บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556


ทาส  หมายถึง บุคคลซึ่งถูกนับสิทธิเสมือนสิ่งของของผู้อื่น ไม่มีอิสระในการดำรงชีวิต และมีหน้าที่รับใช้ผู้อื่นโดยมิได้รับการตอบแทนจากเจ้าของ (นายทาส) เช่น การรับใช้ทางด้านแรงงาน และหากไม่เชื่อฟังคำสั่ง อาจถูกลงโทษได้ตามแต่นายทาสจะกำหนด ยกเว้นเป็นการกระทำอันทำให้ถึงแก่ความตาย

ชนิดของทาส

ในประเทศไทย ทาสได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ชนิด (ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา โดยในสมัยก่อนหน้านั้นยังเป็นข้อถกเถียงของนักวิชาการ) ได้แก่

  1. ทาสสินไถ่- เป็นทาสที่มีมากที่สุดในบรรดาทาสทั้งหมด โดยเงื่อนไขของการเป็นทาสชนิดนี้ คือ การขายตัวเป็นทาส เช่น พ่อแม่ขายบุตร สามีขายภรรยา หรือขายตัวเอง ดังนั้น ทาสชนิดนี้จึงเป็นคนยากจน ไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวหรือตนเองได้ จึงได้เกิดการขายทาสขึ้น โดยสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปเมื่อมีผู้มาไถ่ถอน และทาสชนิดนี้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยคือนางสายทองซึ่งขายตัวให้กับนางศรีประจันนั่นเอง
  2. ทาสในเรือนเบี้ย-เด็กที่เกิดขึ้นระหว่างที่แม่เป็นทาสของนายทาส ทาสชนิดนี้ไม่สามารถไถ่ถอนตนเองได้
  3. ทาสที่ได้รับมาด้วยมรดก - ทาสที่ตกเป็นมรดกของนายทาส เกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนายทาสคนเดิมเสียชีวิตลง และได้มอบมรดกให้แก่นายทาสคนต่อไป
  4. ทาสท่านให้ - ทาสที่ได้รับมาจากผู้อื่น ทาสที่ช่วยไว้จากทัณฑ์โทษ - ในกรณีที่บุคคลนั้น เกิดกระทำความผิดและถูกลงโทษเป็นเงินค่าปรับ แต่บุคคลนั้น ไม่มีความสามารถในการชำระค่าปรับ หากว่ามีผู้ช่วยเหลือให้สามารถชำระค่าปรับได้แล้ว ถือว่าบุคคลนั้น เป็นทาสของผู้ให้ความช่วยเหลือในการชำระค่าปรับ 
  5. ทาสที่ช่วยไว้ให้พ้นจากความอดอยาก - ในภาวะที่ไพร่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองให้ประกอบอาชีพได้แล้ว ไพร่อาจขายตนเองเป็นทาสเพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือจากนายทาส 
  6. ทาสเชลย - ภายหลังจากได้รับการชนะสงคราม ผู้ชนะสงครามจะกวาดต้อนผู้คนของผู้แพ้สงครามไปยังเมืองของตน เพื่อนำผู้คนเหล่านั้นไปเป็นทาสรับใช้

การพ้นจากความเป็นทาส
การพ้นจากความเป็นทาสสามารถเกิดขึ้นได้ จากเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

  • โดยการหาเงินมาไถ่ถอน 
  • การบวชเป็นสงฆ์โดยได้รับความยินยอมจากนายทาส 
  • ไปการสงครามและถูกจับเป็นเชลย หลังจากนั้น สามารถหลบหนีออกมาได้ 
  • แต่งงานกับนายทาสหรือลูกหลานของนายทาส 
  • ไปแจ้งทางการว่านายทาสเป็นกบฏ และผลสืบสวนออกมาว่าเป็นจริง 
  • การประกาศไถ่ถอนจากพระมหากษัตริย์ ในช่วงของการเลิกทาส

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่าเมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง ข้าทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งหลุดพ้นจากระบบดั้งเดิม ได้กลายเป็นราษฎรสยามและต่างมีโอกาสประกอบ อาชีพหลากหลาย พอถึงปี 2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 (พ.ศ. 2448)

ไพร่ หมายถึง สามัญชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาส หรือเจ้าขุนมูลนาย มีอิสระในการประกอบอาชีพ การตั้งบ้านเรือน มีครอบครัว มีศักดินา 10-25 ไร่ และต้องสังกัดมูลนาย จะโยกย้ายสังกัดไม่ได้ ไพร่ที่ขึ้นสังกัดหรือสักเลกแล้ว จะปรากฏเครื่องหมายสังกัดที่ข้อมือ หากสามัญชนผู้ใดไม่ได้สังกัดมูลนายจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ไพร่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย "ส่วย" และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม

ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงานหรือที่เรียกว่า "ไพร่ส่วย" การส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงาน เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"

ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา

ระบบไพร่ดำรงอยู่จนกระทั่งถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ และค่อย ๆ จางหายไปเอง เมื่อมีการนำระบบภาษีอากร และระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่มาใช้ การเลิกทาส ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ประมาณว่าไทยมีทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมืองของประเทศ เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้นจะต้องหาเงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้นก็จะเป็นอิสระ  มีผลกับทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลดค่าตัวเดือนละ 4 บาท นับตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็นไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงินใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

การเลิกไพร่

หมอสมิธ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไซแอมรีโพซิตอรี เขียนบทความตำหนิรัฐบาลสยามอย่างรุนแรง ด้วยเห็นว่า "ในบรรดาประเทศเจริญทั้งหลาย พระเจ้าแผ่นดินก็ดี พวกขุนนางก็ดี ไม่มีสิทธิ์เกณฑ์แรงราษฎรผู้เสียภาษีอากรโดยไม่ให้อะไรตอบแทน" เพราะไพร่รับราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ซ้ำยังต้องออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างในระหว่างการรับราชการนั้นเองอีกด้วยต่างหาก เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพวก "คนไทยหนุ่ม" ที่อยากให้เลิกขนบไพร่ บางส่วนแสดงความคัดค้านที่รัฐบาลสักเลกในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เพราะทำให้การทำนาได้รับความเสียหาย ขนบไพร่นี้บังคับให้ราษฎรอายุตั้งแต่ 15-16 ปี จนถึง 70 ปี ต้องทำงานรับใช้หรือส่งส่วยให้แก่ชนชั้นปกครอง แบ่งออกเป็นไพร่หลวง ไพร่สมและไพร่ส่วย ไพร่มีกำหนดรับราชการเดือนเว้นเดือน ในสมัยอยุธยา ปีละ 6 เดือน ลดลงมาเหลือปีละ 4 เดือนในสมัยรัชกาลที่ 1 และเหลือ 3 เดือนในรัชกาลที่ 2 หากไม่อยากรับราชการก็ต้องจ่าย "ค่าราชการ" เดือนละ 6 บาท สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) กราบทูลเสนอความคิดเห็นว่า ควรให้ราษฎรเสียค่าราชการปีละ 6 บาทโดยเท่ากัน และให้งดการเกณฑ์แรงชั่วคราว ใช้วิธีเกณฑ์จ้างแทน

ลำดับเหตุการณ์การเลิกไพร่

  • ปี พ.ศ.2420 ทรงจ่ายเงินเดือนแก่ข้าราชการและเจ้านายแทนพระราชทานไพร่ 
  • ปี พ.ศ.2420 ทรงออกประกาศพระบรมราชโองการให้ไพร่สมรับราชการเช่นเดียวกับไพร่หลวง หรือต้องเสียเงินค่าราชการปีละ 6 บาทแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน และ ทรงปรับปรุงให้การแจ้งไพร่สมตาย ชรา พิการ เป็นไปได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น 
  • ปี พ.ศ.2439 ทรงปรับปรุงค่าราชการ โดยให้ข้าราชการชั้นขุนหมื่นเสียค่าราชการปีละเท่ากับไพร่หลวงและไพร่สม 
  • ปี พ.ศ.2442 ทรงออก "ประกาศกำหนดอายุบุคคลที่เปนฉกรรจ์ แลปลดชะรา รัตนโกสินทร์ศก 118" มีเนื้อหาสำคัญ คือ พิจารณาให้ผู้ที่อายุครบ 18 ปีถือว่าอยู่ในวัยฉกรรจ์ แทนการพิจารณาจากความสูง และ พิจารณาให้ปลดชราไพร่เมื่ออายุได้ 60 ปี (เดิม 70 ปี) 
  • ปี พ.ศ.2443 ทรงออก "พระราชบัญญัติเกณฑ์จ้าง ร.ศ. 119" ให้ข้าราชการที่จะเกณฑ์เอาสัตว์หรือพาหนะจากราษฎรต้องเสียภาษีตามสมควร หรือให้ลดเงินส่งส่วยแทนค่าจ้างนั้นก็ได้ 
  • ปี พ.ศ.2448 ทรงออก "พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รัตนโกสิทร์ศก 124" บัญญัติให้ชายฉกรรจ์รับราชการทหารกองเกิน 2 ปี แล้วเข้ารับราชการทหารกองประจำการอีก 2 ปี แล้วปลดจากกองประจำการเป็นกองหนุนขั้นที่ 1 อายุ 5 ปี แล้วปลดไปอยู่ในกองหนุนขั้นที่ 2 อายุ 10 ปี แล้วให้ถือว่าหมดหน้าที่รับราชการทหาร 

พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารนี้ ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการยกเลิกขนบไพร่ ประกาศใช้ในมณฑลนครศรีธรรมราช ปัตตานี สุราษฎร์ ภูเก็ตและเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2458 (สมัยรัชกาลที่ 6) ด้วยความที่ว่าการยกเลิกขนบไพร่เป็นการปลดทุกข์ของราษฎรทุกตำบลทั่วราชอาณาจักร จึงมีความเห็นว่าการยกเลิกขนบไพร่สำคัญยิ่งกว่าการยกเลิกขนบทาสเสียอีก เพราะราษฎรได้รับการส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจ มีเวลาทำมาหากินได้เต็มที่ และไม่มีใครรังเกียจเหมือนแต่ก่อน

เนื้อหาของบทความข้างต้น จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพประกอบ ท่านพุทธทาสภิกขุ รับรองว่ามีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทความแน่นอน

หรึ่งร้อยปีกว่ามาแล้วที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศหลุดพ้นจากความเป็นทาส แต่คงไม่มีใครจะคาดคิดว่า ความเป็นไท ที่ได้รับนั้นกลับสร้างปัญหาให้กับการดำรงชีวิตของประชาชนในบางส่วนที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมส่วนรวมได้ ผู้คนเหล่านั้นไม่อาจที่จะเข้าแข่งขันต่อสู้ดิ้นรนกับผู้คนในสังคมเมืองได้ เพราะยังมีความยึดมั่นอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิมที่อิงอยู่กับพระพุทธศาสนา ไม่แก่งกล้าบังอาจเข้าไปต่อสู้แย่งชิง เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความสุขอยู่กับการให้ ทั้งบุญ และทาน มีความนอบน้อม ถ่อมตน ยอมที่จะตกเป็นฝ่ายถูกเอาเปรียบโดยไม่ปริปาก และมีรอยยิ้มเสมอบนริมฝีปาก นี่คือสยามเมืองยิ้ม ที่เราคุ้นเคย

ส่วนหนึ่งของความอ่อนแอของประชาชนส่วนนี้เกิดขึ้นมาจากความเคยชินในการถูกดูแลจากระบบทาสของสังคมไทยโบราณ และเมื่อพ้นจากระบบทาสก็มาเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ ด้วยการเข้ามาเป็นลูกจ้าง คนงาน หรือลูกน้อง ผู้รับใช้แก่ผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีทรัพย์สิน ประชาชนเหล่านี้จึงพอใจกับสภาพของการถูกเลี้ยงดูตามสมควรแก่อัตภาพ และเมื่อระบอบนายทุนขยายตัวกว้างขึ้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาประชาชนเหล่านี้เข้ามาไว้ใช้งานในกิจการของตน ต่างคนจึงต้องพิจารณาหาวิธีดึงผู้คนเข้ามาด้วยแนวทางต่างๆ เช่น เพิ่มค่าจ้าง ค่าตอบแทน เพิ่มสวัสดิการดูแลความเป็นอยู่ เพิ่มคำรับรองในการดูแลไปถึงบุตรหลาน ก็ยิ่งทำให้ระบบอุปถัมภ์ในกลุ่มมั่นคงมากยิ่งขึ้น

และเมื่อนายทุนเหล่านี้ก้าวเข้ามาสู่ระบบการเมืองการปกครอง ประชาชนเหล่านี้ก็คือฐานเสียงที่สมบูรณ์โดยไม่ต้องแสวงหาเพิ่มเติม เพียงแต่จ่ายค่าตอบแทนให้เป็นครั้งคราวเท่านั้น ก็สามารถซื้อหาประชาชนเหล่านี้ไว้ได้ และเมื่อมีโอกาสก้าวหน้ามีตำแหน่งทางการเมือง ก็มีโอกาสที่จะให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนเหล่านี้โดยผ่านทางหน่วยงานของรัฐ โดยที่ตนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนเหล่านี้โดยไม่ต้องลงทุนแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถรักษาความนิยมเอาไว้ได้อย่างถาวร

กาลเวลาที่ผ่านไปเกือบร้อยปี ประชาชนส่วนมากในแผ่นดินพร้อมแล้วสำหรับการปกครองในแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

แต่นักการเมืองเืองกลับเป็นตัวฉุดรั้งให้ประชาชนส่วนหนึ่งจมลึกอยู่กับระบบทาส ระบบอุปถัมภ์ ไม่มีความจริงใจในการอาสาเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนในการรับใช้ประเทศ ทุกคนมุ่งหวังในตำแหน่งหน้าที่ในกระทรวง ทบวง กรมหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง  ทุกคนมุ่งหวังเข้าแย่งชิงผลประโยชน์จากเงินงบประมาณแผ่นดินโดยปราศจากความละอาย ทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายตนโดยไม่ฟังเสียงทัดทานคัดค้านจากประชาชน แม้ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่อย่างใด

นักการเมืองเหล่านี้ แม้จะมีฐานะเป็น คณะรัฐบาล ก็ยังสามารถประกาศไม่ยอมรับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไม่ลังเล และมีความกล้าพอที่จะแถลงเปลี่ยนแปลงว่ายอมรับเป็นบางข้อ เฉพาะในส่วนที่เกิดประโยชน์กับฝ่ายตนเท่านั้น  ในขณะที่ตนเองเดินหน้ากระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญโดยการพิจารณาร่างกฎหมายในแนวทางที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็นโดยไม่ยอมรับฟังเสียงทักท้วงของนักวิชาการหรือของประชาชน

นี่คือ การเลือกปฏิบัติ
นี่คือ ความไม่เที่ยงธรรม
นี่คือ ความไม่ถูกต้อง
และนี่คือ หายนะของบ้านเมือง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -