บทความยอดนิยม

Archive for กันยายน 2013

ความเท่าเทียมกัน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


มักจะมีความคับข้องใจเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินนโยบายบางอย่างของรัฐบาลทั้งก่อนการเข้ามาเป็นรัฐบาล จนมาถึงขณะที่กำลังดำเนินบทบาททางการเมืองในฐานะรัฐบาล และนโยบายต่างๆ จากฝ่ายค้านตั้งแต่ช่วงเริ่มการรณณงค์หาเสียงเลือกตั้งจนกระทั่งมาถึงวันที่ต้องมานั่งอยู่ในซีกฝ่ายค้านในรัฐสภา  ...ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า การหาเสียงเลือกตั้งนับเป็นกลยุทธอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลืกตั้ง จนไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องความเป็นไปได้ทั้งแวง ว่าจะสามารถปฏิบัติให้เป็นจริงได้ตามที่กล่าวไว้หรือเปล่า นักการเมืองบางท่านยังเคยตระบัดสัตย์ด้วยคำพูดง่ายๆ ว่า "มันเป็นเทคนิคในการหาเสียงน่ะน้อง อย่าเอามาถือเป็นเรื่องจริงจัง" นั่นย่อมหมายความรวมไปถึงบรรดาหัวคะแนนที่ผลุบโผล่จากบ้านโน้นมาบ้านนี้ ทั้งกลางวันกลางคืน ทำตัวเหมือนกับเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์ คนเหล่านี้กลับกลายเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญในทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญไม่เคยเขียนไว้ แต่กลับมีอยู่จริงและมีอิทธิพลสูงสุดทางการเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เมื่อมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์แนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของกลุ่มพรรคการเมืองที่อาสาตนเข้ามาบริหารปกครองประเทศ ไม่่าจะเป็นพรรคใดก็ตามที่ถือว่าเป็นพรรคการเมืองระดับใหญ่ มีสาขาทั่วประเทศ แนวนโยบายโดยรวมจะกวาดเอากิจกรรมทั้งมวลในใต้หล้ามารวมไว้อย่างครบถ้วน ส่วนกรีที่ว่าทำได้หรือไม่ได้ไม่ใช่ประเด็น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องสังคม เศรษฐกิจก การเงิน การคลัง การสาธารณสุข การศึกษา การคมนาคม การทหาร ฯลฯ ก็เป็นที่เดาได้ว่ามีมากกว่านี้

แต่ที่ตั้งใจจริงๆ น่ะมีเรื่องเดียว เนื่องจากวันก่อนมีความจำเป็นต้องใช้ทางหลวงแผ่นดินเส้นทางสาย 317 จันบุรี-สระแก้ว ผ่านไปทางตลาดอำเภอเขาฉกรรจ์พบเห็นอุบัติเหตุเกิดขึ้น เนื่องมาจากมีการจราจรที่ค่อนข้างหนาตากว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วมา และถนนมีเพียง 2 ช่องทางให้เดินสวนกันไปมาแบบตัวลีบๆ ส่วนจักรยานยนตร์ก็จะต้องอาศัยประสบการณ์ที่สูงส่งพอตัวในการเอาชีวิตรอดบนเส้นทางสายนี้ เคยพูดถึงความวิบากของเส้นทางสายนี้มานานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการแก้ไขอย่างจริงจัง

เมื่อกลางปี 2555 เคยผ่านไปเห็นเริ่มมีการวางผังขยับขยายถนนในบางช่วงออกเป็น 6 ช่องทาง แต่กลาปี 2556 ทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดกึกลง สองข้างของถนนเดิมกลายเป็นถนนดินขนานควบคู่กันไปเรื่อยทั้งซ้ายขวาแต่ไม่มีการดำเนินการก่อสร้างต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลงเพียงเท่านี้

อีกสิ่งหนึ่งที่ประชาชนแถบนี้ยังคงมึนงงไม่สร่างก็คือ รถยนตร์โดยสารประจำทางสาย สระแก้ว-จันทบุรี ที่เคยมีอยู่ก็พลันหายสาบสูญไป ส่วนรถประจำทางที่เคยใช้เส้นทางสายนี้เป็นทางผ่าน เช่น บุรีรัมย์-จันทบุรี ก็เหลือวิ่งให้เห็นเพียงวันละ 2 เที่ยวในช่วงเช้ามืดเท่านั้นเอง ชาวบ้านที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปมาหาสู่กันหรือจับจ่ายซื้อของจากตลาดในตัวอำเภอต้องอาศัยยานพาหนะส่วนตัวนานาชนิดใช้สัญจรกันพลุกพล่านไปหมด

ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นในชนบทห่างไกลเมืองหลวง
ในขณะที่คน 5 ล้านคนในเมืองหลวงมีทั้งรถเมล์ รถแท็กซี่ รถปรับอากาศ รถไฟฟ้า ความเร็วสูง รถเหาะตีลังกา รถไฟฟ้าใต้ดิน รถร่วม รถตู้ วิ่งกันชุลมุนไปหมดจนแทบจะชนกันตาย ต้องเดือดร้อนหางบประมาณมาขยายถนนเพิ่มอีก
ทำไมความสะดวกสะบายจะต้องจำกัดไว้เฉพาะคนในกรุงเทพฯ ?
ทำไมเงินภาษีของประชาชนจากทั่วประเทศจะต้องไปกระจุกตัวถมทับใส่เฉพาะคนในกรุงเทพฯ ?
ทำไมถนนหนทางในต่างจังหวัดแต่ละจังหวัดจึงมีความแตกต่างกันอย่างเหลือเชื่อ ?
ทำไมถนนของจังหวัดสุพรรณบุรี จึง แตกต่างกับถนนในจังหวัดสระแก้ว ?
ทำไมความเจริญเติบโตของท้องถิ่นจึงไม่เกิดขึ้นตามแผนการที่วางไว้ ?

คำตอบทั้งหมด...
อยู่ในกระโหลกของผู้บริหารประเทศ
ปัญหาอยู่ที่ว่า...
หากเปิดมันออกมาแล้ว
เราจะเห็นอะไรอยู่ในนั้น
นอกจากขี้เลื่อย กับ น้ำลายบูดๆ

ไร้อารมณ์

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

บางเสี้ยวของอารมณ์ก็เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ กับพฤติการณ์ของผู้คนในสังคมบางกลุ่มที่ทำตัวเหมือนกับมองไม่เห็นว่ายังมีผู้คนอีกมากมายบนแผ่นดินผืนนี้ที่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน และคนเหล่านี้ก็มีสิทธิบนผืนแผ่นดินนี้เท่าๆ กับกลุ่มของตน สิทธิที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

วันนี้ขอเริ่มบทความด้วยอารมณ์ที่บอกไม่ถูกกับสถานการณ์ด้านชีวิตความเป็นอยู่ของรัฐบาลและบรรดานักการเมืองจากข่าวคราวต่างๆ ที่หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย โดยไม่มีคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศอย่างมากมายเป็นประวัติการณ์ของนายกรัฐมนตรี หมดค่าใช้จ่ายจากเงินงบประมาณแผ่นดินไปมากกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งอันที่จริงมันก็เป็นเงินจากภาษีอากรของประชาชนนั่นแหละครับพี่น้อง และผลประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนมา ตามสายตาและสองหูที่ได้ยินมายังคงเป็นศูนย์ เป็นการผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้คุณค่าเพียงเพื่อแสดงตนให้นานาชาติเห็นว่าตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนหนึ่งของประเทศหนึ่งบนโลกใบนี้เท่านั้นเอง และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือคำครหาจากบรรดาฝ่ายค้านและฝ่าไม่เห็นด้วยว่าเป็นการเดินทางไปเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวและธุรกิจของพวกพ้องมากกว่าเพื่อประเทศชาติ

ความจริงย่อมคือความจริงและคนที่รู้ดีกว่าใครอื่นก็คือตัวนายกรัฐมนตรีเองว่าทำอะไรอยู่ ? และทำเพื่อใคร ? และก็ควรแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาให้ประชาชนเห็นเสียทีว่าตนเองกำลังเล่นบทบาทอะไร ?

เปิดไปเจอข่าวการจัดสรรงบประมาณสำหรับอาหารเช้าและอาหารกลางวันของนายกรัฐมนตรีและทีมที่ปรึกษา ซึ่งสำนักนายกฯ ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ สองแสนกว่าบาทต่อวันแล้วแทบจะเป็นลมตายด้วยความอิจฉา เพราะเงินจำนวนนี้เป็นค่าครองชีพของประชาชนทั่วไปที่ทำงานมาร่วม 2 ปีเป็นอย่างน้อย ข้าราชการหลายๆ คนรับราชการมานานนับ 10 ปีรายได้ทั้งปียังไม่ถึง 2 แสนเลยครับท่าน แต่นี่เป็นแค่อาหารเลี้ยงชีพ 1 วันยังใช้เงินมากมายขนาดนี้ เชื่อแน่ว่าคงจะรับประทานกันหมดนะครับทั้งช้อน จาน โต๊ะเก้าอี้ ลองหันหน้าไปมองกลุ่มคนที่เดินเข้ามาเสิร์ฟอาหารพวกท่านดูบ้างนะครับ คนเหล่านี้ทำงานทั้งปียังไม่เท่าค่าอาหารมื้อสองมื้อนี่เลย พวกท่านยังจะกลืนกันลงหรือครับ ?

ดังที่แจ้งไว้ในวรรคก่อนว่าเป็นอาหาร 2 มื้อสำหรับท่านายกฯ กับทีมที่ปรึกษา 50 คน ครับ ย้ำว่า 50 คน ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะรวมไปถึงที่ปรึกษาด้าน เสื้อผ้า หน้า ผม จัดหารองเท้า จัดเตรียมผ้าเช็ดหน้า ผู้ช่วยซักซ้อมการอ่านไทย คนเขียนโพย คนแปลภาษาไทยเป็นภาษาไทย คนจัดเตรียมคำตอบสำหรับนักข่าวแต่ละสำนัก คนผลักนักข่าว คนเตะตัดขานักข่าว คนคอยตะโกนด่าฝ่ายค้าน ฯลฯ ผมบอกตรงๆ ว่าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของทีมที่ปรึกษาจริงๆ ว่ามันแปลเป็นไทยว่ายังไง? แล้วมันจะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติของผมกับเงินค่าตอบแทนที่จะต้องเสียไปจำนวนมากมายมหาศาล

หรือว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นซักเรื่อง ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องอะไรเลยก็ได้ เพราะมีทีมที่ปรึกษาคอยจัดการไว้แล้วในทุกเรื่อง

ไม่มีตังค์มั่งก็แล้วไป จะไปสมัครนายกฯ ดูซักตั้ง
ไปไหนมาไหนมีแต่คนเสนอหน้ามาฉีกยิ้มเหงือกเขียว สองมือกุมเป้ากางเกงตัวงอเหมือนมีอะไรมาค้ำไว้ แสดงท่าทีประจบสอพลอแบบไม่ต้องอายผีบรรพบุรุษ ขนาดพูดผิดยังชมว่าเสียงเพราะพูดให้ขำเก่ง หรือตอบคำถามอะไรไม่ได้ซักอย่าง ยังเสือกชมเสียอีกว่า ระมัดระวังคำตอบ

ประเทศชาติล่มสลายมาหลายครั้งหลายหนก็เพราะบ้านเมืองเรามีคนประเภทนี้อยู่มากมาย แม้จะรู้ดีว่าผู้นำล้มเหลว ก็ยังคงสนับสนุนผลักดันสรรเสริญเยินยอให้เดินหน้าล้มลุกคลุกคลานต่อไป เพียงเพื่อจะหลับหูหลับตาเกาะชายกระโปรงแสวงหาผลประโยชน์ต่อไปอย่างมูมมาม

คงไม่รู้ตัวว่าชาตินี้
เกิดมาแล้วเสียชาติเกิดเปล่าๆ


- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -