บทความยอดนิยม

Archive for พฤษภาคม 2012

ความหวังและตัณหา ?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

 ภาพประกอบไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนหรอก
ก็ไม่ได้เห็นว่ามันแปลกอะไรถ้าจะเอารูปหลานมาลงไว้

การที่จะได้มีโอกาสใช้ชีวิตกับลมหายใจที่เหลืออยู่อย่างเรียบง่าย สุขสงบ และสันโดษ ผ่อนคลายอารมณ์ให้ปราศจากความกังวล ความทะยานอยากทั้งหลายทั้งปวง คือความหวังที่มี เป็นเส้นทางของการพ้นทุกข์ตามวิถีธรรมชาติ
• โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพย์สินในการบริจาคเพื่อสร้างถาวรวัตถุนานาประการ เพียงเพื่อรักษาสถานภาพความคงอยู่ของตัวตนให้โดดเด่นไว้ในสังคมตลอดไป และบางครั้งยังคาดหวังไปถึงชาติหน้า(ถ้ามี)
• โดยไม่ต้องดิ้นรน แก่งแย่งชิงดี ไขว่คว้า กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์จากแหล่งทรัพยากรต่างๆ ของแผ่นดิน หรือของผู้อื่นมาเป็นของตน ด้วยวิธีการต่างๆ อย่างปราศจากจุดสิ้นสุด
• โดยไม่ต้องสวมหน้ากากหลากหลายชั้น อำพรางใบหน้าและปิดบังตัวตนหรือเพื่อปกปิดใบหน้าอันแท้จริง ที่แสดงออกถึงความรู้สึกภายในจิตใจที่มีต่อผู้อื่นและสังคม
• โดยไม่ต้องเสแสร้ง อวดอ้างความสำเร็จในผลงาน แสดงตนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ(ที่ไม่เคยมี) ในการแสดงออกต่อสังคมด้วยฐานะที่ได้รับมาจากตำแหน่งหน้าที่ จากอำนาจบารมีในสังคม ทั้งที่ความสำเร็จทั้งหลายนั้น เกิดจากความรู้ความสามารถของผู้อื่น
• ฯลฯ

สังคมโดยรวมของโลกฉุดรั้งผู้คนจมดิ่งลงสู่เส้นทางของระบอบนายทุนโดยสมบูรณ์อย่างช้าๆ แต่มั่นคงโดยอาศัยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการชักจูงผู้คนให้คล้อยตาม ด้วยความร่วมมือของกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทอย่างสูงในสังคม
• ด้วยการคุกคาม ข่มขู่ของผู้มีอำนาจทางทหาร
• ด้วยการชี้นำด้วยวาทะของผู้บริหารปกครอง
• ด้วยการออกกฎหมายมาบังคับใช้กับผู้คนในสังคมโดยนักการเมือง
• ด้วยการกำหนดคุณค่าของสินค้าและปัจจัยในการผลิตโดยนักธุรกิจ
• ด้วยการสร้างมวลชนมาเป็นพลังหนุนในการดำเนินการ
• ด้วยการปลูกฝังแนวความคิดในการแข่งขันให้กับเยาวชน
• ฯลฯ

สังคมโลกปลูกสร้าง ชักจูงคนรุ่นใหม่ให้ก้าวเข้ามาในเส้นทางของระบบเศรษฐกิจตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา กำหนดแนวทางการใช้ชีวิตให้อยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวก การแข่งขันเพื่อเอาตัวตนให้อยู่รอดได้ในสังคม ชี้นำให้เห็นถึงความสำเร็จที่จะได้รับจากการเอาเปรียบผู้อื่น สร้างสังคมที่มีการกอบโกยผลประโยชน์อย่างเป็นระบบตามลำดับชั้นจากฐานะทางสังคม จากตำแหน่งหน้าที่

ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงพุทธศาสนาที่ควรจะละวางจากสิ่งเหล่านี้ กลับอุดมไปด้วยการแข่งขันเพื่อสร้างสมที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ขยายขอบเขตสาขาออกไป โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออบรมสั่งสอนผู้คนให้ละเว้นจากความชั่ว กระทำแต่ความดี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่กลับมุ่งเน้นไปที่การบริจาคที่ดิน ทรัพย์สินเงินทองเพื่อเส้นทางไปสู่ชีวิตที่เป็นสุข อิ่มเอิบไปด้วยบุญบารมี อิ่มเอมไปด้วยอาหาร และมีชีวิตที่รุ่งโรจน์หลังความตาย สาธุ!!!!!

ตัณหา คือความทะยานอยาก คำสอนเช่นนี้คือการสอนให้ผู้คนเกิดตัณหา
ปลุกเร้าผู้คนให้มีความทะยานอยากที่จะมีความสุข...เมื่อตายไปแล้ว
ไม่ได้สอนให้ผู้คนแสวงหาความสุข...เมื่อยังมีลมหายใจอยู่

สัมพันธ์กับคำสอนของสังคมโลก
ที่ชี้นำผู้คนให้ต่อสู้ แข่งขัน กอบโกย แสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่รู้จักคำว่าพอ โดยไม่ใยดีแม้แต่น้อยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับทรัพย์สินเหล่านั้น...เมื่อตายไปแล้ว
ทำไม ? สถาบันครอบครัวถึงไม่ได้อบรมบ่มนิสัยของผู้คนในครอบครัวของตนให้รู้จักกับพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มีเหตุผล มีความเอื้ออาทรผู้อื่นอย่างจริงใจ เคารพต่อภูมิปัญยาท้องถิ่น 
ทำไม ? สถาบันการศึกษาในวันนี้ถึงไม่ได้สร้างเสริมสามัญสำนึกของผู้คนให้รู้จักการแยกแยะ การใช้เหตุผล มากกว่าการสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตบนกระดาษเช่นทุกวันนี้ 
ทำไม ? สถาบันชาติ จึงสร้างนักการเมืองที่มีแต่การแข่งขันด้วยวิธีการอันเลวร้ายหลากหลายแนวทาง เพียงเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายของตัวเองเท่านั้น โดยไม่สนใจใยดีว่าผลที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดปัญหาหรือความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างไรบ้าง 

ทำไม ? คนเลวเหล่านี้ยังคงยืนอยู่ได้อย่างยิ่งใหญ่ในแผ่นดินที่คนมากกว่าค่อนประเทศยังคงถูกเหยียบย่ำกดขี่
คำตอบ !!!! เพราะในสังคมเรามีสุนัขรับใช้อยู่มากมาย
มากกว่าสุนัขจรจัดตามท้องถนนเสียด้วยซ้ำไป

อำนาจของประชาชน?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยดังเช่นทุกวันนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดมาอย่างกระทันหัน เหมือนกับไม่ได้ตั้งใจ และเหตุผลที่คณะราษฏรนำมากล่าวอ้างเพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการกระทำนั้นค่อนข้างจะเลื่อนลอย แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือการกล่าวอ้างถึง อำนาจในการปกครองประเทศที่แท้จริงว่าเป็นของประชาชน ซึ่งเป็นคำกล่าวมาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยในทุกประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การฉ้อฉล กดขี่ขูดรีดและข่มเหงประชาชนนั้น ไม่ได้เกิดจากสถาบันกษัตริย์โดยตรงแต่เกิดมาจากชนชั้นขุนนางที่มีหน้าที่ปกครองทั้งในระดับสูงและระดับกลาง เนื่องจากมีภารกิจหน้าที่ในการปฏิบัติงานโดยใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน 24 มิถุนายน 2475 จึงเกิดขึ้นมาจาก ขุนนางและนักวิชาการหัวก้าวหน้าเพีียงไม่กี่คนที่ริเริ่มก่อการขึ้นมาโดยกล่าวอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชนทั้งแผ่นดินที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับระบอบการปกครองของบ้านเมือง ประชาชนทุกคนอยากจะได้รับ สิทธิ และโอกาสในการมีส่วนร่วมเพื่อบริหารปกครองบ้านเมืองผ่านทางระบบรัฐสภา
เป็นที่น่าเศร้าที่ว่า แนวความคิดเช่นนี้ยังคงเป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ของประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน เพราะอำนาจในการปกครองถูกเปลี่ยนถ่ายจากเผด็จการทหาร ไปสู่เผด็จการรัฐสภา บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นายทุน นักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพลในทุกภูมิภาคทั่วประเทศเปลี่ยนร่างกลายเป็นนักการเมืองหลั่งไหลเข้าไปสู่รัฐสภาด้วยวิถีทางที่ชอบธรรมผ่านทางระบบเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยเสียงของประชาชนและบริหารปกครองประเทศโดยยึดถือแนวความคิดในเรื่องการแสวงหาหรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนและพวกพ้องเป็นสำคััญ 
นกกระสาย่อมมองหาอาหารมากกว่าที่จะสร้างสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในสังคม
ประชาชนยังคงนั่งจ้องมองภาพการประชุมรัฐสภาด้วยความสับสน งุนงง สงสัย
ประชาชนยังคงติดตามเสพข่าวสารที่ได้รับจากสื่อต่างๆ อย่างว้าวุ่น หลงทางไปตามกระแสข่าวโดยไม่อาจแบ่งแยกได้ว่า อะไรคือความจริง ?
นักการเมืองยังคงมองประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการแสวงหาผลประโยชน์
ประชาชนยังคงต้องการเพียงเศษเสี้ยวของผลประโยชน์โดยไม่ใยดีต่อการสวาปามอย่างมูมมามของผู้บริหารปกครอง
ประชาชนยังคงต้องการเพียงคำว่า ยังมีหวัง เท่านั้นเอง

แม้ว่าความหวังนั้นจะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต



- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -