บทความยอดนิยม

Archive for พฤศจิกายน 2013

นกหวีดเปลี่ยนอำนาจ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


เมื่อวันที่ 29 พ.ย. เวลา 19.30 น. ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำเครือข่ายประชาชนต่อต้านระบอบทักษิณได้ขึ้นเวทีพร้อมแนะแกนนำเครือข่ายต่าง ๆ โดยนายสุเทพ ได้กล่าวเปิดตัวคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ชื่อย่อ กปปส. ว่า กปปส.จะกำหนดแนวทางตัดสินใจการต่อสู้กับระบอบทักษิณและจัดการระบอบนี้พ้นจากประเทศไทย โดยตนจะเป็นเลขาธิการ กปปส.

และในโอกาสนี้กลุ่มนักธุรกิจชาวเยาวราชได้จัดทำนกหวีดทองคำ หนัก 6 สลึงมอบให้กับนายสุเทพฯ ไว้เป็นที่ระลึก

มาทำความรู้จักกับบุคคลผู้นี้กันนิดหน่อยครับ (ข้อมูลจากพิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)



สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานีหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยว่าการหลายกระทรวง 

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีชื่อเรียกเล่นๆ จากสื่อมวลชนโดยทั่วไปว่า "เทพเทือก" ซึ่งเกิดจากการย่อ ชื่อและนามสกุล "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รวมเข้าด้วยกันนั่นเอง ในวัยหนุ่มนายสุเทพเคยดำรงตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ด้วยวุฒิการศึกษา ระดับปริญญาโท จากสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศไทยในสมัยนั้น รัฐมนตรีบางกระทรวงยังจบแค่ชั้น ป. 4 ทำให้จนถึงขณะนี้ บางครั้งยังมีคนเรียกนายสุเทพว่า "กำนันสุเทพ" 

ประวัติทั่วไป 
"นายสุเทพ เทือกสุบรรณ" เกิดวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรนายจรัส เทือกสุบรรณ กำนันตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และนางละม้าย เทือกสุบรรณ มีพี่น้องท้องเดียวกัน 6 คนคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นางศิริรัตน์กับนางรัชนี (เป็นคู่แฝด) นายเชน เทือกสุบรรณ นางจิราภรณ์ เทือกสุบรรณ นายธานี เทือกสุบรรณ และนางกิ่งกาญจน์ เทือกสุบรรณ 

นายสุเทพสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2515 และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาโท M.A. Political Sciences จาก Middle Tennesse State University ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2518 

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทกลับมา นายสุเทพได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น กำนันตำบลท่าสะท้อน ต่อจากกำนันจรัส ผู้เป็นบิดา และชนะเลือกตั้ง ทำให้ได้เป็นกำนันขณะมีอายุเพียงประมาณ 26 ปี โดยมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาโทจากเมืองนอก 

ต่อมานายสุเทพตัดสินใจลงเล่นการเมืองระดับประเทศ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ตำแหน่งกำนันตำบลท่าสะท้อนว่างลง และมีน้าชายของนายสุเทพมาดำรงตำแหน่งต่อ และตามด้วย นายธานี เทือกสุบรรณ ผู้เป็นน้องชายของนายสุเทพ มาดำรงตำแหน่งต่ออีก 10 ปี จนลาออก เพื่อลงเล่นการเมืองระดับจังหวัด ในที่สุดกำนันจรัส บิดาของนายสุเทพ ได้กลับเข้าดำรงตำแหน่ง กำนันตำบลท่าสะท้อน อีกครั้งหนึ่งด้วยวัย 76 ปี โดยได้รับเลือกตั้งอย่างไร้คู่แข่งขัน 

ปัจจุบันนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมรสกับ นางศรีสกุล พร้อมพันธุ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นน้องสาวของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และอดีตภรรยาของนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ มีบุตรชาย 1 คน บุตรสาว 2 คน คือ นายแทน เทือกสุบรรณ, น.ส.น้ำตาล เทือกสุบรรณ และ น.ส.น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ 

การทำงานการเมืองระดับประเทศ
นายสุเทพ เข้าสู่วงการเมืองระดับประเทศ ได้เป็น ส.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี สมัยแรกเมื่อปี พ.ศ. 2522 และหลังจากนั้นสามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็น ส.ส. อย่างต่อเนื่องถึง 10 สมัย และดำรงตำแหน่งสำคัญระดับรัฐมนตรี คือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 สมัย และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก่อนการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2554 นายสุเทพเคยกล่าวไว้ว่า "หากพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้ง ผมจะยอมมุดดิน" แต่เมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาว่าพรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งเข้าจริงๆ นายสุเทพก็ปิดปากเงียบและไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนตั้นแต่นั้นมา 

บทบาทหลังเลือกตั้ง 2548
หลัง การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2548 พรรคประชาธิปัตย์ ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารพรรคครั้งใหญ่ นายสุเทพได้รับเลือกเป็น เลขาธิการพรรค และพอดีกับมีบทบาทอย่างมากใน คดียุบพรรค โดยเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้อง พรรคไทยรักไทย และต่อมาพรรคไทยรักไทยถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรค โดยกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ในการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งนายสุเทพ เป็นผู้ที่มีบทบาทในการประสานงานจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนั้น จนได้รับการขนานนามว่า "ผู้จัดการรัฐบาล" และได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 นายสุเทพ ลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากติดปัญหาการถือครองหุ้น แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 นายสุเทพ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อกลับไปลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกครั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลง ซึ่งการเลือกตั้งดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นที่มาของการถูกมองว่านายสุเทพ ต้องการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง ในกรณีที่ถูกยุบพรรค ภายหลังได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จึงได้กลับเข้ามารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง 

การดำรงตำแหน่งในพรรคประชาธิปัตย์
นายสุเทพเคยดำรงตำแหน่ง
  • เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระหว่างปี พ.ศ. 2542-2546 
  • กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างปี พ.ศ. 2546-2548 
  • และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548-2554
ประวัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง

  • เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี 10 สมัย (พ.ศ. 2522, 2526, 2529, 2531, 2535/1, 2535/2, 2538, 2539, 2550, 2554) 
  • เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ 2 สมัย (พ.ศ. 2544 และ 2548) 
  • เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524 
  • เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายชวน หลีกภัย) พ.ศ. 2524-2526 
  • เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายบัญญัติ บรรทัดฐาน) พ.ศ. 2526-2529 
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2529-2531 
  • ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตร พ.ศ. 2531 
  • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2535-2537 
  • ประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม พ.ศ. 2539 
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2540-2543 
  • กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2546-2548 
  • เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2548-ปัจจุบัน 
  • ประธานคณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 
  • ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. 2551-2554 
  • ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2553 
  • ประธานคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติ พ.ศ. 2553-2554 
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเงา พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2554 
  • รองนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2551-2554






ศรีธนญชัย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


นิทานศรีธนญชัยมีมาแต่โบราณ ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับต้นกำเนิด สมัยที่แต่ง และชื่อผู้แต่ง วรรณกรรมเรื่องนี้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดเรื่องหนึ่งในท้องถิ่นต่างๆ ของไทยตราบถึงปัจจุบัน ภาคกลางและภาคใต้รู้จักกันในชื่อ “ศรีธนญชัย” ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือรู้จักกันในชื่อ “เชียงเมี่ยง” และมีทั้งที่อยู่ในรูปแบบเสภา กาพย์ กลอน และรูปแบบร้อยแก้ว เรื่องราวที่ปรากฏนั้นมีมากมายหลายเวอร์ชั่น เมื่อมีการพิมพ์จำหน่ายออกมาเป็นระยะๆ ก็มักจะมีการดัดแปลงเนื้อหาไปบ้างทีละเล็กทีละน้อยตามสไตล์ของนักเขียน จนอาจจะผิดเพี้ยนไปจากของเดิมมากมาย และมีการแบ่งแยกออกเป็นตอนๆ หรือ ในแต่ละปัญหา ทั้งชนิดละเอียดยิบแบบทุกคำพูดหรือแบบเรื่องเล่าแบบตัดตอนสั้นๆ แต่เนื้อหาสำคัญจะมุ่งเน้นไปที่การใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยคุณลักษณะเฉพาะของศรีธนญชัยที่ชิงความได้เปรียบโดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์สามัญของผู้คนทั่วไปและอาศัยไหวพริบที่ดีกว่าในการเป็นฝ่ายชนะในทุกปัญหาที่มีอยู่ ซึ่งชัยชนะแบบศรีธนญชัย จึงไม่โปร่งใสในทางคุณธรรม จริยธรรม ไร้ทั้งจรรยาบรรณและมารยาททางสังคมโดยสิ้นเชิง จนกล่าวได้ว่าเป็นตลกร้ายของวรรณกรรมไทยเรื่องหนึ่ง

ผมมีความคิดว่าหากในการเมืองไทยมีศรีธนญชัยมาแอบแฝงตัวอยู่ด้วยเพียงคนเดียว สถานการณ์ทางการเมืองบ้านเราจะมีรูปแบบเป็นอย่างไร?

คำตอบมีอยู่แล้ว

แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือเปล่าที่มีความเชื่อมั่นว่า มีคนประเภทศรีธนญชัยอยู่จริงในการเมืองบ้านเรา เพียงแต่ว่าไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะคาดว่าน่าจะมีลูกหลานของศรีธนญชัยจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการเมืองไทยที่เป็นนักการเมืองอยู่ในปัจจุบัน

และมีคนประเภทศรีธนญชัยอีกมากมายแทรกอยู่ทั่วไปในทุกวงการ

ไม่เว้นแม้แต่แวดวง ตุลาการ
ที่ควรจะมีแต่ความเที่ยงธรรม

สรุปแล้วคนประเภทศรีธนญชัยควรถูกกำหนดกรอบให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัด
ไม่สมควรให้มีบทบาทในแวดวง การบริหาร การเมือง การปกครอง

เพราะประเทศไทยไม่ต้องการตลกร้าย

สามัญสำนึก

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ภาพจาก google

เมื่อ 19 พ.ย. 2556   สมาชิกรัฐสภา ประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. 312 คน นำโดยนายอำนวย คลังผา ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฤช อาทิตย์ แก้ว ส.ว.กำแพงเพชร แถลงข่าว "คัดค้านและไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ" ที่เตรียมวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ขัดมาตรา 68 เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่เนื่องจากเชื่อมั่นว่า สมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถทำได้ ตามมาตรา 291 โดยไม่มีข้อบัญญัติของกฏหมาย ให้อำนาจศาลวินิจฉัย ซึ่งเห็นว่า การรับคำร้องไว้วินิจฉัย เป็นการก้าวล่วงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และกังวลว่า อาจมีการขยายอำนาจให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต และอาจกลายเป็นปัญหาให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย 

ทั้งนี้ หากศาลวินิจฉัยทางหนึ่งทางใด จะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัย

แต่จะยังไม่แสดงท่าทีอื่นใด รวมถึงการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย สำหรับแถลงการณ์สมาชิกรัฐสภา "เรื่อง แจ้งเหตุผลการปฏิเสธและไม่ยอมรับอำนาจการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ" มีใจความระบุว่า 

"ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้พิจารณาหลายคดีด้วยกัน ซึ่งสมาชิกรัฐสภาอันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกร้องได้ปฏิเสธและไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการรับคดีไว้พิจารณาดังกล่าว โดยไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนุญอันเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปนั้น" 

"ข้าพเจ้าทั้งหลายในนามของผู้แทนปวงชนชาวไทย ขอแถลงการณ์มายังพี่น้องประชขาชนที่เคารพทุกท่าน เพื่อชี้แจงเหตุผลแห่งการไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้" 

"1. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา โดยที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการดังกล่าวได้ ซึ่งแตกต่างจากการตราพระราชบัญญัติทั่วไป" 

"2. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น มาตร 190 การแก้ไขที่มาของ ส.ว. หรือเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองตาม มาตรา 23/ ไม่อยู่ในข้อห้ามของการแก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนจูญมาตรา 291 วรรคสอง รัฐสภาย่อมสามารถดำเนินการได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นอำนาจของรัฐสภาที่สามารถดำเนินการได้" 

"3. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มิใช่การใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันจะอยู่ในบังคับ มาตรา 68 วรรคแรก ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะเข้าไปตรวจสอบและวินิจฉัยได้ แต่เป็นเรื่องของการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาพและสมาชิกรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้อำนาจไว้" 

"4. ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องในกรณีที่มีผู้ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากตาม มาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ผู้ทราบผลการกระทำจะต้องยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน"

 "5. การที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าตนเองมีอำนาจรับคำร้องได้โดยตรงนั้น เป็นการทำลายหลักการและสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคสอง ที่กำหนดให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ยื่นคำร้อง กรณีจึงถือว่าศาลรัฐธรรมนูญกระทำการอันเป็นขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง และส่งผลกระทบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของอัยการสูงสุด" 

"นอกจากนี้การตีความขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ถือเป็นการใช้อำนาจตุลาการล่วงล้ำ แทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ อันนับเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" "

ดังนั้น หากยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายเขตอำนาจของตนเองเรื่อยไป อันมีผลเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นเอง" 

"ดัวยเหตุดังกล่าว สมาชิกรัฐสภาจึงไม่ยอมรับอำนาจการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
สมาชิกรัฐสภา
18 พฤศจิกายน 2556"

ครับ ภาษาการเมืองยุคใหม่ให้คำจำกัดความว่า "เรียกแขก"


และนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อจากข่าวข้างต้น
ซึ่งรัฐบาลออกข่าวว่ามีประชาชนมาร่วมประมาณ 4-5 หมื่นคน อันเป็นการ "เรียกแขก" ครั้งใหญ่อีกวาระหนึ่ง เพราะจากข่าวของ ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่าในวันที่ 24 พ.ย.56 มีประชาชนออกมาร่วมประท้วงรัฐบาล 

"ประมาณ 2 ล้านคน"

ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมโทรทัศน์ทุกช่องในประเทศนี้ไม่มีข่าวการออกมาประท้วงของประชาชนแบบเต็มรูปแบบ มีเพียงข่าวประจำวันเพียงไม่กี่นาทีแล้วก็จบเท่านั้น อันเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนอย่างแท้จริง

และการหาหนทางติดตามข่าวสารด้วยตัวเองทางอินเตอร์เน็ตก็ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับคนบ้านนอกเพราสัญญาณที่ขาดๆ หายๆ ตลอดเวลา ส่วนหนังสือพิมพ์ก็แทบไม่มีหวังที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม

ดังนั้นสำหรับประชาชนโดยทั่วไปที่การศึกษาน้อย สนใจแต่การหากินเลี้ยงปากท้องตัวเองไปวันๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีโอกาสที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องแม้แต่เรื่องเดียว มีเพียงข่าวจากประกาศของผู้ใหญ่บ้านเท่านั้นว่าจะให้เอนไปในทิศทางใด

การต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจเผด็จการทหารเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 
ยากเย็นแสนเข็ญจนถึงขั้นสละเลือดเนื้อและชีวิตชาวไทยมากมาย

แต่การต่อสู้กับเผด็จการเสียงข้างมากในระบบรัฐสภาของปี 2556 
จะลงเอยในลักษณะใด 
ยากที่จะสรุปลงได้ในเร็ววัน

เพราะนี่คือการต่อสู้กับอำนาจเงิน

ต้องตัดสินใจด้วยสามัญสำนึก

ใครใหญ่?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 แทนคณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่ยุบเลิกไป และมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอรรถคดีทั่วไป

องค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญ 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรวม 15 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลต่อไปนี้
  • ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน 
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีการลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน 
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา โดยการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 5 คน 
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา โดยการสรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 3 คน 
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งกับและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลต่อไปนี้
  • ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 3 คน 
  • ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 2 คน 
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์อย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน 
  • ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริงและได้รับเลือกตามมาตรา 206 ของรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 คน 
อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ คือ การพิจารณาวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภา หรือของรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือพิจารณาวินิจฉัยว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยที่ศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้ง และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น

ตลอดจนพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญเป็นระบบไต่สวน ศาลมีอำนาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีพิจารณาที่ใช้ในคดีทั่วไปของศาลยุติธรรม

สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีที่ตั้งอยู่ที่ อาคารบ้านเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ เลขที่ 326 ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวา 2550 เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

(ข้อมูลข้างต้นจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ที่อารัมภบทมายืดยาวก็เนื่องมาจาก
ในวันที่ 20 พ.ย.2556 ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดตัดสินคดี ส.ส.และส.ว.ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 กรณีเสนอญัตติขอแก้ไขที่มาของ ส.ว.

ต้นเรื่องที่กำลังจะเป็นปัญหาวุ่นวายนี้คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องที่มาของ ส.ว.ว่า ที่มีเนื้อหาพิกลพิการทางระบอบประชาธิปไตยบางประการ เช่น

  • เปลี่ยนแปลงที่มาของวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว 200 คน 
  • ให้ ส.ว.เลือกตั้งปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้งต่อไปได้ และไม่มีข้อจำกัดว่าอยู่ได้กี่วาระ 
  • ปลุกผีสภาผัวเมีย โดยตัดคุณสมบัติของบุคคลที่จะลงสมัคร ส.ว. ที่ว่าไม่เป็นบุคคลที่เป็นบุพการี คู่สมรส บุตรของ ส.ส. หรือของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น
  • อดีต ส.ส., อดีตสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, อดีตนักการเมืองท้องถิ่น ที่พ้นจากตำแหน่งมาสามารถลงสมัคร ส.ว.ได้ ไท้ต้องรอให้พ้น 5 ปีเช่นเดิม

ก็กล่าวได้เต็มปากว่านี่คือหายนะทางการเมืองอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะพรรคการเมืองบางพรรคจะมีอำนาจเต็มในระบบเผด็จการรัฐสภา และในรัฐสภาก็จะมีผู้ยิ่งใหญ่จากคนเพียงไม่กี่ตระกูลในแต่ละจังหวัดที่จะยกครอบครัวเดินทางเข้ามาสู่รัฐสภากันแน่นขนัดและต่อเนื่องยาวนานไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

แล้วก็ร่างกฎหมาย แก้กฎหมาย ในทุกเรื่องตามอัธยาศัย
ประเทศชาติก็จะพบกับความหายนะในที่สุด

วันที่ 20 พ.ย.นี้ กลุ่ม ส.ส.และ ส.ว.ของพรรคเพื่อไทยออกมาประกาศแล้วว่า

"จะไม่ยอมรับผลคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ"

แล้วรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังจะมีความหมายอะไรอยู่อีก?
หากนักการเมืองจะยอมรับเฉพาะผลการตัดสินที่เกิดประโยชน์แก่ตน
แต่ไม่ยอมรับคำตัดสินที่ตรงกันข้ามกับความต้องการของตน

ลาก่อนประเทศไทย

ไฟการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

มาถึงวันนี้ยังขออาศัยภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตมาในลักษณะเดิมอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่ารัฐบาลบ้านเรายังคงมีนโยบายเช่นเดิมในเรื่องของการปิดปากปิดหูปิดตาประชาชนในด้านข่าวสารที่ประชาชนควรจะได้รับรู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่การดำเนินนโยบายต่างๆ ตามอารมณ์ไปแบบวันต่อวัน โดยอาศัยการเบี่ยงเบนประเด็น การเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากเรื่องหนึ่งเพื่อไปทำอีกเรื่องหนึ่ง และป้อนข่าวสารที่ถูกบิดเบือนแต่งเติมมาให้ประชาชนบางส่วนได้รับทราบผ่านทางกระบอกเสียงของรัฐ

รัฐบาลคงลืมไปว่าประเทศไทยมีระบบอินเตอร์เน็ตที่ทำให้ประชาชนบางส่วนสามารถแสวงหาข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง สามารถพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ ได้ด้วยวิจารณญานของตนเองอย่างเสรี และมีสิทธิที่จะไม่เชื่อในข่าวสารของทางราชการ ที่ดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างคลุมเครือและมีจุดมุ่งหมายที่ไม่เกิดผลดีกับประเทศชาติโดยรวม แต่เป็นการกระทำเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่างเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนบางประการ ซึ่งประชาชนส่วนมากก็ได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงไปแล้ว พิจารณาได้จากการแสดงตัวออกมาต่อต้านกันอย่างต่อเนื่องของประชาชนทั่วไปอย่างกว้างขวาง และครอบคลุมไปทุกภาคส่วนของสังคมทุกระดับ

แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะยังคงไม่สะดุ้งสะเทือนต่อปฏิกริยาของประชาชน แต่กลับพยายามปลุกเร้ามวลชนเสื้อแดงของตนออกมาชนกับฝ่ายต่อต้านแบบไม่ยอมถอย จะอาศัยความเป็นรัฐบาลของตนมาต่อสู้กับประชาชนหลากหลายอาชีพที่เพิ่มทวีมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปไม่อ่อนแรงลงเหมือนการชุมนุมครั้งก่อนๆ เป็นการดิ้นรนต่อสู้กับเสียงส่วนมากของประชาชนแบบไม่ลืมหูลืมตา และไม่รับฟังเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับจะเป็นการยืนยันว่า ส.ส.เท่าที่มีอยู่ของพรรครัฐบาลนั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้อง ชอบธรรมกว่ามติของประชาชนนับแสนที่ออกมาต่อต้านกันหลายต่อหลายกลุ่มซึ่งออกมาแสดงพลังกันอย่างต่อเนื่องเหมือนน้ำหลาก

ไฟการเมืองที่ลุกโหมเกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐบาลที่เป็นฝ่ายสุมฟืนเข้าใส่โดยปราศจากสามัญสำนึกและไม่ยอมรับในความจริงที่ว่าทำทุกอย่างลงไปเพื่ออดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น  โดยไม่สนใจใยดีต่อมติของประชาชนทั้งแผ่นดินที่เคยนั่งอยู่อย่างเงียบเฉยมาก่อนนานแสนนาน

จนสุดที่จะอดกลั้นแล้วในวันนี้
และพร้อมที่จะปล่อยให้ไฟการเมืองลุกโหม
ตามเจตนารมย์ของรัฐบาล
เพื่อพิสูจน์ความชอบธรรมว่าควรเป็นเช่นไร?
และบทสุดท้ายของความไม่ชอบธรรมนั้นควรลงเอยอย่างไร?
และคนโกงนั้นควรจะมีจุดจบอย่างไร?



ยน

พรบ.ล้างชาติ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

วันนี้ยังคงมีการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับหนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอันที่จริงร่างกฎหมายฉบับนี้เปิดฉากนำขึ้นมาพิจารณาในวาระที่ 3 ตั้งแต่สามโมงเช้าเมื่อวานนี้ และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ทำการวิเคราะห์กลั่นกรองอย่างรอบคอบด้วยเหตุและผลแล้วว่า "กฏหมายฉบับนี้มีความสำคัญที่สุดในขณะนี้ และำสำคัญมากยิ่งกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศนี้" บรรดาเรื่องราวที่เ็นอุปสรรค ปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนให้หยุดยั้งการดำเนินทั้งปวงลง เพื่อผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งแผ่นดิน ส่วนผู้ใดที่จะได้รับผลประโยชน์แอบแฝงแบบเต็มอิ่มจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องของประชาชนที่จะต้องไปสนใจ และก็เป็นไปตามคาดที่กฎหมายฉบับนี้ผ่านวาระที่ 3 ไปด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 0 

เพราะจุดมุ่งหมายของการบริหารปกครองประเทศนี้ของรัฐบาลในวันนี้  มิใช่เพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่เป็นการบริหารปกครองประเทศเพื่อควบคุมกลไกการทำงานของรัฐในเฟืองทุกซี่ สายพานทุกเส้น ถนนทุกสายมุ่งไปที่ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น รัฐมนตรีเกือบทุกกระทรวงบริหารงานแบบไร้สติ ขณะที่รัฐมนตรีบางท่านสามารถพูดจาเจื้อยแจ้วแบบไร้ความหมาย ไร้คำตอบที่ประชาชนต้องการเพราะตัวเองไม่มีความรู้ความสามารถในการบริหารงาน ถนัดแต่การเป็น "แกนนำ" ในการชุมนุมประท้วง ขับไล่รัฐบาล เมื่อมาทำหน้าที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเสียเองจึงเหมือนกับการตีลังกายือยู่ใต้น้ำ มันทำอะไรไม่ถูกไปซะทุกเรื่องเพราะไม่ใช่งานที่ตนเองถนัดเอาซะเลย

ลิงสามตัวจากภาพข้างบนสื่อความหมายถึงการ ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซึ่งเป็นภาพของประชาชนในยุคเผด็จการ ที่จะต้องไม่พูดเรื่องที่อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับชีวิตและสุขภาพของตนเอง ที่จะต้องรับฟังเฉพาะในเรื่องที่ท่านผู้นำพูดให้ฟังเท่านั้น และควรจะมองเห็นแต่ผลงานของท่านผู้นำอย่าไปมองเห็นรอยแผลที่กลางหลังหรือรอยแตกบนใบหน้า อันหมายถึงความเลวร้ายที่สมควรปิดบัง

ในวันนี้ระบบงานขององค์กรอิสระต่างๆ ที่มีหน้าที่ในการถ่วงดุลย์อำนาจของรัฐบาลกำลังมีอาการผิดปกติในสายตาของประชาชนทั่วไป บ้างก็ซานเซเรรวนคล้ายจะเจ็บป่วย บางส่วนก็หลงๆ ลืมๆ กลับกลอกไปมาเหมือนแก่ชราจนเลอะเลือน บางส่วนก็จมหายเข้าไปในกองธนบัตรจนมองไม่เห็นหัวโผล่ขึ้นมาให้เห็น ทุกองค์กรกลับกลายเป็นเป้าหมายในการเข้ายึดครองอย่างเบ็ดเสร็จของฝ่ายการเมือง

หากไม่สามารถลบออกได้ ก็อาจจะมีการบ่อนทำลายองค์กรเหล่านี้ให้เกิดความเสื่อมเสียด้วยวิธีการใดวิธีหนึ่ง เพื่อลบดุลย์ถ่วงชิ้นนี้ออกไปจากสารบบการเมือง

เพื่อให้ฝ่ายการเมืองสามารถจัดสรรระบอบการปกครองใหม่ โดยให้มีเฉพาะรัฐบาลเท่านั้นที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ และมีอำนาจในการปกครองครอบคลุมฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้สามารถออกกฎหมายใดๆ ก็ตามที่มีส่วนช่วยเหลือเกื้อหนุนในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปตามความต้องการ และ ลดอำนาจของฝ่ายตุลาการลงมาให้ครอบคลุมเฉพาะประชาชนคนธรรมดาเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการตัดสินคดีทางการเมืองหรือคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองทั้งสิ้น อ้อ ในบางกรณีก็ต้องรวมไปถึงข้อยกเว้นให้กับบรรดาขี้ข้าม้าใช้และลิ่วล้อด้วยเช่นกัน


หากฝ่ายนิติบัญญัติยังคงอยู่ในสภาพนี้
อีกไม่นานประเทศเราก็คงตกอยู่ในภาวะล้มละลายโดยสิ้นเชิง
เพราะการออกกฎหมายแบบไร้สติ ไร้เหตุผล ตามอารมณ์ของผู้นำ

เพื่อให้ประเทศชาติเป็นของรัฐบาลโดยเบ็ดเสร็จ
เพื่อให้ตระกูลนี้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกสิบชั่วอายุคน
และกอบโกยผลประโยชน์จากประเทศชาติจนกลายเป็นเพียงทรัพย์สินชนิดหนึ่ง
ทำให้สามารถเชือดเฉือนแบ่งขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างทั่วถึง
รวมไปถึงขายคนไทยไปเป็นทาสให้เพิ่มเติม
ถ้าคนไทยบางคนยังคงมีลมหายใจหลงเหลืออยู่


ขอสาปแช่ง ... สำหรับไอ้พวกขี้ข้าไร้สติ
ขอสาปส่ง ... สำหรับไอ้พวกทาสรับใช้ไร้สมอง






- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -