Breaking News
Loading...
วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556


ขออนุญาตย้อนกลับไปลากเอาความขัดข้องใจจากบทความก่อนหน้านี้มาทบทวนขยายความกันอีกซักนิดหน่อยเกี่ยวกับวิธีการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติว่า ไม่ควรจะใช้มติของที่ประชุมด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง มาเป็นบรรทัดฐานในการผ่านร่างกฎหมายแต่ละฉบับ แต่ควรจะใช้คะแนนเสียงไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจได้ว่า กฎหมายฉบับนั้นได้ผ่านการกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบแล้วในทุกด้าน ว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

และการพิจารณาเป็นไปด้วยสามัญสำนึกของสมาชิกรัฐสภาอย่างอิสระ ไม่ได้ถูกครอบงำด้วยวิธีการหรือกระบวนการอย่างหนึ่งอย่างใดจากพรรคการเมือง หรือจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง หรือจากอำนาจมืดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต อันเนื่องจากสมาชิกรัฐสภาถือว่าเป็นผู้ทรงเกียรติด้วยศักดิ์ศรีของตำแหน่งที่ได้รับมาจากประชาชนโดยตรงตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในมาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ว่า

"สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"

กาลเวลาที่ผ่านมาหลายปีของการเมืองไทย ไม่เคยทำให้ประชาชนยอมรับได้โดยสนิทใจว่า สมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่มีส่วนในการผลักดันกฎหมายต่างๆ ออกมาบังคับใช้กับประชาชนและสังคมไทยได้ปฏิบัติตนตามมาตรา 122 นี้อย่างจริงใจและซื่อสัตย์ต่อความไว้วางใจของประชาชน เพราะไม่ว่าจะมีการเสนอร่างกฎหมายใดๆ ออกมาก็จะต้องมีการอ้างเหตุผลถึงความจำเป็นอันเนื่องมาจากภาวะการณ์ทาง เศรษฐกิจ ทางสังคม แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะอ้างถึงเรื่องปากท้องหรือชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และกฎหมายส่วนมากในระยะหลังๆ จะมุ่งเน้นไปที่ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจในภาพรวมหรือทางด้านอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของกลุ่มนายทุนโดยเฉพาะเท่านั้น

และในขณะเดียวกันกลับมีการยกร่างกฎหมายบางฉบับออกมากีดกันขัดขวาง สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาค ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทำให้ต้องเผชิญกับข้อจำกัด อุปสรรคในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อแสวงหา สิทธิ เสรีภาพ ให้กับตนเองในทุกๆ ด้าน เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคมอันเนื่องมาจากผู้ที่ทำหน้าที่รักษากฎหมายปฏิบัติตนไปตามความต้องการของนักการเมือง มากกว่าที่จะยึดถือตามตัวบทกฎหมาย ทำให้สังคมไทยต้องทนรับรู้พบเห็นกับระบบกฎหมาย "สองมาตรฐาน" อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

การกลั่นกรองกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศควรจะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องมีขึ้น และพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทุกแง่ทุกมุม ควรจะได้รับการ "วิพากษ์" "วิจารณ์" "เสนอแนะ" "โต้แย้ง" จากนักวิชาการ จากประชาชน ควรจะได้มีการรับฟังในทุกด้านอย่างละเอียดและนำไปถกเถียงเพื่อหาข้อยุติในที่ประชุมของรัฐสภา อย่างมีอิสระทางความคิดเห็นไม่ตกอยู่ภายใต้กรอบแนวคิดของพรรคการเมือง หรืออยู่ภายใต้การชี้นำของผู้หนึ่งผู้ใด

หากเป็นไปได้ กฎหมายที่สมบูรณ์ควรจะผ่านมติที่เป็นเอกฉันท์ของที่ประชุม ผู้ที่คัดค้านต้องยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่ายว่าสามารถรับฟังได้หรือไม่? มีข้อขัดแย้งในแง่มุมใด? ที่สามารถจะนำมาหักล้างได้หรือไม่? นั่นจึงสมควรเป็นวิธีการที่เหมาะสม เพราะเป็นที่หลับตาก็รับรู้ได้ว่า "คะแนนเสียงของรัฐบาล" นั้นยอมมากกว่ากึ่งหนึ่งอยู่แล้ว โหวตเมื่อใดก็ต้องชนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระปานใดก็ตาม

นี่คือ "ระบอบเผด็จการรัฐสภา"

หากรัฐบาลประกอบขึ้นมาจากผู้มีอำนาจทางการเมือง และกลุ่มนายทุน ย่อมเชื่อมั่นได้ว่า กฎหมายทุกฉบับต้องเอนเอียงไปทางด้านของผลประโยชน์สำหรับคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจในทางการเมืองและธุรกิจของกลุ่มนายทุนเท่านั้น หากประชาชนจะได้รับผลประโยชน์บ้างก็น่าจะมีมาในรูปแบบของ "โครงการเอื้ออาทร" ที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้คุณค่า โดยไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะสมบัติอื่นๆ ของแผ่นดิน แทนที่จะนำเงินเหล่านี้มาบำรุง ถนนหนทาง การคมนาคมขนส่ง หรือสภาวะในการดำรงชีพของประชาชนในแบบปกติ ไม่ใช่โหมกระตุ้นเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่คนทั้งประเทศไม่มีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อครั้งแล้วครั้งเล่าตามที่รัฐบาลต้องการ

ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยถูกขยายให้กว้างออกจากกันอย่างรวดเร็ว
คนรวยจำนวนเพียงไม่กี่คนในบ้านเมือง พร้อมที่จะลำเลียงทรัพย์สินเงินทองซึ่งงอกเงยมาจากการกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของชาติออกไปเสวยสุขที่ต่างประเทศทุกวินาที
และคนจนที่มีมากมายมหาศาลกลับพร้อมที่จะอดตายไปโดยไม่ต่อสู้ดิ้นรน บางส่วนกลับเพียรพยายามเกาะแข้งเกาะขานายทุนหวังเอาตัวรอดไปวันๆ โดยไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี

มนุษย์ยังคงมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ขึ้นอยู่กับรากฐานของการเลี้ยงดูจากบุพการี
ขึ้นอยู่กับรากเหง้าของแก่นแท้จากการศึกษาเรียนรู้
ขึ้นอยู่กับ "ธรรมะ" ของแต่ละบุคคล
และ ขึ้นอยู่กับ "สันดาน" ที่แท้จริงของแต่ละบุคคล