บทความยอดนิยม

Archive for เมษายน 2012

สุนัขรับใช้

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้นั่งทอดอารมณ์เล่นอยู่ก็มีเพื่อนโทรศัพท์เข้ามาหาไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ จากการพูดคุยทำให้รับรู้ว่าเพื่อนเรายังคงรับราชการทหารอยู่และก็เป็นทหารเหล่าช่าง คนที่ไม่คุ้นเคยแวดวงของทหารอาชีพเมื่อพูดถึงทหารช่างก็คงต้องนึกไปถึงทหารที่ขับรถไถ รถเกรด รถแทรคเตอร์ รถบรรทุกดิน สร้างถนนหนทาง หรือก้มหน้าก้มตาทำสะพานข้ามคลองให้ชาวบ้าน หรือขับรถขับเรือบริการชาวบ้านคราวน้ำท่วม

แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว ทหารช่างนั้นถือได้ว่าเป็นหน่วยทหารที่มีความสำคัญในการรบเป็นอย่างมาก และก็มีภารกิจหน้าที่ที่ครอบคลุมไปตั้งแต่งานในที่ตั้งปกติจนถึงในแนวรบด้านหน้าสุดทีเดียว
ถ้าคุณเห็นทหารขับรถแทรคเตอร์เกรดดินทำถนนอยู่ นั่นคือทหารช่าง
ถ้าคุณเห็นทหารกำลังซ่อมแซมระบบไฟฟ้าประปาอยู่ภายในที่ตั้งทหาร นั่นคือทหารช่าง
ถ้าคุณเห็นทหารกำลังลากลวดหนามขดใหญ่รายล้อมที่ตั้งทางทหารทั้งชนิดถาวรและชั่วคราวเพื่อป้องกันพื้นที่และปิดกั้นอาณาเขต นั่นคือทหารช่าง
ถ้าคุณเห็นทหารนั่งคุกเข่า หันซ้ายหันขวา เหลียวหน้าเหลียวหลังขุดดินฝังวัตถุอะไรบางอย่างลงไปในดิน แน่นอนว่าเป็นการวางทุ่นระเบิด กับระเบิด นั่นคือทหารช่าง
ถ้าคุณเห็นทหารกำลังก้มๆ เงยๆ หรือนอนหมอบราบคว่ำหน้าอยู่กับดินใช้เหล็กแหลมขุดคุ้ยดิน เพื่อค้นหาและทำการเก็บกู้วัตถุระเบิด นั่นคือทหารช่าง
ถ้าคุณเห็นทหารใส่ชุดป้องกันหนาหนักเดินท่อมๆ ไปวัดดวงทำการเก็บกู้วัตถุระเบิด นั่นคือทหารช่าง
และถ้าคุณเห็นทหารจูงสายล่ามพาสุนัขเดินเข้าไปในที่ชุมชน หรือในเมือง หรือในป่า ซึ่งไม่ใช่เป็นการท่องเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นสุนัขที่ฝึกไว้ค้นหาวัตถุระเบิดโดยเฉพาะ นั่นคือทหารช่าง

และนี่คือ "สุนัขรับใช้ชาติ" สัตว์เหล่านี้ที่ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอดอย่างเงียบเชียบ พร้อมที่จะเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อชาติทุกเสี้ยววินาทีโดยไม่หวังผลตอบแทน  
แต่ส่วนลึกในใจกลับอยากพูดถึง "สุนัขรับใช้" ในความหมายของคนทั่วไปมากกว่าอันที่จริงคำว่าสุนัขรับใช้นี่มีคำจำกัดความอยู่แล้วอย่างชัดเจน แต่หลายคนไม่อยากจะพูดถึงเพราะสังคมทุกวันนี้ต่อให้เป็นใหญ่เป็นโต มีตำแหน่งหน้าที่สูงส่ง มียศฐาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยทรัพย์สินมากมาย ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเข้าข่ายสุนัขรับใช้เช่นกัน หากพิจารณาจากองค์ประกอบของความหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นคุณสมบัติของสุนัขรับใช้ จึงขึ้นอยู่กับสันดานของแต่ละบุคคลอันเป็นความสามารถเฉพาะตัวไม่อาจลอกเลียนแบบได้

คุณสมบัติสำคัญของสุนัขรับใช้ก็คือ
  • ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งสิ้น
  • มุ่งหวังในผลประโยชน์ตอบแทนที่จุใจ ทั้งลาภยศและทรัพย์สิน
  • ปกป้องเจ้านายอย่างไร้เหตุผลคัดค้านใดๆ  ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็จะต้องถูกทั้งสิ้น
  • ฝ่ายที่ต่อต้านคัดค้านเจ้านาย เป็นฝ่ายผิดทุกกรณี โดยไม่ีเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น
  • การเห่าหอน ข่มขู่ ฝ่ายตรงข้ามทุกเวลาย่อมถูกใจเจ้านายเป็นที่สุด
  • เจ้านายย่อมมีความสำคัญสูงสุดในแผ่นดิน เหนือกว่า ความเป็นชาติ
  • การประจบสอพลอเลียแข้งเลียขาเจ้านายเป็นกิจที่ต้องปฏิบัติเป็นนิจ
หลักสำคัญที่ต้องยึดมั่น
อย่าไปสนใจใคร ถ้าเขาจะเรียกว่าไอ้ชาติหมา แล้วก็อย่าไปน้อยใจ ถ้าใครเขาจะว่ามีศักดิ์ศรีน้อยกว่าหมาที่ไปกู้ระเบิดเสียอีก เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นคนหลงเหลืออยู่แล้วล่ะ 

สุมไฟไว้อย่าให้มอด

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สำหรับคนบางคนแล้วความสงบนิ่งของสถานการณ์บ้านเมืองดูจะไม่เป็นที่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก เพราะมีความคุ้นชินกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นรายวันในบ้านเมือง เพื่อใช้เป็นที่ลับสมองประลองปัญญาในการวิเคราะห์ กำหนดทิศทาง และลากจูงผู้คนเข้าไปสู่จุดที่ตนต้องการ มันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนบางคนที่มีอำนาจในการชักจูงผู้คนให้คล้อยตาม ยินดีกับเสียงเรียกร้องให้ตนกลับมาฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของบ้านเมืองเพื่ออุ้มชูประชาชนผู้ยากไร้ให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้(ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมาของรัฐบาลในการนำของท่านผู้นั้น ประชาชนเหล่านี้ยังคงจมปลักอยู่กับความยากจน แต่กลับมีโชควาสนาได้เป็นหนี้สินเพิ่่มขึ้นเหมือนกับคนชั้นกลาง ด้วยความช่วยเหลือของนโยบายประชานิยมหลากหลายที่ประเคนให้โดยไม่ใยดีต่อสภาพความเป็นจริงทางสังคม)

การนำวิสัยทัศน์ของนักธุรกิจนายทุนมาประยุกต์ใช้กับการเมืองได้ผลดีอย่างคาดไม่ถึง และไม่เคยมีนักการเมืองท่านใดเคยคาดคิดมาก่อน
เพราะอาศัยหลักการประชาธิปไตยที่ว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน หนึ่งเสียงของผู้ยากไร้ในชนบทที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในวิธีการปกครองแม้แต่น้อย จึงมีสิทธิเท่าเทียมกับหนึ่งเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดในวงการเมือง มีประสบการณ์ในการบริหารการปกครองมายาวนานกว่าค่อนชีวิต 
นี่คือวิถึทางของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกนำมาใช้ในการสร้างกระแสความนิยมให้กับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งให้พุ่งขึ้นมาเป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงจากกลุ่มคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้วิจารณญานในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่พิจารณาว่าตนเองจะได้รับผลตอบแทนตามที่ต้องการหรือไม่? เท่านั้นก็พอ และนายทุนก็ย่อมทำการวิเคราะห์สถานการณ์ สำรวจตลาดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าประเภทใด?

และในขณะเดียวกันบทบาทและพื้นฐานของนักการเมืองรุ่นเก่าในแต่ละพื้นที่ย่อมสามารถกำหนดทิศทางของคะแนนเสียงได้อย่างแน่นอน การกวาดต้อนบรรดา ส.ส.ของแต่ละพื้นที่เข้ามารวมไว้ในพรรคของตนจึงต้องอาศัยทั้งวาทะศิลป์ การเสนอผลประโยชน์ตอบแทน เพื่อความมั่นคงของคะแนนเสียงในทุกๆ เขต นี่คือแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของนายทุนมืออาชีพ 


ในยามที่เพลี่ยงพล้ำตกเป็นรองก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแพะไว้รับบาปทุกชนิด ต้องหมั่นสร้างสถานการณ์ให้ร้อนระอุไว้ทุกขณะ สุมไฟใ้ห้ลุกฮือโหม อย่าปล่อยให้มอดดับเพราะตนเองอาจจะตกเป็นเป้าโจมตีจากการเปิดโปงความจริงหลายๆ เรื่อง และในขณะที่เหล่าบริวารยังคงครองอำนาจในฐานะรัฐบาลก็จะต้องทำการเปลี่ยนแปลง กฎ ระเบียบ ให้เกื้อหนุนต่อการดำเนินการของฝ่ายตนทุกขั้นตอน

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ธุรกิจทุกอย่างของครอบครัวจะต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฐานะทางการเงินให้เพียงพอต่อการใช้สอยทั้งทางลับและทางเปิดเผย โดยอาศัยอำนาจในการเป็นผู้บริหารประเทศ

สมองยังคงทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งนี้เพื่อสนองต่อกิเลสที่ทับถมอยู่ท่วมท้น และด้วยไฟแห่งความโกรธที่ถูกขัดขวางกระบวนการกอบโกยผลประโยชน์จากแผ่นดินเกิด
ตัณหา ไม่มีวันดับสูญ หากยังมีลมหายใจคงจะต้องมุ่งมั่นแสวงหาทรัพย์สินไปจนถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย 
ไม่ใช่เพื่อชาติ
ไม่ใช่เพื่อครอบครัว
ไม่ใช่เพื่อญาติมิตร
ไม่ใช่เพื่อบริวาร
ไม่ใช่เพื่อประชาชนผู้ยากไร้
...แต่เพื่อตัวกู

สังคมเสื่อมเพราะสถุล

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถุล มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า
[สะถุน] ว. หยาบ, ตํ่าช้า, เลวทราม, (ใช้เป็นคำด่า), เช่น เลวสถุล, มักใช้เข้าคู่กับคำ ไพร่ เป็น ไพร่สถุล. (ส. สฺถูล ว่า อ้วน, หยาบ; ป. ถูล).

 ไพร่ มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า
[ไพฺร่] (โบ) น. ชาวเมือง, พลเมืองสามัญ; คนเลว. ว. สามัญ.

ส่วนในภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นคำว่า base(ADJ.) ซึ่งจะมีความหมายอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Peasant(N.)(ไพร่) และบางทีก็เห็นใช้คำว่า Vile(ADJ.) ซึ่งแปลคร่าวๆ ว่า ชั่วช้า เลวทราม อะไรประเภทนี้ ขออภัย ถ้าจะขึ้นต้นด้วยพจนานุกรมไทยแบบนี้เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงความหมายเสียก่อน เพราะเนื้อหาของบทความวันนี้เกี่ยวข้องกับคำสองคำนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีก็ให้ข้อมูลของคำว่าไพร่ไว้ว่า 
ในสังคมไทยสมัยโบราณ ไพร่ หมายถึง สามัญชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาส หรือเจ้าขุนมูลนาย มีอิสระในการประกอบอาชีพ การตั้งบ้านเรือน มีครอบครัว แต่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย "ส่วย" และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม
ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงานหรือที่เรียกว่า "ไพร่ส่วย" การส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงาน เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"
ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา
ระบบไพร่ดำรงอยู่จนกระทั่งถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ และค่อย ๆ จางหายไปเอง เมื่อมีการนำระบบภาษีอากร และระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่มาใช้


จำไม่ได้แล้วว่าเคยพูดถึงบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรตินี้มาแล้วกี่ครั้ง และก็ลืมเลือนไปแล้วว่าเคยพูดถึงการแสดงออกต่อสาธารณชนของท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้มาแล้วกี่หน ก็จะขอกล่าวย้ำอีกซักหนว่า
"ผลดีของการถ่ายทอดสดการประชุมรัฐสภาก็คือ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสเห็นท่านผู้ทรงเกียรติแสดงกริยาอาการอันใสซื่อบริสุทธิ์ออกมาจากหัวใจอย่างแท้จริง ซึ่งแสดงถึงชาติกำเนิดและผลที่ได้รับมาจากการศึกษาของแต่ละท่านได้ดีเยี่ยม" 
ดูเหมือนจะกลายเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ลืมเขียนไว้ในเรื่อง การแสดงความก้าวร้าวทั้งท่าทีและคำพูด การกล่าววาจาท้าทาย การพูดจาข่มขู่ การพูดโกหกโดยไม่มีความละอายแก่ใจ ซึ่งก่อนหน้านี้อาจจะเป็นเพียงใช้ในโอกาสที่ลับตาคนเท่านั้น แต่มาวันนี้ ท่านสามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับแสดงต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ แล้วเราจะไปหวังอะไรในการยกระดับการศึกษาของเยาวชน ในเมื่อผู้มีหน้าที่ออกบทบัญญัติกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศยังมีความประพฤติก้าวร้าวรุนแรงเป็นสันดานเช่นนี้อยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าละอายอันดับแรกของรัฐสภา

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความเป็นประชาธิปไตยแบบไร้เหตุผลของระบบรัฐสภา ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากย่อมสามารถนำเสนอกฎหมายทุกฉบับผ่านการลงมติของรัฐสภาไปได้ในทุกขั้นตอน ในทุกเรื่อง (โดยไม่ต้องสนใจเรื่องวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาบ้านเราไม่ได้เป็นกลางไปเสียทุกคน บางคนมีพ่อหรือแม่หรือสามีหรือภรรยาหรือพี่สาวพี่ชายหรือน้องสาวน้องชายหรือลูกหลาน เป็น ส.ส.อยู่) กฎหมายทุกฉบับที่ผ่านการพิจารณาจึงเป็นกฎหมายที่มีผู้เห็นชอบอยู่เพียงจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นแต่จะต้องมีผลบังคับใช้กับคนทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ส่วนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับกฎหมายบางฉบับอาจจะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน หรือไม่กี่บริษัท ไม่ใช่ประชาชนทั้งประเทศ ถือได้ว่าเป็นกฎหมายฉบับเสียงข้างมาก และถูกต้องชอบธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

การพิจารณาลงมติผ่านรัฐสภาของกฎหมายทุกฉบับจึงยังมีข้อกังขาอย่างแน่นอนถึงความถูกต้องชอบธรรม"ตามอย่างที่ควรจะเป็น" เพราะผู้ยกมือสนับสนุนร่างกฎหมายกระทำไปตามมติของพรรคที่ตนสังกัดอยู่ ถูกผิดไม่เคยคำนึงถึง


อันที่จริงนั้นสถานภาพของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากก็ยังคงเป็นข้อเคลือบแคลงใจเสมอมาถึงคะแนนเสียงที่ได้รับว่าสะอาดบริสุทธิ์และยุติธรรมเพียงใดเหมือนครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคการเมืองหน้าใหม่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงล้นหลามเป็นประวัติการณ์ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประชาชนที่ติดตามข่าวคราว ต่างก็รับรู้ถึงการย้ายและยุบพรรคของบรรดา ส.ส.หน้าเก่าขาเก๋ามากมายทั่วทุกภาคของประเทศ(แต่ไปยกเว้นภาคใต้ไว้โดยไม่เจตนา) เราท่านต่างก็รับรู้ถึงการรวมตัวของบรรดาขาเก่าทางการเมืองที่หันหน้าเข้าสนับสนุนพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างคึกคักผิดสังเกตุ

มันเป็นหมากทางการเมืองเท่านั้นที่บรรดาพรรคการเมืองขนาดกลางต่างก็มุ่งหวังที่จะเข้าร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาล เพื่อจุดมุ่งหมายที่ไม่ควรจะอายถ้าจะพูดถึงการแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนจากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ดังนั้นการรวมตัวกันของบรรดา ส.ส.เก่า จึงเป็นหลักประกันได้มั่นคงว่า พรรคนี้จะต้องได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ตัวของรัฐมนตรีนั้นมีตัวเลือกอีกมากมาย ไพร่สถุลที่ไหนก็สามารถฉุดรั้งให้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทั้งนั้น หากเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องที่จะมีใครพอใจหรือไม่ จะเหมาะสมหรือไม่ในสายตาประชาชน ไม่ใช่ปัญหา เพราะัซักสองเดือนก็เปลี่ยนใหม่หมุนเวียนกันขึ้นมาเสวยสุขกันให้ถ้วนหน้า

ตามประสาบ้านเมืองเรา

วันก่อนอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็นั่งหัวเราะคนเดียวเมื่อเห็นข่าวนายกรัฐมนตรีบ้านเราเรียก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ประธานาธิบดี ทำให้อดนึกย้อนไปสมัยรับตำแหน่งใหม่ๆ แล้วพูดถึงโครงการในพระราชดำริโครงการหนึ่งว่า การปลูกหญ้าแพรก แทนที่จะเป็นหญ้าแฝก ดังที่ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้มา แทบไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เพราะเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศนี้ช่างสะดวกง่ายดายเหมือนปูด้วยใบตอง จากผู้บริหารบริษัทของครอบครัวใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศเสียแล้ว มีอำนาจสั่งการหรือย้ายข้าราชการประจำที่รับราชการมากว่า 30 ปีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ภาษิตจีนเคยว่าไว้ มีทรัพย์สินมากมาย ใช้ผีให้โม่แป้งก็ยังได้

ยุคนี้เป็นยุคทุนนิยมแล้วครับ อย่าไปมองหาประชาธิปไตย หรือพูดถึงให้เสียความรู้สึกดีกว่า ยอมรับเสียเถิดว่าสังคมเรากำลังเดินไปด้วยเงิน

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -