บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556


พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 ซึ่งผ่านกระบวนการตราพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 116 ตอนที่ 128 ก. ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2542

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรให้มี กฎหมายที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐเมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะของรัฐวิสาหกิจจากรูป แบบเดิมที่เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐตามที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นให้เป็นรูปแบบบริษัท จำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด แต่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทหนึ่งโดยมีการเปลี่ยนทุน จากรัฐวิสาหกิจเดิมเป็นทุนของบริษัทที่รัฐถือหุ้นทั้งหมด และยังคงให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดิม รวมทั้งให้พนักงานมีฐานะเป็นเช่นเดียวกับที่เคยเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้เกิด ความคล่องตัวในการดำเนินกิจการและเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นองค์กร ธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบให้กระทำได้โดยสะดวก เมื่อได้มีการเตรียมการในรายละเอียดเกี่ยวกับแปรรูปรัฐวิสาหกิจเรียบร้อยแล้ว โดยการกระจายหุ้นที่รัฐถือไว้ให้แก่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วน ร่วมในการลงทุนและการบริหารจัดการในกิจการที่รัฐวิสาหกิจเดิมดำเนินการอยู่ได้ต่อไปใน อนาคต จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้


มีประชาชนจำนวนมากวิเคราะห์วิจารณ์ว่า พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ คือการนำสมบัติของแผ่นดินและของประชาชนทั้งชาติไป 'ขายกิน' กันในหมู่พวกพ้องและบริษัทข้ามชาติ จึงเป็นการปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน หรือขายชาติ ขายแผ่นดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ซึ่งปรากฎภาพให้เห็นในการเปิดขายหุ้นที่ประชาชนได้รับรู้กันทั่วไปว่าเป็นมหัศจรรย์ทางการตลาดแบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนในแผ่นดิน เพราะการป่าวประกาศให้ผู้คนเข้ามาร่วมลงทุนนั้นไม่ได้เกิดผลประโยชน์กับประชาชนทั่วไปเลยแม้แต่น้อย เพราะบรรดานายทุนและพวกพ้องนักการเมืองพากันมากวาดต้อนผลประโยชน์ที่พึงมีไว้ในกำมืออย่างไม่ขาดตกหลุดร่วง

มาตรา 4 ใน พ.ร.บ.นี้ระบุว่า 'ในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะนำทุนบางส่วน หรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจใด มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้น ในรูปแบบของบริษัทให้กระทำได้ตาม พ.ร.บ.นี้' มาตรานี้ให้อำนาจคณะกรรมการจำนวน 15 คน มีอำนาจนำทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของแผ่นดิน หรือของประชาชน ไปขายได้ตามชอบใจ โดยมีมาตรา 22 มารองรับว่า 'เมื่อมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว ให้การดำเนินกิจการของบริษัท เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ กฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชน' ซึ่งหมายความว่าใครจะเข้ามาซื้อหุ้นก็ได้ และเมื่อคุมเสียงข้างมากได้ก็สามารถลดทุน หรือถอนทุน หรือจ่ายเงินปันผลไห้มากตามชอบใจได้ 

มาตรา 7 ระบุว่า 'การตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดย ครม.ให้แต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคล' มาตรานี้แสดงถึงความไม่โปร่งใสอย่างเจตนา เพราะไม่มีกฎหมายระบุถึงกระบวนการสรรหา คัดเลือก ที่ประชาชน นักวิชาการ วุฒิสภา หรือสภาทนายความ และองค์กรอิสระมีส่วนร่วม สามารถกวาดต้อนเอาบรรดาลิ่วล้อสมัครพรรคพวกที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนมาเป็นกรรมการได้ถึง 6 คนจาก 15 คน

มาตรา 13 กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 'เสนอความเห็นต่อ ครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการและแนวทางให้ดำเนินการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดของรัฐวิสาหกิจ มาเปลี่ยนสภาพเป็นหุ้นในรูปแบบของบริษัท' สมบัติของคนทั้งชาติทำไมจึงไม่ให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสิน และให้ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อน หรือให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบก่อน แต่มอบอำนาจให้คนเพียง 15 คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งเป็นคนตัดสิน 

มาตรา 24  ระบุว่า 'ให้บรรดากิจการ สิทธิ หนี้ ความรับผิด และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจโอนไปเป็นของบริษัท' 'ในกรณีหนี้ที่โอนไปเป็นของบริษัท เป็นหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันอยู่แล้ว ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันหนี้ต่อไป' 'สิทธิตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงสิทธิตามสัญญาเช่าที่ดินที่เป็นที่ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ที่รัฐวิสาหกิจมีอยู่ในวันจดทะเบียนบริษัทนั้นด้วย' 'ส่วนสิทธิในการใช้ราชพัสดุหรือสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่รัฐวิสาหกิจเคยมีอยู่ตามกฎหมายที่ราชพัสดุหรือกฎหมายอื่น ให้บริษัทมีสิทธิในการใช้ที่นั้นต่อไปตามเงื่อนไขเดิม' 

มาตรานี้คือการให้อภิสิทธิ์ หรือสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้ใช้อำนาจรัฐอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษ และบางกิจการเป็นเรื่องของสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ไปให้กับเอกชนหรือบริษัทข้ามชาติอย่างให้เปล่า แต่ประชาชนกลับต้องมารับภาระ คือ กระทรวงการคลังก็ยังต้องค้ำประกันหนี้ต่อไป  มาตรา 26 ก็เช่นกันมีการให้สิทธิพิเศษต่อบริษัทที่แปรรูปเป็นของเอกชนโดยระบุว่า 'กฎหมายอื่นมีบทบัญญัติให้อำนาจรัฐวิสาหกิจดำเนินการใดๆ ต่อบุคคล ทรัพย์สิน หรือสิทธิของบุคคล หรือมีบทบัญญัติให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจนั้นได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการใด หรือได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องใด หรือมีบทบัญญัติให้สิทธิพิเศษแก่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นกรณีเฉพาะ หรือมีบทบัญญัติคุ้มครองกิจการ พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลใช้บังคับต่อไป'

รัฐวิสาหกิจ ถือว่าเป็นกิจการของรัฐ เป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณประโยชน์ เกี่ยวพันกับสถานะความเป็นอยู่ของประชาชน และมีจุดประสงค์เพื่อการให้บริการประชาชน แต่กลับคงสิทธินี้ไว้ให้กับเอกชนต่อไปเมื่อแปรรูปไปแล้วเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจในการหากำไรสูงสุด มิใช่เพื่อการบริการอีกต่อไป 

รัฐวิสาหกิจไทยมีทั้งสิ้น 72 แห่ง ตามตัวเลขของสำนักรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ กรมบัญชีกลาง มีทรัพย์สินทั้งสิ้นในปี พ.ศ. 2540 มีมูลค่าสี่ล้านล้านเจ็ดหมื่นสองพันหกร้อยสิบเก้าบาท เท่ากับงบประมาณแผ่นดิน 4 ปี หรือรายได้จากการส่งออกประมาณ 3 ปี และน้อยกว่าจีดีพีเพียง 1 ล้านล้านบาท รัฐวิสาหกิจทั้งหมดนี้มีเงินทุนทั้งสิ้น 825,956 บาท หรือเกือบเท่างบประมาณแผ่นดินใน 1 ปี รัฐวิสาหกิจทั้งหมดนี้นำรายได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง ณ วันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นเงิน 67,569 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8 ของงบประมาณแผ่นดิน และว่าจ้างงานถึง 305,893 คน


อยากจะรู้ว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รองลงมาจากกระทรวงการคลังก็ไม่ยาก รู้ๆ กันอยู่แล้วว่า "มัน" คือใคร ต่อให้ใส่ชื่อขอทานลงมาแทนก็ต้องเดาออกล่ะ เพราะคนมีชื่อไม่จำเป็นต้องมีสมองก็รวยได้

มันก็น่าแปลกนะที่รัฐวิสาหกิจไทยขาดทุนไปหมดทุกประเภท เพราะปัญหาการโกงกินของบรรดาผู้บริหารและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แทนที่จะกำจัดคนพวกนั้นเสียให้สิ้นซาก แต่ผู้บริหารประเทศกลับแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมายแบ่งผลประโยชน์ไปให้นักการเมือง นายทุนและคนต่างชาติให้เข้ามามาช่วยกอบโกยแทน เป็นการแก้ปัญหาของหมาป่าอย่างแท้จริง

เหมือนมองไม่เห็นหัวประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ

อำนาจของประชาชนที่หยิบยื่นใส่ในมือ เปรียบเสมือนดาบที่กำลังเชือดเฉือนคอของประชาชนเองปล่อยให้เลือดไหลรินออกไปจนกว่าจะเหือดแห้งหมดร่าง หรือทรัพยากรของประเทศถูกสูบจนเหลือเพียงซากของแผ่นดิน เพื่อสังเวยความโง่ของตนเอง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -