บทความยอดนิยม

Archive for กรกฎาคม 2013

ผลงานของรัฐบาล

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เคยมีข้อสงสัยเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อเห็นภาพของตราชูหรือตาชั่งของบ้านเรามักจะมีสถานภาพที่ไม่ค่อยจะสมดุลย์กันเสมอ บอกเป็นนัยว่า "ไม่เคยมีความเที่ยงตรงเกิดขึ้น" และก็ทำให้คิดไปว่าในภาพดังกล่าวจะเป็นการถ่วงสมดุลย์ของสองด้าน และอะไร? คือสิ่งของที่เราต้องการให้อยู่ในภาวะสมดุลย์

คำตอบข้างต้นยังไม่ได้รับฟังมาแต่อยากจะหาคำตอบให้กับตัวองว่าน่าจะหมายความถึง "ความดี" กับ "ความชั่ว" ซึ่งสามารถจำกัดความได้สั้นๆว่า "ถูก" หรือ "ผิด"  ถ้าหากว่าแกนกลางนั้นหมายถึงสังคมเรา ก็จะเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างความถูกต้องที่เกิดขึ้นในสังคมกับความบิดเบือนของพฤติกรรมในสังคม และแน่นอนว่าในสายตาหรือความรู้สึกของประชาชนโดยทั่วไปย่อมให้น้ำหนักกับความไม่ถูกต้องว่าจะต้องมีน้ำหนักมากกว่าความถูกต้อง นั่นควรจะเป็นความรู้สึกของคนปกติสามัญที่มีสามัญสำนึกที่แท้จริง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันอยู่ในความพร้อมที่จะถูกลบล้างเพื่อเปลี่ยนเป็นฉบับใหม่ตามความมุ่งหมาย "หลัก" ของรัฐบาลที่ตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นมาตั้งแต่วันที่เข้ารับหน้าที่บริหารประเทศ ทั้งที่ตนเองก็เข้ามาเป็นรัฐบาลตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับเดียวกับฉบับที่รัฐบาลเคยกล่าวหาว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามวิถีทางของประชาธิปไตย (จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่?)

แต่เหตุที่ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องนี้ เนื่องมาจากรัฐบาลยังคงมีเรื่องไร้สาระที่มีความ "สำคัญ" สูงสุดที่จะต้องเร่งดำเนินการเป็น "อันดับแรก" นั่นก็คือการพิจารณา "พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" 

เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของกลุ่มตนเท่านั้น และ
เพื่อผลประโยชน์กับใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
มิใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน หรือ 
เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศชาติ แต่อย่างใด

นั่นคือเหตุผลที่ต้องหวนไปเปิดดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อีกครั้ง เพื่ออ่านทบทวนข้อความที่บัญญัติไว้ และเพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องราวที่เคยอ่านมานั้นไม่ผิดพลาด

มาตรา ๑๒๓  ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ 
“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

มาตรา ๑๗๕  ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ 
“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ไม่รู้ว่าขณะที่กล่าวคำปฏิญาณตนดังกล่าว
มีใครคนไหนคิดตามไปด้วยหรือไม่? 

สมบัติผลัดกันชม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


คำพังเพยโบราณบางคำยังสามารถนำมาใช้ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ตรงทั้งความหมาย ตรงทั้งรูปแบบเช่นคำว่า "สมบัติผลัดกันชม" ซึ่งตามความหมายที่แท้จริงนั้นน่าจะหมายความถึง ทรัพย์สิ่งของที่มีค่าซึ่งเป็นของส่วนตัวไม่สามารถซื้อขายเป็นเงินทองได้และมีค่าควรแก่การหวงแหน และเมื่อมีเพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ คนไกลบ้านมาเยี่ยมเยียน ก็จะถูกนำออกมาอวดให้ได้เห็นกันถ้วนหน้า หรืออาจจะหมายความไปถึงพวกทองรูปพรรณต่างๆ ที่ถูกนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันตามท้องตลาด ผลัดเปลี่ยนกันถือครองเป็นเจ้าของกันไป

ในยุคนี้บางทีก็หมายความรวมไปถึงบรรดาของเล่นประเภทมีเลือดเนื้อมีชีวิตของชายโฉดด้วย

แต่ในทางการเมืองนั้นจะหมายความถึงการที่บรรดานักการเมืองหน้าเก่าหน้าใหม่จะได้มีโอกาสเล่นเก้าอี้ดนตรีกันอย่างสนุกสนานด้วยการตะกายก้นหย่อนลงไปนั่งในเก้าอี้ที่ตั้งของตำแหน่งแห่งอำนาจวาสนาและยศฐาบรรดาศักดิ์ เช่น เก้าอี้ประจำตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก หรือไม่ก็ ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี แล้วก็ยังมี ที่ปรึกษารัฐมนตรี แถมด้วยที่ปรึกษาของ ผู้ช่วย ของเลขานุการ ขิปาถะ จนทำให้เกิดความมึนงงว่า ตำแหน่งของข้าราชการการเมืองนี่มันช่างมากมายอะไรอย่างนี้ เงินเดือนก็สูง แล้วมันมีงานอะไรทำกันนักหนาล่ะ

คำตอบก็คือ ไม่รู้ซิ

แต่เท่าที่สังเกตุดู งานในหน้าที่ของตนก็ไม่เห็นว่าจะมีใครสนใจที่จะทำเอาเสียเลย ดูจะเก่งเฉพาะในการให้สัมภาษณ์แล้วก็พูดเหน็บแนมเยาะเย้ยถากถางฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลซะมากกว่า เพราะถ้าไปถามเรื่องงานในหน้าที่ก็อาจจะเกิดอาการ "ใบ้รับประทาน" เพราะตอบไม่ได้จริงๆ ให้ดิ้นตาย ก็จะเอาอะไรไปตอบล่ะ ซื้อเก้าอี้คัวใหม่มานั่งไม่ถึง 12 ชั่วโมงก็ต้องถอนก้นย้ายไปนั่งอีกกระทรวงแล้ว พอนั่งลงเก้าอี้ยังไม่ทันอุ่นเลยก็ย้ายอีกแล้ว

หน้าตาแต่ละคนก็ไม่คล้ายเทวดามันจะเก่งกาจอะไรนักหนาถึงจะสามารถบริหารงานในหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จลงได้ซักเรื่อง ในเมื่อแต่ละกระทรวงเค้าก็มีข้าราชการประจำทำงานอยู่แล้ว พอไปตั้งเรื่องทำนโยบายใหม่มันก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ พอย้ายไปก็ต้องหอบนโยบายใส่กระเป๋ากางเกงออกไปด้วย เพราะคนมาใหม่เค้าก็ต้องมีนโยบายใหม่มาให้ข้าราชการปวดหัวอีกต่อไปเป็นวงจร

ทั้งนี้และทั้งนั้น การปรับ ครม.แต่ละครั้งจึงเป็นการหมุนเวียนตนในพรรคให้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งกันอย่างทั่วถึง ใครยังไม่เคยเป็นก็ต้องมาลองเป็นดูมันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรนี่นา จากที่เคยเป็นข้าราชการชั้นล่างๆ ลองมานั่งหัวบนสุดของกระทรวง ได้มีโอกาสสั่งงานข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ดูสักหน มันก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในหัวใจเสียยิ่งนัก และในบางกรณีก็เป็นการหมุนเวียนคนของตนที่สร้างความเสื่อมเสีย ทำตนเป็นสายล่อฟ้าให้ฝ่ายตรงข้ามถือเป็นจุดอ่อนในการโจมตีด้วยเรื่องเสื่อมเสียหรือความผิดพลาดในการปฏิบัติงานซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากเจตนาในการทุจริตหรือจากความโง่ของตัวบุคคลเอง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลออกไปจากตำแหน่งและส่งผู้อื่นเข้ามาแทนโดยไม่จำเป็นต้องคัดสรรอะไรนักหนาให้มากเรื่องมากราว

ถึงในสมองมันจะกลวงโบ๋ไม่มีวิสัยทัศน์อะไรอยู่เลย
ก็ช่างหัวมันปะไร เดี๋ยวก็ไปแล้ว

และในการสมัคร ส.ส.ครั้งหน้าก็จะมีดีกรีต่อท้ายยาวเหยียดเพื่อหลอกหลอนชาวบ้านถึงความรู้ความสามารถที่ท่วมท้นว่า

ฯ พณ ฯ  ดร.พล.ต.ท.ฉลวย  วังเวง อดีต รองนายกรัฐมนตรี 4 สมัย , อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน,  อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,  อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอีกมากมายจนจำไม่หวาดไม่ไหว ยืนยันถึงความรู้ความสามารถที่มีเหนือมนุษย์ทั่วไปในประเทศนี้

งวดหน้าก็อย่าไปเลือกท่านเลย
ปล่อยให้ท่านได้นอนพักผ่อนบนสวรรค์เถอะ
ขอร้องล่ะ

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -