บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556


สังคมก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของคนหมู่มาก จากสังคมของครอบครัว ขยายตัวเข้าสู่สังคมของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ และสังคมโลกในท้ายสุด กฎหมายจึงก่อกำเนิดขึ้นเพื่อควบคุมผู้คนให้อยู่ภายในกรอบของการปฏิบัติตนให้สอดคล้องสัมพันธ์เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพือให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคม จากสังคมของครอบครัว จารีตประเพณีและวัฒนธรรม จะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่ควรปฏิบัติและสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ โดยอาศัยหลักธรรมเป็นพื้นฐานในการวางกรอบแนวทางการปฏิบัติไว้อย่างแยบยล ตั้งแต่ การให้ความเคารพต่อผู้เป็นบิดา มารดาและบุพการีที่สูงขึ้นไปตามลำดับชั้น รวมถึงผู้ใหญ่ที่มีอาวุโสกว่า การปฏิสัมพันธ์อื่นๆ ของผู้คนเป็นไปอย่างมีรูปแบบชัดเจนตามหลักของพระพุทธศาสนา เช่น ศีล 5 หรือหลักฆราวาสธรรม เป็นต้น

สังคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลายครอบครัวย่อมทำให้เกิดหลักปฏิบัติที่มากยิ่งขึ้น และต้องเป็นข้อห้ามหรือข้อปฏิบัติที่เกิดจากความตกลงกันของทุกครอบครัวว่าจะต้องยอมรับในข้อกำหนดเหล่านี้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่วางไว้ อีกทั้งต้องมีการกำหนดบทลงโทษกำกัยไว้อีกชั้นหนึ่งเพื่อความเด็ดขาด และจากสังคมระดับนี้จึงเริ่มปรากฎ "ระบบอุปถัมภ์" ขึ้นมาในสังคมไทย เพราะผู้นำที่ขาดความเที่ยงธรรมมักจะตัดสินความต่างๆ โดยไม่เที่ยงธรรม โดยมีความรู้สึกยึดติดอยู่กับญาติมิตรหรือผู้ที่มีความสนิทสนมหรือผู้ที่มีสามารถให้คุณให้โทษกับตน อันเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น

สังคมที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น นอกจากจะต้องเพิ่มมาตรการในการควบคุมกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ อีกมากมายแล้ว ยังจะต้องสรรหาผู้นำที่มีความเที่ยงธรรม ปกครองบังคับบัญชาสังคมด้วยหลักคุณธรรม ตัดสินข้อขัดแย้งในสังคมด้วยจิตใจที่มีความเป็นกลาง ยึดถึงหลักของ เหตุและผล บนความถูกต้องทางนิติธรรม มากกว่าหลักนิติรัฐ อันเนื่องจากหลักการต่างๆ ที่วางไว้แต่เดิมนั้นสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามพฤติการณ์ของมนุษย์ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลาตามวัฒนธรรมและอารยธรรมสมัยใหม่ สังคมในระดับประเทศ หากผู้บริหารปกครองประเทศขาดคุณธรรมและจริยธรรม ประชาชนภายในประเทศย่อมสับสน ขาดวินัยในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม ยากต่อการควบคุมดูแลของฝ่ายบ้านเมือง
การตรากฎหมายเพิ่มขึ้นมาบังคับใช้กลับไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แต่อย่างใด รังแต่จะไปเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้คนในสังคมให้มีแรงต้านมากยิ่งขึ้น เพราะมูลเหตุของความอึดอัดคับข้องใจของประชาชนนั้นเกิดจากบทบัญญัติของกฏหมายที่คอยบีบรัดความประพฤติและการปฏิบัติตนในทุกด้าน การออกกฎหมายใหม่มาตีกรอบให้แคบลงก็ยิ่งเป็นการเร่งปฏิกริยาต่อต้านจากภาคประชาชนให้ลุกฮือโหมเร็วมากขึ้นเช่นกัน 
โดยเฉพาะในกรณีที่สังคมนั้นขาดคุณธรรม จริยธรรม ผู้บริหารปกครองประเทศยึดระบบอุปถัมภ์บริหารประเทศไปด้วยจุดมุ่งหมายที่ซ่อนเร้น ปล่อยปละละเลยให้บรรดาผู้รับใช้แสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ตามอำเภอใจ มีการคอรัปชั่นในทุกโครงการที่รัฐเป็นผู้จัดทำ มีการแทรกแซงองค์กรอิสระต่างๆ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลย์การทำงานของรัฐ ให้การส่งเสริมสนับสนุนต่อผู้ที่กระทำความผิดอาญาอย่างชัดแจ้ง พยายามขัดขวางต่อต้านกระบวนการยุติธรรม ไม่ยอมรับฟังเสียงของประชาชนส่วนมากที่ทักท้วงด้วยเหตุผล และไม่ยอมรับในอำนาจของศาลที่ตัดสินคดีความไปตามหลักฐานพยานที่ปรากฎชัดเจน ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของประชาชนส่วนมากจนมีความเห็นร่วมกันว่าไม่สามารถที่จะยอมรับได้ 

สังคมนั้นก็คล้ายกับระเบิดเวลาลูกหนึ่งที่พร้อมจะระเบิดทำลายสังคมนั้นพินาศลงในวันเวลาหนึ่ง

ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลานั้น บรรดากฎหมายทั้งมวลที่มีอยู่ก็จะไม่สามารถนำมาอ้างอิงในการควบคุมประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากผู้บริหารประเทศขาดความชอบธรรมในความเป็นผู้ปกครองเสียแล้ว 

ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของผู้บริหารประเทศว่าจะตัดสินใจอย่างไร? 

จะแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง เพื่อประเทศชาติ? 

หรือจะเดินหน้านำพาประเทศไปสู่หายนะ 
เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวและบริวารรับใช้

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -