Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


ภาพนี้ดึงออกมาจากอินเตอร์เน็ตเพื่อให้คนรุ่นเก่าๆ ได้ย้อนกลับไปในอดีต ได้ยินเสียงผู้คนโห่ร้องอื้ออึง ได้ะลึกถึงสภาพความวุ่นวายที่เกิดขึนในบ้านเมือง และผลร้ายทีติดตามมาอีกนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อ การพลัดพรากจากคนที่รัก ความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สินของแผ่นดินและของส่วนบุคคล

ทั้งนี้ เหตุเกิดมาจากผู้คนเพียงไม่กี่คน ที่มัวเมาหลงไหลในอำนาจ 
ซึ่งหมายความรวมไปถึงเหล่าข้าทาสบริวารที่คอยติดตามอยู่ด้วย
แม้จะมีทรัพย์สินมากมายเพียงใดก็ไม่รู้จักคำว่าพอเพียง 
แม้จะมีอำนาจหน้าที่สูงส่งเพียงใดก็ไม่รู้จักคำว่าพอเพียง

"ตัณหา" เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
ความพยายามที่จะไปจนถึงที่สุด ย่อมเกิดมาจากความไร้เหตุผล
ไม่สามารถบอกเล่าผู้อื่นให้รับรู้ได้ว่า ตนเองต้องการอะไร?

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้เฉพาะเหตการณ์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำในความเป็นจริง ด้วยเหตุผลที่สามารถพิสูจน์และตรวจสอบได้ว่า มาจากสาเหตุใด?
แต่บุคคลหลายคนในประวัติศาสตร์ยังคงเป็นหัวข้อในการพิสูจน์หาความจริงในแง่ของจิตวิทยาว่า เหตุใดบุคคลผู้นั้นจึงกระทำการเช่นนั้น

แน่นอนว่าบุคคลผู้นั้นย่อมมีความบกพร่องทางจิตอย่างแน่นอน
แต่สามารถกลบเกลื่อนไว้ด้วยยการแสดงออกถึงลักษณะในความเป็นผู้นำอย่างแนบเนียน มีแนวความคิดที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับหลายคนในสังคม และในขณะเดียวกันก็จะสร้างความคลางแคลงใจให้กับหลายคนในสังคมเช่นกัน

เหมือนกับที่การเมืองไทยเราเป็นอยู่
และก็จะยังคงเป็นอยู่ต่อไปอีกนานแสนนาน

แม้ว่าประเทศเราอาจจะมีประชาชนที่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น หรือ ป.4 ไม่ถึงครึ่งประเทศในช่วงปี พ.ศ.2475 ทำให้ผู้นำประเทศสามารถนำไปกล่าวอ้างถึงอำนาจอธิปไตยว่า แม้จะเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษาจึงอาจต้องใช้เวลานานนับสิบปีในการมอบอำนาจให้กับประชาชนโดยสมบูรณ์ ดังนั้นช่วงเวลาต่อจากนี้ไปเป็นการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของ "คณะราษฎร" ในนามของประชาชนชาวไทย จนกว่าจะถึงวันที่ประชาชน "พร้อม"

นั่นคือเหตุผลของเผด็จการทางการเมืองเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยนี่เอง และเผด็จการก็อยู่คู่กับประเทศเรามาโดยตลอด โดยมีการเปลี่ยนแปลงในบางครั้งว่า เป็นเผด็จการทหาร หรือ เผด็จการทางการเมือง สลับผลัดเปลี่ยนกันไปมา

โดยปกติในระบอบประชาธิปไตย จะมีการถ่วงดุลย์กันระหว่าง
  1. อำนาจบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี 
  2. อำนาจนิติบัญญัติ โดยระบบรัฐสภา 
  3. และอำนาจตุลาการ โดยระบบศาล 

แต่หากมองการเมืองในวันนี้จะเห็นได้ว่า สภานิติบัญญัติ กลับเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารอย่างสมบูรณ์ และในขณะเดียวกัน ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มก็มีความพยายามที่จะล้มระบบตุลาการลงเสีย เพื่อให้อำนาจการถ่วงดุลย์ที่มีอยู่นั้นสูญสิ้นไป

เพื่อเปิดโอกาสให้ตนและพวกพ้องได้มีโอกาสในการแก้ไขกฎหมาย กอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติ และสูบเลือดเนื้อของประชาชนให้เหือดแห้งไปโดยเร็ว

และคนพวกนี้กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกณะ
ตามความเติบโตของสังคมที่เจริญทางด้านวัตถุเพียงด้านเดียว