถประกาศไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไม่ลังเล และมีความกล้าพอที่จะแถลงเปลี่ยนแปลงว่ายอมรับเป็นบางข้อ เฉพาะในส่วนที่เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเท่านั้น  ในขณะที่ตนเองเดินหน้ากระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญโดยการพิจารณาร่างกฎหมายในแนวทางที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็นโดยไม่ยอมรับฟังเสียงทักท้วงของนักวิชาการหรือของประชาชน

นี่คือ การเลือกปฏิบัติ
นี่คือ ความไม่เที่ยงธรรม
นี่คือ ความไม่ถูกต้อง
และนี่คือ หายนะของบ้านเมือง

แถลงการณ์นายกฯ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


เมื่อเวลา 08.40 น.ของ 9 ธ.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเเละรมว.กลาโหม เเถลงข่าวที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติ(สตช.)

 แถลงการณ์นายกรัฐมนตรี
เรื่อง การยุบสภาผู้แทนราษฎร

-----------------------

น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขอแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่า จากการหารือและรับฟังข้อคิดเห็นของทุกภาคส่วนแล้ว ดิฉันจึงได้ตัดสินใจของพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวาย ร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2456 เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ด้วยเหตุผลดังนี้

1.การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นกระบวนการปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเเบบรัฐสภา ดังที่ปรากฏอยู่ในหลายประเทศที่ใช้ระบอบนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ยึดถือธรรมเนียมการปฏิบัติดังกล่าวมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ บัญญัติรองรับการยุบสภาผู้แทนราษฎรไว้ และได้มีการยุบสภาผู้แทนราษำรมาแล้วหลายครั้ง เช่น เมื่อ พ.ศ. 2539 พ.ศ.2543 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2554

2.ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตั้งเเต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2554 โดยมีภารกิจสำคัญในการแก้ไขวิกฤติการณ์ภายในประเทศหลายประการ ทั้งในเรื่องของมหาอุทกภัย ผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน รวมทั้งการฟื้นฟูประชาธิปไตยในประเทศ การพยายามสร้างความปรองดอง ตลอดจนฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เเก้ปัญหาต่างๆ จนลุล่วงไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นความขัดเเย้งทางการเมืองนั้น ยังคงดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และถึงเเม้รัฐบาลจะพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการแสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ การเปิดเวทีปฏิรูปการเมือง หรือการทำประชามติ ก็ยังมีผู้ที่เห็นต่างเเละคัดค้าน ซึ่งรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟังหากการคัดค้านนั้นเป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา แต่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านจำนวนหนึ่งรวมทั้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกลับเลือกที่จะใช้วิธีการชุมนุมต่อต้านนอกเวทีรัฐสภา รัฐบาลก็ได้ดำเนินการบริหารการชุมนุมอย่างละมุนละม่อม และด้วยท่าทีประนีประนอม อันเป็นการเคารพสิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นมาโดยตลอด และเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้ประเทศเเละคนไทยต้องมีการสูญเสียอีก ด้วยประเทศไทยเจ็บปวดมามากพอแล้ว

แต่สถานการณ์ในวันนี้รัฐบาลได้คำนึงถึงแนวคิดที่เเตกต่างเเละต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นตัวเเทนประชาชนจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เมื่อถึงจุดที่ความขัดเเย้งอาจนำไปสู่ความเเตกเเยกของคนในชาติและมีความรุนแรงจนอาจเกิดความสูญเสียขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินด้วยการยุบสภาเเละจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เป็นวิถีทางที่เป็นไปตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เเละเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ และให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า คนส่วนใหญ่ต้องการเเนวทางใดเเละจะให้ใครมาบริหารประเทศตามเเนวทางนั้น

รัฐบาลใคร่ขอเชิญชวนให้ทุกกลุ่มทุกพรรคการเมืองที่มีความคิดเห็นแตกต่างหลากหลาย ใช้เวทีการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นที่นำเสนอทางเลือกต่างๆ ให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ 3.เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรเเล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะย่อมพ้นจากตำแหน่งไปด้วยตาม มาตรา 180 (2) เเต่ต้องอยู่ในตำเเหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งกำหนดไว้ด้วยว่า คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่จำเป็น ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในมาตราดังกล่าว

4.ขอให้ประชาชนทั้งหลายให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ซึ่งจะได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งถึงการกำหนดวันเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนทำหน้าที่เเละใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความพร้อมเพรียง ใส่ใจ และรอบคอบ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมที่สุด ซึ่งจะเป็นการเสดงเจตจำนงทางการเมืองโดยสันติ ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

(ลงชื่อ) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
วันที่ 9 ธันวาคม 2556

คน สังคม ธรรมะ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

สังคมก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของคนหมู่มาก จากสังคมของครอบครัว ขยายตัวเข้าสู่สังคมของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ และสังคมโลกในท้ายสุด กฎหมายจึงก่อกำเนิดขึ้นเพื่อควบคุมผู้คนให้อยู่ภายในกรอบของการปฏิบัติตนให้สอดคล้องสัมพันธ์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพือให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม จากสังคมของครอบครัว จารีตประเพณีและวัฒนธรรม จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ โดยอาศัยหลักธรรมเป็นพื้นฐานในการวางกรอบแนวทางการปฏิบัติไว้อย่างแยบยล ตั้งแต่ การให้ความเคารพต่อผู้เป็นบิดา มารดาและบุพการีที่สูงขึ้นไปตามลำดับชั้น รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสกว่า การปฏิสัมพันธ์อื่นๆ ของผู้คนเป็นไปอย่างมีรูปแบบชัดเจนตามหลักของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล 5 หรือหลักฆราวาสธรรม เป็นต้น

สังคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลายครอบครัวย่อมทำให้เกิดหลักปฏิบัติที่มากยิ่งขึ้น และต้องเป็นข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่เกิดจากความตกลงกันของทุกครอบครัวว่าจะต้องยอมรับในข้อกำหนดเหล่านี้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่วางไว้ อีกทั้งต้องมีการกำหนดบทลงโทษกำกัยไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อความเด็ดขาด และจากสังคมระดับนี้จึงเริ่มปรากฎ "ระบบอุปถัมภ์" ขึ้นมาในสังคมไทย เพราะผู้นำที่ขาดความเที่ยงธรรมมักจะตัดสินความต่างๆ โดยไม่เที่ยงธรรม โดยมีความรู้สึกยึดติดอยู่กับญาติมิตรหรือผู้ที่มีความสนิทสนมหรือผู้ที่มีสามารถให้คุณให้โทษกับตน อันเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น

สังคมที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น นอกจากจะต้องเพิ่มมาตรการในการควบคุมกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ อีกมากมายแล้ว ยังจะต้องสรรหาผู้นำที่มีความเที่ยงธรรม ปกครองบังคับบัญชาสังคมด้วยหลักคุณธรรม ตัดสินข้อขัดแย้งในสังคมด้วยจิตใจที่มีความเป็นกลาง ยึดถึงหลักของ เหตุและผล บนความถูกต้องทางนิติธรรม มากกว่าหลักนิติรัฐ อันเนื่องจากหลักการต่างๆ ที่วางไว้แต่เดิมนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามพฤติการณ์ของมนุษย์ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาตามวัฒนธรรมและอารยธรรมสมัยใหม่ สังคมในระดับประเทศ หากผู้บริหารปกครองประเทศขาดคุณธรรมและจริยธรรม ประชาชนภายในประเทศย่อมสับสน ขาดวินัยในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ยากต่อการควบคุมดูแลของฝ่ายบ้านเมือง
การตรากฎหมายเพิ่มขึ้นมาบังคับใช้กลับไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด รังแต่จะไปเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้คนในสังคมให้มีแรงต้านมากยิ่งขึ้น เพราะมูลเหตุของความอึดอัดคับข้องใจของประชาชนนั้นเกิดจากบทบัญญัติของกฏหมายที่คอยบีบรัดความประพฤติและการปฏิบัติตนในทุกด้าน การออกกฎหมายใหม่มาตีกรอบให้แคบลงก็ยิ่งเป็นการเร่งปฏิกริยาต่อต้านจากภาคประชาชนให้ลุกฮือโหมเร็วมากขึ้นเช่นกัน 
โดยเฉพาะในกรณีที่สังคมนั้นขาดคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารปกครองประเทศยึดระบบอุปถัมภ์บริหารประเทศไปด้วยจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้น ปล่อยปละละเลยให้บรรดาผู้รับใช้แสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ตามอำเภอใจ มีการคอรัปชั่นในทุกโครงการที่รัฐเป็นผู้จัดทำ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลย์การทำงานของรัฐ ให้การส่งเสริมสนับสนุนต่อผู้ที่กระทำความผิดอาญาอย่างชัดแจ้ง พยายามขัดขวางต่อต้านกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชนส่วนมากที่ทักท้วงด้วยเหตุผล และไม่ยอมรับในอำนาจของศาลที่ตัดสินคดีความไปตามหลักฐานพยานที่ปรากฎชัดเจน ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนมากจนมีความเห็นร่วมกันว่าไม่สามารถที่จะยอมรับได้ 

สังคมนั้นก็คล้ายกับระเบิดเวลาลูกหนึ่งที่พร้อมจะระเบิดทำลายสังคมนั้นพินาศลงในวันเวลาหนึ่ง

ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น บรรดากฎหมายทั้งมวลที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถนำมาอ้างอิงในการควบคุมประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากผู้บริหารประเทศขาดความชอบธรรมในความเป็นผู้ปกครองเสียแล้ว 

ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของผู้บริหารประเทศว่าจะตัดสินใจอย่างไร? 

จะแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง เพื่อประเทศชาติ? 

หรือจะเดินหน้านำพาประเทศไปสู่หายนะ 
เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวและบริวารรับใช้

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -