บทความยอดนิยม

Archive for เมษายน 2013

เพื่อใคร ?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ซึ่งผ่านกระบวนการตราพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 116 ตอนที่ 128 ก. ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2542

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรให้มี กฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐเมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจจากรูป แบบเดิมที่เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐตามที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นให้เป็นรูปแบบบริษัท จำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด แต่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหนึ่งโดยมีการเปลี่ยนทุน จากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นทุนของบริษัทที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด และยังคงให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดิม รวมทั้งให้พนักงานมีฐานะเป็นเช่นเดียวกับที่เคยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิด ความคล่องตัวในการดำเนินกิจการและเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กร ธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบให้กระทำได้โดยสะดวก เมื่อได้มีการเตรียมการในรายละเอียดเกี่ยวกับแปรรูปรัฐวิสาหกิจเรียบร้อยแล้ว โดยการกระจายหุ้นที่รัฐถือไว้ให้แก่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วน ร่วมในการลงทุนและการบริหารจัดการในกิจการที่รัฐวิสาหกิจเดิมดำเนินการอยู่ได้ต่อไปใน อนาคต จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


มีประชาชนจำนวนมากวิเคราะห์วิจารณ์ว่า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ คือการนำสมบัติของแผ่นดินและของประชาชนทั้งชาติไป 'ขายกิน' กันในหมู่พวกพ้องและบริษัทข้ามชาติ จึงเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน หรือขายชาติ ขายแผ่นดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ซึ่งปรากฎภาพให้เห็นในการเปิดขายหุ้นที่ประชาชนได้รับรู้กันทั่วไปว่าเป็นมหัศจรรย์ทางการตลาดแบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในแผ่นดิน เพราะการป่าวประกาศให้ผู้คนเข้ามาร่วมลงทุนนั้นไม่ได้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย เพราะบรรดานายทุนและพวกพ้องนักการเมืองพากันมากวาดต้อนผลประโยชน์ที่พึงมีไว้ในกำมืออย่างไม่ขาดตกหลุดร่วง

มาตรา 4 ใน พ.ร.บ.นี้ระบุว่า 'ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วน หรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใด มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้น ในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตาม พ.ร.บ.นี้' มาตรานี้ให้อำนาจคณะกรรมการจำนวน 15 คน มีอำนาจนำทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของแผ่นดิน หรือของประชาชน ไปขายได้ตามชอบใจ โดยมีมาตรา 22 มารองรับว่า 'เมื่อมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว ให้การดำเนินกิจการของบริษัท เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน' ซึ่งหมายความว่าใครจะเข้ามาซื้อหุ้นก็ได้ และเมื่อคุมเสียงข้างมากได้ก็สามารถลดทุน หรือถอนทุน หรือจ่ายเงินปันผลไห้มากตามชอบใจได้ 

มาตรา 7 ระบุว่า 'การตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดย ครม.ให้แต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคล' มาตรานี้แสดงถึงความไม่โปร่งใสอย่างเจตนา เพราะไม่มีกฎหมายระบุถึงกระบวนการสรรหา คัดเลือก ที่ประชาชน นักวิชาการ วุฒิสภา หรือสภาทนายความ และองค์กรอิสระมีส่วนร่วม สามารถกวาดต้อนเอาบรรดาลิ่วล้อสมัครพรรคพวกที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนมาเป็นกรรมการได้ถึง 6 คนจาก 15 คน

มาตรา 13 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 'เสนอความเห็นต่อ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการและแนวทางให้ดำเนินการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัท' สมบัติของคนทั้งชาติทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน และให้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน หรือให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่มอบอำนาจให้คนเพียง 15 คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นคนตัดสิน 

มาตรา 24  ระบุว่า 'ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจโอนไปเป็นของบริษัท' 'ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป' 'สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย' 'ส่วนสิทธิในการใช้ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม' 

มาตรานี้คือการให้อภิสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้ใช้อำนาจรัฐอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ และบางกิจการเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ไปให้กับเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติอย่างให้เปล่า แต่ประชาชนกลับต้องมารับภาระ คือ กระทรวงการคลังก็ยังต้องค้ำประกันหนี้ต่อไป  มาตรา 26 ก็เช่นกันมีการให้สิทธิพิเศษต่อบริษัทที่แปรรูปเป็นของเอกชนโดยระบุว่า 'กฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใดๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป'

รัฐวิสาหกิจ ถือว่าเป็นกิจการของรัฐ เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ เกี่ยวพันกับสถานะความเป็นอยู่ของประชาชน และมีจุดประสงค์เพื่อการให้บริการประชาชน แต่กลับคงสิทธินี้ไว้ให้กับเอกชนต่อไปเมื่อแปรรูปไปแล้วเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจในการหากำไรสูงสุด มิใช่เพื่อการบริการอีกต่อไป 

รัฐวิสาหกิจไทยมีทั้งสิ้น 72 แห่ง ตามตัวเลขของสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ กรมบัญชีกลาง มีทรัพย์สินทั้งสิ้นในปี พ.ศ. 2540 มีมูลค่าสี่ล้านล้านเจ็ดหมื่นสองพันหกร้อยสิบเก้าบาท เท่ากับงบประมาณแผ่นดิน 4 ปี หรือรายได้จากการส่งออกประมาณ 3 ปี และน้อยกว่าจีดีพีเพียง 1 ล้านล้านบาท รัฐวิสาหกิจทั้งหมดนี้มีเงินทุนทั้งสิ้น 825,956 บาท หรือเกือบเท่างบประมาณแผ่นดินใน 1 ปี รัฐวิสาหกิจทั้งหมดนี้นำรายได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง ณ วันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นเงิน 67,569 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8 ของงบประมาณแผ่นดิน และว่าจ้างงานถึง 305,893 คน


อยากจะรู้ว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รองลงมาจากกระทรวงการคลังก็ไม่ยาก รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า "มัน" คือใคร ต่อให้ใส่ชื่อขอทานลงมาแทนก็ต้องเดาออกล่ะ เพราะคนมีชื่อไม่จำเป็นต้องมีสมองก็รวยได้

มันก็น่าแปลกนะที่รัฐวิสาหกิจไทยขาดทุนไปหมดทุกประเภท เพราะปัญหาการโกงกินของบรรดาผู้บริหารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แทนที่จะกำจัดคนพวกนั้นเสียให้สิ้นซาก แต่ผู้บริหารประเทศกลับแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายแบ่งผลประโยชน์ไปให้นักการเมือง นายทุนและคนต่างชาติให้เข้ามามาช่วยกอบโกยแทน เป็นการแก้ปัญหาของหมาป่าอย่างแท้จริง

เหมือนมองไม่เห็นหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ

อำนาจของประชาชนที่หยิบยื่นใส่ในมือ เปรียบเสมือนดาบที่กำลังเชือดเฉือนคอของประชาชนเองปล่อยให้เลือดไหลรินออกไปจนกว่าจะเหือดแห้งหมดร่าง หรือทรัพยากรของประเทศถูกสูบจนเหลือเพียงซากของแผ่นดิน เพื่อสังเวยความโง่ของตนเอง

แค่ 2.2 ล้านล้าน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
 

เมื่อเช้านี้ (1 เมษายน 2556) ไปเปิดเว็บบอร์ดประชาทอล์ค (http://www.prachatalk.com/webboard/) เจอบทความชื่อ หลังจากผ่าน พรบ. เงินกู้ 2.2 ล้านล้าน ก็มาถึงบทสุดท้ายของกลอนบทนี้...แล้ว...โดย ทุ่งพัฒนา เมื่อ พฤ, 28/03/2013 - 21:53 ข้อความว่า 
ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้
จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา
คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา
ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ 
เมื่ออ่านดูแล้วก็รู้สึกแปลกๆ กับแนวความคิดของผู้เขียนบทความว่าบ่งบอกถึงทิศทางที่ขัดต่อเหตุผลอย่างแท้จริง และเป็นเสียงหนุนของคนหมู่มากที่พิจารณาเรื่องราวต่างๆ ตามอารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่ แน่นอนว่านี่คือแนวความคิดแบบคนตาบอดที่สติสัมปชัญญะมืดบอดด้วยเช่นกัน จะรับรู้เฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการรู้เท่านั้น และพร้อมที่จะเป็นเครื่องมือในทุกเรื่องที่ตนเองถูกป้อนข้อมูลมาให้ทำการสนับสนุนโดยไม่มีคำอธิบาย

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ผ่านไปเรียบร้อยในวาระแรกด้วยคะแนน 284 ต่อ 152 เสียง ก็คงจะต้องใจระทึกไปกับขั้นตอนกระบวนการทั้งหลายทั้งมวลเป็นระยะๆ ไปจนกว่าจะจบสิ้นลง ซึ่งหากมองจากมุมมองของรัฐบาลแล้วก็คงไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วงเพราะคะแนนเสียงที่มีอยู่ท่วมท้น และ ส.ส.ทุกคนไม่ได้มีสิทธิที่จะใช้ความคิดของตนเองเป็นตัวตัดสินใจ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามมติของพรรค ส.ส.ทุกคนในสังกัดก็จะต้องให้ความเห็นชอบไม่ว่าจะถูกหรือผิด นี่คืออันตรายของระบอบประชาธิปไตยที่คนใช้เป็นผู้ไร้สามัญสำนึก 

เราจะพาท่านไปมองอีกมุมมองหนึ่งบ้างเพื่อพิจารณาให้ครบเหลี่ยมมุมของปัญหา

คัดลอกบางส่วนมาจากบทบรรณาธิการ ไทยโพสท์ เมื่อวันจันทร์ที่ 1 เมษายน 2556 (http://www.thaipost.net/news/010413/71669) ข้อความว่า

... เป็นที่น่าสนใจว่า แม้กระทั่งภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) ก็ได้สรุปประเด็นน่ากังขาเกี่ยวกับการออก พ.ร.บ.กู้เงินฯ ผ่านการอภิปราย เมื่อวันที่ 28-29 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่ามี 16 ข้อ ประกอบด้วย

  1. เป็นการกู้มหาศาลครั้งแรกและสูงสุดในประวัติศาสตร์ไทย สร้างหนี้ให้ประเทศ 
  2. พ.ร.บ. 6 หน้า (ไม่รวมปก) 19 มาตรา สร้างหนี้รวมดอกเบี้ยกว่า 5 ล้านล้านบาท 
  3. รัฐบาลเคยบอกประชาชนเพียงข้อมูลการกู้ 2 ล้านล้าน หมกเม็ดดอกเบี้ย 3+ล้านล้าน ใช้หนี้ยันหลาน 50 ปี 
  4. มีความเป็นไปได้อย่างมากจากอัตราดอกเบี้ยที่ไม่คงที่ และแรงกดดันเงินกู้ ดอกเบี้ยจริงอาจสูงถึง 7 ล้านล้านบาท 
  5. โครงการเป็นลักษณะตัดแปะ ไม่มียุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ ไม่มีความเชื่อมโยงระบบขนส่งตามที่กล่าวอ้าง 
  6. โกหกว่าใช้แหล่งเงินกู้ในประเทศ แต่ใน พ.ร.บ.ระบุ ให้กู้ได้ทั้งเงินบาทและเงินตราต่างประเทศ 
  7. ไม่มีความชัดเจนว่าเอาเงินมาจากไหน 
  8.  หลบเลี่ยงการตรวจสอบโดยออกเป็น พ.ร.บ.ให้อำนาจกู้เงิน ทั้งที่สามารถทำในระบบงบประมาณปกติได้ 
  9. โกหกว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ แต่ พ.ร.บ.ระบุว่า แล้วแต่ ครม.จะกำหนด (ที่ผ่านมา ครม. ออกมติยกเว้นโน่นนี่นั่นอยู่เสมอ) 
  10. โกหกว่าทำรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงทั่วประเทศ เอาจริง มีสายเหนือสายเดียวที่ทำสุดถึงเชียงใหม่ สายใต้ทำถึงแค่หัวหิน สายอีสานทำแค่โคราช 
  11. โกหกเรื่องระบบโลจิสติกส์ ไม่ทำระบบรางเชื่อมต่ออุตสาหกรรมภาคตะวันออก 
  12. โกหกเรื่องมอเตอร์เวย์กาญจนบุรี ใส่งบแค่การเวนคืนที่ดิน 
  13. ซุกงบโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย ที่อนุมัติและดำเนินการไปแล้วมาไว้ใน พ.ร.บ. 
  14. รมว.ชัชชาติ อ้างมั่วซั่วว่าที่ยังไม่ทำเชื่อมโยงอาเซียนเพราะเพื่อนบ้านไม่พร้อม 
  15. รีบเร่ง รีบร้อน จะเอาให้ได้ ไม่ฟังใคร 
  16. ตลอดเกือบ 2 ปีของรัฐบาล มีแต่กู้กับกู้ "เก่งแต่กู้" หลายโครงการที่ผ่านมา กู้แล้วโกง 

ปัญหาการทุจริตกับนักการเมืองอยู่คู่กันมานาน เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้เมื่อนายทุนก้าวเข้ามาร่วมอยู่ในวงการเมือง ปัญหาการทุจริตก็เริ่มกระจายตัวกว้างออกไปยิ่งขึ้นและรุนแรงมากขึ้นตามสภาพของเศรษฐกิจและสังคม

เราจะมาดูกันถึงเนื้อหาสำคัญของร่าง พรบ.ฉบับนี้
ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มี 19 มาตรา 
หลักการและเหตุผล คือให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท
เนื้อหาสาระที่สำคัญ ๆ อยู่ที่
มาตรา 5 การให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินบาท หรือ เงินตราต่างประเทศ เพื่อนำไปใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามยุทธศาสตร์และแผนงาน และภายในวงเงินที่กำหนด โดยวงเงินกู้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท ภายในกำหนดเวลาไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2563
มาตรา 6 บัญญัติให้ไม่ต้องนำเงินที่กู้ส่งคลังตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และ
มาตรา 9 ให้กระทรวงการคลังมีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ โดยดำเนินการกู้เงินรายใหม่เพื่อชำระหนี้เดิม แปลงหนี้ ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดชำระ ขยายหรือย่นระยะเวลาการชำระหนี้ ต่ออายุ ซื้อคืน หรือไถ่ถอนตราสารหนี้ของรัฐบาล หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ และ
มาตรา 19 ให้ ครม.ต้องรายงานผลการกู้เงินและการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ

โดยยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องนี้ คือ ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ

  1. ยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า วงเงินดำเนินการประมาณ 350,000 ล้านบาท 
  2. ยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงินดำเนินการกว่า 1 ล้านล้าน 
  3. ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว วงเงินดำเนินการกว่า 590,000 ล้านบาท วงเงินดำเนินการรวมทั้งสิ้น 2 ล้านล้านบาท. 

- สำนักข่าวไทย 28 มี.ค.56
(http://www.mcot.net/site/content?id=515431f9150ba0886100027f#.UVj_GqL-Hzw)


มูมมาม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า  ว. อาการที่กินอาหารอย่างตะกรุมตะกราม, อาการที่กินอาหารอย่างเปื้อนเปรอะ เลอะเทอะไม่เรียบร้อย, เช่น กินมูมมาม

มูมมาม in a sloppy, messy, uncouth manner
ADV. filthily def:[อาการที่กินอาหารอย่างเปื้อนเปรอะเลอะเทอะ]
 syn:(เลอะเทอะ){เปรอะเปื้อน}
sample:[เขากินอาหารมูมมามเหมือนไม่ได้รับการสั่งสอนมา]

ตะกรุมตะกราม
ADV. voraciously def:[ทำไปอย่างผลีผลาม ขาดการพินิจพิจารณาเนื่องในการบริโภค]
 syn:{ผลีผลาม}(สวาปาม){มูมมาม}
 sample:[แมวดำพเนจรกินข้าวคลุกกับปลาทูอย่างตะกรุมตะกราม]

ตะกละ
ADV. greedily def:[กินไม่เลือก, เห็นแก่กิน]
syn:(ตระกลาม)(ตะกละตะกลาม)(จะกละจะกลาม){มูมมาม}
sample:[เด็กกินอาหารกันอย่างตะกละราวกับไปตายอดตายอยากมาจากไหน]

ADJ. gluttonous def:[กินไม่เลือก, เห็นแก่กิน]
syn:(ตระกลาม)(ตะกละตะกลาม)(จะกละจะกลาม)
sample:[คนตะกละอย่างเขากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ]

ADJ. gluttonous def:[กินไม่เลือก, เห็นแก่กิน]
syn:(ตระกลาม)(ตะกละตะกลาม)(จะกละจะกลาม)
sample:[คนตะกละอย่างเขากินเท่าไหร่ก็ไม่พอ]

ADV. greedily def:[กินไม่เลือก, เห็นแก่กิน]
syn:(ตระกลาม)(ตะกละตะกลาม)(จะกละจะกลาม){มูมมาม}
sample:[เด็กกินอาหารกันอย่างตะกละราวกับไปตายอดตายอยากมาจากไหน]



ก็เอามาลงไว้ให้อ่านต่อท้ายเฉยๆ สาบานได้ว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับบทความข้างต้นหรอก
อย่าไปคิดอะไรมากเลย กินไปเงียบๆ เหอะ ไม่ต้องมาเห่ามาหอนให้รำคาญหู

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -