บทความยอดนิยม

Archive for ตุลาคม 2013

ความจริงที่ถูกปฏิเสธ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ละสังคม ไม่ว่าจะมีขนาดใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ในทุกสังคมย่อมจะต้องมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ทั้งนี้อาจจะเกิดกับสังคมอื่นๆ หรือแม้แต่จะเกิดขึ้นภายในสังคมนั้นๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ 

เมื่อสังคมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จะทำให้สังคมนั้นเริ่มมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่อยู่ภายในสังคมที่มีต่อสังคมอื่นหรือสังคมของตนเอง จะเกิดมุมมองที่แตกต่างกันออกไปทีละน้อยจนกลับกลายเป็นความแตกร้าวทางความคิด แนวทางของสังคมที่ถูกกำหนดไว้แต่เดิมเป็นเส้นทางเดียวจะถูกผู้คนบางกลุ่มกำหนดเส้นทางที่แตกแขนงออกไปทีละเส้นทางจนเปรียบเสมือนรากฝอย ทำให้สังคมนั้นมีการกระจายความคิดออกเป็นหลายฝ่าย

และแน่นอนที่ว่าจากสังคมเดิมที่มีแนวทางเดียวในจุดหมายเดียว เมื่อมีความแตกแยกทางความคิดกันออกไป จุดหมายปลายทางของแต่ละกลุ่มแต่ละเส้นทางก็ย่อมเปลี่ยนแปรไปด้วยเช่นกัน

สังคมมนุษย์ เริ่มต้นจากเผด็จการมาแต่แรกเมื่อมีการอยู่ร่วมกัน ผู้แข็งแรงกว่าย่อมมีอำนาจเหนือกว่าผู้ที่อ่อนแอ ต่อมาในยุคของการรวมตัวเพื่ออยู่อาศัยร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนของผู้คน ผู้ที่แข็งแรงกว่าก็ยังคงเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำมาโดยตลอด ซึ่งในบางกรณีก็มีการใช้กุศโลบายบางประการมาเกื้อหนุน เช่น การกล่าวอ้างถึงอำนาจที่มองไม่เห็น เป็นต้น 

หลายร้อยปีผ่านไปการรวมตัวกันของผู้คนเพิ่มมากขึ้น กลุ่มที่มีผู้คนมากกว่าก็จะขยายอำนาจของตนเข้าคุกคามและควบคุมกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยกว่าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มาเพิ่มเติมให้กับกลุ่มของตน และเมื่อนานไปวิวัฒนาการของสังคมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง 

อำนาจในยุคต่อมา หมายความถึง กำลังคนและอาวุธที่มีอยู่

กลุ่มคนที่มีกำลังคนและอาวุธที่เหนือกว่าจึงกลายเป็นผู้ปกครองโดยสมบูรณ์ แม้จะถูกแบ่งแยกเป็นสังคมย่อยๆ แต่ผู้ปกครองย่อมจะค้องอาศัยกำลังคนและอาวุธเป็นปัจจัยในการบริหารปกครองผู้คนในกลุ่มของตนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความขัดแย้งต่อระบอบการปกครองนี้ มีเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ ด้วยสาเหตุต่างๆ จากผู้คนเพียงบางคน ครั้งละคนสองคน หรือเพียงไม่กี่คน และผลที่ได้รับย่อมหมายถึงความตาย เพื่อขจัดการลุกลามของปัญหา

อำนาจของเผด็จการในแต่ละยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของสังคมโลก มีความรอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น อันเนื่องมาจากการลุกฮือของผู้ถูกปกครองจำนวนมากมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออำนาจเผด็จการที่มาจากคนกลุ่มน้อยที่เป็นผู้ปกครอง ดังนั้น เผด็จการ ในยุคใหม่จึงแฝงตัวซ่อนเร้นอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป

แต่ยังต้องคงไว้ซึ่งอำนาจของอาวุธเป็นสำคัญ
แต่กำลังคนไม่มีความสำคัญสูงสุดอีกต่อไป
เพราะทรัพย์สินเงินทองนั้นมีความสำคัญล้ำค่ามากล้นในยุคปัจจุบัน
เป็นอำนาจของเผด็จการที่มองไม่เห็น

แต่เผด็จการรูปแบบใหม่นี้แผ่ขยายออกไปในทุกสังคมด้วยชื่ออื่นๆ เช่น ระบบเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การพานิชย์ ฯลฯ และสังคมเหล่านี้ก็เติบโตขยายตัวกว้างออกไปอย่างไร้ขอบเขตโดยการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อก่อตั้งอำนาจลึกลับในดินแดนอื่นๆ ซึ่งในบางครั้งสังคมเหล่านี้ก็ใช้ชื่อว่า นิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ เขตเศรษฐกิจเสรี เขตปลอดภ่ษี เขตการค้าเสรี ฯลฯ

การเดินทางของระบอบเศรษฐกิจคุกคามต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแบบไร้หนทางป้องกัน เพราะประชาชนถูกชักจูงให้เข้าร่วมใช้ชีวิตอยู่ในสังคมระบอบนี้อย่างไม่รู้ตัวทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ มานานนับร้อยปี

ผู้ปกครองอาศัยกฎหมายมาเป็นผู้ควบคุมเส้นทางชีวิตของประชาชนแทนอาวุธ
ในขณะที่กฎหมายนี้ก็เป็นผู้กำหนดเลือกสรรหาตัวผู้ปกครองด้วยอำนาจในการตัดสินใจจากประชาชน จากนั้นผู้บริหารปกครองจึงเป็นผู้พิจารณาออกกฎหมายต่างๆ มาบังคับใช้

ปัญหาที่ต้องมอง จึงอยู่ที่ว่า 
กฎหมายเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใด?
กฎหมายเหล่านี้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อผู้ใด?
กฎหมายเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยรวมอย่างไร?
กฎหมายเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวมอย่างไร?

อำนาจเผด็จการแฝงนั้น ยืนอยู่ ณ จุดใด?

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -