บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2013

การออกกฎหมาย(ต่อ)

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ขออนุญาตย้อนกลับไปลากเอาความขัดข้องใจจากบทความก่อนหน้านี้มาทบทวนขยายความกันอีกซักนิดหน่อยเกี่ยวกับวิธีการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติว่า ไม่ควรจะใช้มติของที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง มาเป็นบรรทัดฐานในการผ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับ แต่ควรจะใช้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจได้ว่า กฎหมายฉบับนั้นได้ผ่านการกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบแล้วในทุกด้าน ว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

และการพิจารณาเป็นไปด้วยสามัญสำนึกของสมาชิกรัฐสภาอย่างอิสระ ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยวิธีการหรือกระบวนการอย่างหนึ่งอย่างใดจากพรรคการเมือง หรือจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง หรือจากอำนาจมืดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต อันเนื่องจากสมาชิกรัฐสภาถือว่าเป็นผู้ทรงเกียรติด้วยศักดิ์ศรีของตำแหน่งที่ได้รับมาจากประชาชนโดยตรงตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ว่า

"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"

กาลเวลาที่ผ่านมาหลายปีของการเมืองไทย ไม่เคยทำให้ประชาชนยอมรับได้โดยสนิทใจว่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่มีส่วนในการผลักดันกฎหมายต่างๆ ออกมาบังคับใช้กับประชาชนและสังคมไทยได้ปฏิบัติตนตามมาตรา 122 นี้อย่างจริงใจและซื่อสัตย์ต่อความไว้วางใจของประชาชน เพราะไม่ว่าจะมีการเสนอร่างกฎหมายใดๆ ออกมาก็จะต้องมีการอ้างเหตุผลถึงความจำเป็นอันเนื่องมาจากภาวะการณ์ทาง เศรษฐกิจ ทางสังคม แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะอ้างถึงเรื่องปากท้องหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และกฎหมายส่วนมากในระยะหลังๆ จะมุ่งเน้นไปที่ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวมหรือทางด้านอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของกลุ่มนายทุนโดยเฉพาะเท่านั้น

และในขณะเดียวกันกลับมีการยกร่างกฎหมายบางฉบับออกมากีดกันขัดขวาง สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัด อุปสรรคในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหา สิทธิ เสรีภาพ ให้กับตนเองในทุกๆ ด้าน เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคมอันเนื่องมาจากผู้ที่ทำหน้าที่รักษากฎหมายปฏิบัติตนไปตามความต้องการของนักการเมือง มากกว่าที่จะยึดถือตามตัวบทกฎหมาย ทำให้สังคมไทยต้องทนรับรู้พบเห็นกับระบบกฎหมาย "สองมาตรฐาน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

การกลั่นกรองกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศควรจะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีขึ้น และพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุม ควรจะได้รับการ "วิพากษ์" "วิจารณ์" "เสนอแนะ" "โต้แย้ง" จากนักวิชาการ จากประชาชน ควรจะได้มีการรับฟังในทุกด้านอย่างละเอียดและนำไปถกเถียงเพื่อหาข้อยุติในที่ประชุมของรัฐสภา อย่างมีอิสระทางความคิดเห็นไม่ตกอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดของพรรคการเมือง หรืออยู่ภายใต้การชี้นำของผู้หนึ่งผู้ใด

หากเป็นไปได้ กฎหมายที่สมบูรณ์ควรจะผ่านมติที่เป็นเอกฉันท์ของที่ประชุม ผู้ที่คัดค้านต้องยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่ายว่าสามารถรับฟังได้หรือไม่? มีข้อขัดแย้งในแง่มุมใด? ที่สามารถจะนำมาหักล้างได้หรือไม่? นั่นจึงสมควรเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพราะเป็นที่หลับตาก็รับรู้ได้ว่า "คะแนนเสียงของรัฐบาล" นั้นยอมมากกว่ากึ่งหนึ่งอยู่แล้ว โหวตเมื่อใดก็ต้องชนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระปานใดก็ตาม

นี่คือ "ระบอบเผด็จการรัฐสภา"

หากรัฐบาลประกอบขึ้นมาจากผู้มีอำนาจทางการเมือง และกลุ่มนายทุน ย่อมเชื่อมั่นได้ว่า กฎหมายทุกฉบับต้องเอนเอียงไปทางด้านของผลประโยชน์สำหรับคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจในทางการเมืองและธุรกิจของกลุ่มนายทุนเท่านั้น หากประชาชนจะได้รับผลประโยชน์บ้างก็น่าจะมีมาในรูปแบบของ "โครงการเอื้ออาทร" ที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้คุณค่า โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะสมบัติอื่นๆ ของแผ่นดิน แทนที่จะนำเงินเหล่านี้มาบำรุง ถนนหนทาง การคมนาคมขนส่ง หรือสภาวะในการดำรงชีพของประชาชนในแบบปกติ ไม่ใช่โหมกระตุ้นเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่คนทั้งประเทศไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อครั้งแล้วครั้งเล่าตามที่รัฐบาลต้องการ

ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถูกขยายให้กว้างออกจากกันอย่างรวดเร็ว
คนรวยจำนวนเพียงไม่กี่คนในบ้านเมือง พร้อมที่จะลำเลียงทรัพย์สินเงินทองซึ่งงอกเงยมาจากการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติออกไปเสวยสุขที่ต่างประเทศทุกวินาที
และคนจนที่มีมากมายมหาศาลกลับพร้อมที่จะอดตายไปโดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน บางส่วนกลับเพียรพยายามเกาะแข้งเกาะขานายทุนหวังเอาตัวรอดไปวันๆ โดยไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี

มนุษย์ยังคงมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ขึ้นอยู่กับรากฐานของการเลี้ยงดูจากบุพการี
ขึ้นอยู่กับรากเหง้าของแก่นแท้จากการศึกษาเรียนรู้
ขึ้นอยู่กับ "ธรรมะ" ของแต่ละบุคคล
และ ขึ้นอยู่กับ "สันดาน" ที่แท้จริงของแต่ละบุคคล

การออกกฎหมาย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

วันนี้อาจจะเอาเรื่องหนักๆ สักหน่อยมาพูดถึงกันให้ชัดๆ เพราะปัญหานี้มันติดขัดข้องใจมานานมากแล้ว หลังจากที่ต้องยอมรับกติกาประชาธิปไตยเกี่ยวกับเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เนื่องจากเรื่อง "เสียง" ที่พูดถึงน่ะมันเกี่ยวพันไปถึงเรื่องหนักหนาสาหัสหลายต่อหลายเรื่องที่สัมพันธ์กับผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน นั่นก็คือเรื่องเกี่ยวกับ "กระบวนการออกกฎหมาย"

ก่อนอื่นขอยกเอา ส่วนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาให้อ่านทบทวนกันอีกสักรอบเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน สำหรับท่าน ส.ส.หรือ ส.ว.ท่านใดที่ยังไม่เคยอ่านจะได้เห็นด้วยตาตนเองสักหนในชีวิต ย่อมดีกว่าฟังหัวหน้าพรรคหรือผู้อาวุโสของพรรคบอกเล่าให้ฟังระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน

มาตรา ๑๔๒ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๓๙ ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอได้ก็แต่โดย
(๑) คณะรัฐมนตรี
(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน
(๓) ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ หรือ
(๔) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓
ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติซึ่งมีผู้เสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรี
ในกรณีที่ประชาชนได้เสนอร่างพระราชบัญญัติใดตาม (๔) แล้ว หากบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับร่างพระราชบัญญัตินั้นอีก ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖๓ วรรคสี่ มาใช้บังคับกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นด้วย
ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน
ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งต้องมีบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติเสนอมาพร้อมกับร่างพระราชบัญญัติด้วย
ร่างพระราชบัญญัติที่เสนอต่อรัฐสภาต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบและให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัตินั้นได้โดยสะดวก

มาตรา ๑๔๓ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หมายความถึงร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แก้ไข ผ่อน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร
(๒) การจัดสรร รับ รักษา หรือจ่ายเงินแผ่นดิน หรือการโอนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดิน
(๓) การกู้เงิน การค้ำประกัน การใช้เงินกู้ หรือการดำเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ
(๔) เงินตรา
ในกรณีที่เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้องมีคำรับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภา ผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะ เป็นผู้วินิจฉัย
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจัดให้มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสอง ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว
มติของที่ประชุมร่วมกันตามวรรคสอง ให้ใช้เสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๑๔๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอและในขั้นรับหลักการไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่สภาผู้แทนราษฎรได้แก้ไขเพิ่มเติม และ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นทำให้มีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไว้ก่อน และภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีกรณีดังกล่าว ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้ที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย
ในกรณีที่ที่ประชุมร่วมกันตามวรรคหนึ่งวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ทำให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นมีลักษณะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปให้นายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรอง ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการแก้ไขเพื่อมิให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

มาตรา ๑๔๕ ร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีระบุไว้ในนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ ว่าจำเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ให้ ความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไม่ให้ความเห็นชอบไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คณะรัฐมนตรีอาจขอให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง หากรัฐสภามีมติให้ความเห็นชอบให้ตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกของแต่ละสภามีจำนวนเท่ากันตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ประกอบกันเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณา ร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้คณะกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภารายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่ได้พิจารณาแล้วต่อรัฐสภา ถ้ารัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัตินั้น ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถ้ารัฐสภามีมติไม่ให้ความเห็นชอบ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป

มาตรา ๑๔๖ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมติเห็นชอบแล้ว ให้สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อวุฒิสภา วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้นให้เสร็จภายในหกสิบวัน แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ต้องพิจารณาให้เสร็จภายในสามสิบวัน ทั้งนี้ เว้นแต่วุฒิสภาจะได้ลงมติให้ขยายเวลาออกไปเป็นกรณีพิเศษซึ่งต้องไม่เกินสามสิบวัน กำหนดวันดังกล่าวให้หมายถึงวันในสมัยประชุม และให้เริ่มนับแต่วันที่ร่างพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา
ระยะเวลาดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ไม่ให้นับรวมระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๔๙
ถ้าวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติไม่เสร็จภายในกำหนดเวลาที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้นในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินไปยังวุฒิสภา ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแจ้งไปด้วยว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน คำแจ้งของประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ถือเป็นเด็ดขาด
ในกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรมิได้แจ้งไปว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน

มาตรา ๑๔๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเสร็จแล้ว
(๑) ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
(๒) ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร
(๓) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติม ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถ้าเป็นกรณีอื่น ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างนั้น และ ให้คณะกรรมาธิการร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐ ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน
คณะกรรมาธิการร่วมกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๐ นั้นให้คุ้มครองถึงบุคคลผู้กระทำหน้าที่ตามมาตรานี้ด้วย
การประชุมคณะกรรมาธิการร่วมกันต้องมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๓๗ มาใช้ บังคับโดยอนุโลม
ถ้าวุฒิสภาไม่ส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖ ให้ถือว่าวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัตินั้น และให้ดำเนินการตามมาตรา ๑๕๐ ต่อไป

มาตรา ๑๔๘ ร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามมาตรา ๑๔๗ นั้น สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๒)และนับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย สำหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณี เช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐
ถ้าร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๕๐

มาตรา ๑๔๙ ในระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติใดตามมาตรา ๑๔๗ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือ คล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้มิได้
ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอหรือส่งให้พิจารณานั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป

มาตรา ๑๕๐ ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐสภา เพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

มาตรา ๑๕๑ ร่างพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตินั้นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวันให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว

มาตรา ๑๕๒ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่ามีสาระสำคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผู้แทนราษฎร มิได้พิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ โดยมีสัดส่วนหญิงและชายที่ใกล้เคียงกัน

มาตรา ๑๕๓ ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือบรรดาร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้เป็นอันตกไป
ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบต่อไปได้ ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปร้องขอภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีมิได้ร้องขอภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามวรรคสองให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี

แล้วก็ตามมาด้วยใน ส่วนที่ ๘ การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา ๑๕๔ ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือ ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง
(๑) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า
(๒) หากนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ชักช้า
ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ให้นายกรัฐมนตรีระงับการดำเนินการเพื่อประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้แต่มิใช่กรณีตามวรรคสาม ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป และให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการ ตามมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แล้วแต่กรณี ต่อไป

มาตรา ๑๕๕ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ ให้นำมาใช้บังคับกับร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วยโดยอนุโลม

แล้วก็มาถึงความเห็นส่วนตัวต่อกระบวนการในการออกกฎหมายของบ้านเราที่ยึดติดอยู่กับมาตรฐานคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าเป็นคะแนนเสียงที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกในรัฐสภา(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา) และเมื่อมาไล่เลียงจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะเห็นว่า 375 คนในส่วนของ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่ 125 คนมาจากมติของพรรคการเมือง(ซึ่งประชาชนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ว่าจะกล่าวอ้างว่ามาจากคะแนนในการเลือกระบบบัญชีรายชื่อของพรรคก็ตาม) ซึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554

ในส่วนของ ส.ว.นั้นมีจำนวน 150 คนโดยมาจากจังหวัดละ 1 คน และแต่งตั้งส่วนที่เหลือขึ้นมาโดยคณะกรรมการสรรหาซึ่งเป็นไปตาม มาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่ไม่มีใครกล้ามารับรองได้ว่าในจำนวน 150 คนนี้สังกัดพรรคการเมืองใด? หรือไม่?

ในมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ บัญญัติไว้ว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"

หากมองจากข้อความข้างบนนี้จะเห็นว่าก็เป็นเพียงบทบัญญัติของกฎหมายข้อหนึ่งเท่านั้นที่ปรากฎเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ในรัฐธรรมนูญ "แต่ไม่ใช่ในโลกของความเป็นจริง"

ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะแก้ไขข้อความบางประโยคในรัฐธรรมนูญ
  • สมาชิกเกินกว่ากึ่งหนึ่งจึงถือว่าครบองค์ประชุม
  • ลงมติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก
กฎหมายโดยทั่วไป หมายถึง หลักเกณฑ์หรือสิ่งใดก็ตามที่ออกมาเพื่อกำหนดหรือบังคับให้คนทั้งหลายต้องยึดถือและต้องปฎิบัติตาม ไม่ว่าจะออกมาโดยผู้มีอำนาจในชั้นใด หลักเกณฑ์หรือสิ่งเหล่านั้น คือกฎหมายที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม

ในข้อแรก จำนวนสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติที่่จะเรียกได้ว่า "ครบองค์ประชุม" ในการยกร่างกฎหมายระดับประเทศ ควรจะเป็น 4 ในห้าของจำนวนสมาชิกของทั้งสองสภา

ในข้อสอง ทำไมใช้เพียงคะแนนเสียงจากสมาชิกเพียงครื่งเดียวของจำนวนสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทั้งๆ ที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคะแนนเสียงของรัฐบาลนั้นมีอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่แล้วตามธรรมชาติ และมีใครกล้ารับรองได้ว่ากฎหมายฉบับนั้นเป็นความต้องการของประชาชนจริงๆ ไม่ได้เกิดมาจากความคิดของ ส.ส.หรือใคร ? และฝ่ายค้านแม้จะมีเหตุผล แต่ก็ย่อมไม่มีโอกาสในการขัดขวางต่อต้านได้

ควรจะอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 กำหนดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติมีอิสระในการโหวต ด้วยการลงมติด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดในการอนุมัติผ่านร่างกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันต่อผลประโยชน์และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน สมาชิกสภาทั้งสองควรจะได้มีโอกาสใช้วิจารณญานของตนเองให้ประชาชนได้รับรู้โดยทั่วกันว่า ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติกำลังทำอะไร?

ไม่ใช่ยกร่างกฎหมายขึ้นมา
เพื่อรองรับผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
ด้วยคะแนนเสียงข้างมากเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น

ความมืดที่รออยู่

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ณ วันนี้สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งประกอบไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านตามกฎหมาย  และยังมีกลุ่มมวลชนอีกมากมายหลายกลุ่มที่ดาหน้ากันออกมาคัดค้าน โจมตีการทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและมากหน้าหลายตาจนแบ่งแยกไม่ออกว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยังคงมีกลุ่มพลังของตนเองนั่นคือกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงกับกลุ่มคนรักทักษิณที่พร้อมจะออกมาดันหลังให้รัฐบาลยืนหยัดต้านแรงโหมกระหน่ำ

คนดูส่วนใหญ่ก็จะเป็นประชาชนที่ยังคงยืนอยู่ตรงกลางแต่ก็พร้อมจะเอนเอียงเข้าหาความถูกต้องชอบธรรมในการที่จะปกป้องรักษาแผ่นดินเกิดไม่ให้ย่อยยับไปเพราะการต่อสู้แก่งแย่งชิงดีกันเพื่อผลประโยชน์ของใครบางคนหรือใครบางกลุ่ม โดยที่ประชาชนทั้งแผ่นดินจะต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างไร้เหตุผล

รัฐบาลชุดนี้ก็ใช้อำนาจที่ตนมีอยู่อย่างเต็มที่แต่ด฿เหมือนจะเป็นการใช้อำนาจอย่างขาดการไตร่ตรองให้รอบคอบถึงความเหมาะสม ตั้งแต่เรื่องผลักดันที่จะให้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม อย่างเร่งรีบ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงและก็ไม่ได้มีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่กำลังประสบปัญหานานาชนิดอยู่แล้วนับ 108 ประการ บวกกับการบริหารประเทศบนความง่อนแง่นโอนเอนไปมาไม่มีแก่นสารมีการทุจริตในโครงการต่างๆ อย่างอึกทึกครึกโครมไปทั่วโลก และไร้ซึ่งคำตอบหรือคำชี้แจงให้กับประชาชน แต่กลับมีความพยายามจะดำเนินโครงการมหึมาที่จะต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลโดยเร็ว สรุปแล้วตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลชุดนี้ไม่เคยมีผลงานใดที่ประสบความสำเร็จเลยแม้แต่เรื่องเดียว

ทุกนโยบายที่เคยประกาศไว้ก่อนเข้ามาบริหารประเทศประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ภารกิจหลักของรัฐบาลคือการตอบโต้กับฝ่ายต่อต้านทั้งด้วยกำลังจากคนเสื้อแดงและการตอบโต้ทางสื่อสารมวลชนแบบผ่านไปวันๆ ขณะที่ผู้นำรัฐบาลเดินสายไปพบปะผู้นำต่างประเทศมากมายเป็นประวัติการณ์โดยไม่เกิดผลประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชนภายในประเทศเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของกลุ่มทุนต่างๆ เพียงไม่กี่ตระกูล

คงอีกไม่นานร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เวอร์ชั่นใหม่จากกระทรวงไอซีที ที่กำลังเร่งดำเนินการให้ออกมาบังคับใช้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็จะมาสร้างความขนหัวลุกให้กับประชาชนทั่วทั้งแผ่นดินด้วยบทบัญญัติต่างๆ ที่ผู้เสนอร่างออกมาใช้จินตนาการอย่างบรรเจิดเพริศพริ้งเกินกว่าปุถุชนคนธรรมดาจะสามารถคิดออกมาได้

ร่างกฎหมายฉบับนี้บางมาตราขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในเรื่องการแสดงความคิดเห็น บ่งบอกให้ประชาชนได้รับรู้ว่า  "สิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนคนไทยว่ากำลังจะถูกยึดคืนไปเป็นของรัฐบาลอย่างเด็ดขาด" และพร้อมที่จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปเป็นการปกครองในระบอบเผด็จการอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะความผิดตามที่ระบุไว้นั้นหนักหนากว่าการเสพยาเสพติดหรือการฆ่าคนตายโดยไม่เจตนาเสียอีก (ข้อนี้หมายความถึงเฉพาะกรณีความผิดที่ถูกกระทำโดยคนมีเงินเท่านั้น)

และในบางมาตราบ่งบอกให้ประชาชนคนไทยได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่ากำลังจะกลายสภาพเป็น "ช่องทางหากิน" สำหรับเจ้าหน้าที่อย่างไม่มีทางเลี่ยง แม้คอมพิวเตอร์ของท่านจะเป็นเครื่องที่ใช้เป็นการส่วนตัวอยู่ภายในห้องใต้ดินของบ้านท่านก็ตาม การใช้งานโปรแกรมต่างๆ ต้องถูกต้อง การเขียนข้อความต้องระมัดระวังสุดชีวิตไม่ให้ไปกระทบกระเทือนสีข้างผู้อื่น การดูหนัง ฟังเพลง ต้องมีลิขสิทธิ์ถูกต้อง การดูรูปโป๊ต้องไปขุดรูดูตามลำพังอยู่ใต้ดินคนเดียวแล้วก็ต้องล้างเครื่องขว้างฮาร์ดิสก์ทิ้งหลังจากดูเสร็จแล้วป้องกันการถูกเจ้าหน้าที่ไปกู้ข้อมูลขึ้นมาแจ้งข้อหาเราได้ ฯลฯ

สำหรับท่านที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้มานานเกินกว่า 30 ปีคงจะไม่มีปัญาเท่าใรนัก เพราะเรื่องแบบนี้คนไทยเริ่มจะชินกับมันเสียแล้ว "สำหรับกฎหมายที่ออกมาบังคับใช้กับประชาชนไปพร้อมๆ กับการเปิดช่องทางทำมาหากินให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ"

เรียนให้ทราบด้วยใจจริงเลยครับ ตอนนี้รู้สึกหวาดกลัวจนขนหน้าแข้งร่วงหมดไปแล้ว และขนที่อื่นก็เริ่มหงอกขาวโพลนตามไปด้วยทั่วทั้งตัว ทั้งมือทั้งเท้าสั่นไปหมดด้วยความหวาดกลัว อาจถึงขั้นเลิกเขียนบล็อกไปชั่วชีวิต

"และอีกไม่นานคงจะกลัวถึงขั้นสติแตก
ไม่กล้าเปิดคอมพิวเตอร์มาใช้งานอีกต่อไป"

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -