บทความยอดนิยม

Archive for มิถุนายน 2012

80 ปีจาก 2475

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

หากจะ "คิดว่า" ประเทศไทยเรามีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 และประชาชนทั่วประเทศ "เห็นด้วย" กับ "วิธีการ" ของคณะราษฎร ก็คงจะเป็นความคิดที่ผิดไปชั่วนิรันดร์ ตามเจตนารมณ์ของผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะมูลเหตุที่แท้จริงยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนพากันหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงตราบชั่วฟ้าดินสลาย
ในการเริ่มต้นการปกครองในระบอบที่ทันสมัยเหมือนกับอารยะประเทศทั้งปวง (ซึ่งส่วนมากจะเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยหลักการแสวงหาผลประโยชน์จากประเทศด้อยพัฒนา ด้วยวิธีการกดขี่ ข่มเหง ทั้งจากการยึดครองแบบป่าเถื่อนในแนวทางเดิมหรือแทรกซึมเข้าสู่ระบบราชการของประเทศนั้น และปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาเป็นการรุกรานทางเศรษฐกิจด้วยระบอบทุนนิยม) นำพาผู้คนระดับแกนนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิด "ขอย้ำว่าเป็นความขัดแย้งของแกนนำ" ความวุ่นวาย สับสน ของกระบวนการทางการเมืองเกิดขึ้นเพราะการแย่งชิงอำนาจในการบริหารประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ "แต่เป็นเพราะแต่ละกลุ่มต่างมุ่งหวังแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง" 80 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงยังไม่ได้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ตามที่ผู้คนมุ่งหวัง

ปัญหาของบ้านเมืองรุมเร้าหนักหนาสาหัสขึ้นทุกวินาทีจากปัญหา
  • บ้านเมืองมีแต่ความขัดแย้งของกลุ่มคนที่ถูกปลุกเร้าขึ้นมาด้วยวิธีการต่างๆ โดยผู้ชี้นำไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะติดตามมา
  • การคอรัปชั่นของข้าราชการทั้ง ข้าราชการประจำและข้าราชการการเมือง เกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น มีบุคคลเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น "ด้วยความยินยอมของประชาชน"
  • การโยกย้ายตัวของกลุ่มทุนจากแหล่งต่างๆ จากเดิมที่เพียงแต่ให้การสนับสนุนนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ปรับเปลี่ยนเป็นการเข้ามาแฝงตัวอยู่ในกลุ่มการเมืองโดยสมบูรณ์และมีส่วนในการอาศัยอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการดำเนินการทางธุรกิจของกลุ่มตนและพวกพ้อง
  • การขาดเอกภาพในการทำงานตามตำแหน่งหน้าที่ของข้าราชการประจำ ที่ถูกกำหนดบทบาทและควบคุมการตัดสินใจทุกอย่างโดยข้าราชารการเมือง
  • ฯลฯ
80 ปีที่ผ่านมาจึงมีเพียงแต่ "หลักการ" และประชาชนยังคงต้อง "รอคอย" อำนาจที่ฝากไว้กับมือของผู้บริหารปกครองประเทศว่าจะมีส่วนใดที่ดำเนินการไปแล้ว เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนบ้าง หรือจะยังคงมีสภาพเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นก่อน วันที่ 24 มิถุนายน 2475

เสียงกลองศึก ?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์


ช่วงเวลายามเช้าของทุกวัน สภาพอากาศโดยทั่วไปจะเย็นสบายมีลมพัดมาเอื่อยๆ น่าเดินจิบกาแฟดูวิวทิวทัศน์ของบ้าน แต่ยามใดที่พลาดพลั้งไปเปิดโทรทัศน์แล้วก็คาดหวังว่าจะพบห็นสาระบางอย่างที่อาจจะเกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมบ้าง
แต่ก็พบกับข่าวการเมือง ซึ่งทุกครั้งมักจะกัดฟันทนดูพฤติกรรมและทนฟังวาจาที่ก้าวร้าว กักขฬะ สามหาวได้ไม่เกินสองอึดใจ ต้องรีบปืดเครื่องก่อนที่จะสติแตกทุบจอโทรทัศน์แตกพินาศไปซะ เพราะหลักสำคัญในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติกลับตกไปอยู่ในคำบงการของใครคนใดคนหนึ่งที่มีจุดมุ่งหมายไว้แน่ชัด แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง โดยการกล่าวอ้างถึงเสียงสนับสนุนของประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง(ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในเรื่องนี้) และเพิกเฉยต่อเสียงของประชาชนที่เหลืออยู่อีกมากมายโดยลืมนึกย้อนไปถึงสมัยการเลือกตั้งในอดีต ที่ผู้สมัครของตนแม้ไม่มีคู่แข่งแต่ก็ไม่สามารถทะลุข้อจำกัดเรื่องคะแนนเสียง 20 เปอร์เซนต์ไปได้
บางครั้งเมื่อเปิดโทรทัศน์ก็ไปเจอรายการที่ให้ดาราไทยมาสอนวิธีทำกับข้าวให้ดู ปั๊ดโธ่ คนที่มีปัญญาแค่หาโทรทัศน์มาไว้ที่บ้านน่ะเค้าอยากจะหาอะไรที่ดูมีสาระมากกว่านี้อีกมากนัก เพราะไอ้เรื่องกับข้าวน่ะเค้าแค่ทอดไข่ หรือทอดปลาทู หรือเปิดปลากระป๋องก็กินกับข้าวได้แล้ว ไม่มีปัญญาจะไปสรรหาอาหารดีเลิศอะไรนักหรอก พอๆ กันกับรายการที่เอาผู้หญิงมาคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋งเรื่องดาราคนโน้นกำลังทำอะไร พูดอะไร แล้วก็โฆษณาละครน้ำเน่าของตนว่าดีเลิศประเสริฐศรี ตื่นเต้น สยองขวัญ ประเทืองปัญญา น่ารักน่าเอ็นดู เฮ้อ โลกหนอโลก ทำไมต้องมาชี้นำให้คนเราต้องไปใส่ใจในเรื่องของชาวบ้านกันนักนะ ภาษาชาวบ้านสมัยก่อน เค้าเรียกว่า สอดรู้สอดเห็นครับ

บางครั้งก็พบเจอกับรายการกีฬายอดนิยมที่ไม่รู้ว่าจะมีใครมาเปิดดูซักกี่คน ก็กอล์ฟไงครับ ขยันถ่ายทอดกันเสียจริงทั้งๆ ที่รู้ว่าประชาชนทั้งประเทศมาเปิดดูไม่ถึง 2 เปอร์เซนต์ด้วยซ้ำไป กีฬาหลายประเภทจะมีผู้สนใจเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ที่มีมากที่สุดก็น่าจะเป็นฟุตบอลหรือมวย แต่ขอประทานโทษครับ กีฬาทั้งสองประเภทนี้ไม่สมควรที่จะเรียกว่ากีฬาหรอกครับ ควรนับเป็นแหล่งการพนันที่ใหญ่ที่สุดได้แล้ว โดยเฉพาะการถ่ายทอดมวยไทยนั้น มีผู้คนพากันหมดสิ้นเนื้อประดาตัวกันมามากต่อมาก แต่อย่ามาถามผมว่าคนไหน? ควรจะถามมาตั้งแต่ตัวนักมวยโน่นแหละที่ก้าวเดินหนีจากท้องนามาแต่เล็กแต่น้อย ยอมทุกอย่างเพียงเพื่อที่จะมีโอกาสได้มีชื่อเสียง โดยไม่แยแสว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบขนาดไหน
ท้อถอยใจกับการเมือง
เหนื่อยหน่ายกับระบอบทุนนิยม
สับสนกับระบบราชการของประเทศ
กลัดกลุ้มกับความต้องการของประชาชน

อาหารเพียงหนึ่งจานสามารถทำให้คนทุกคนอิ่มได้เท่าเทียมกัน
ไม่ว่าอาหารจานนั้นจะมีราคาสักเท่าไหร่?
ความแตกต่างอยู่ที่รสชาติ
สำคัญนักหรือ?

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -