บทความยอดนิยม

Archive for กุมภาพันธ์ 2012

ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เมื่อ 10 มกราคม 2555 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ขอยกมาเป็นบางข้อเท่านั้น)

9. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมให้การเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหายตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามมติคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ) เป็นประธาน ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ปคอป. ได้ประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2555 ได้เห็นชอบในหลักการให้เสนอแนะมาตรการ กลไก และวิธีการเพื่อส่งเสริมการเยียวยาและฟื้นฟูเหยื่อและผู้เสียหายตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมืองทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูที่ไม่อยู่ในกรอบกฎหมายและแนวทางปฏิบัติเดิม ทั้งทางการเงินและรูปแบบอื่น รวมถึงการสร้างโอกาสในการดำรงชีพและประกอบอาชีพตามปกติ โดยเทียบเคียงให้มีมาตรฐานเป็นสากลกับการกำหนดค่าชดเชยของสหประชาชาติและประเทศที่มีการชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย และสอดคล้องกับข้อเสนอของ คอป. ที่เห็นว่าการชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกฝ่าย เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ซึ่งแตกต่างจากการเยียวยาในกรณีปกติ อันเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบของรัฐที่ไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ในกรอบและดำเนินไปตามครรลองของสันติวิธีจนเกิดความรุนแรงและสร้างความเสียหายแก่บุคคลและสังคม เพื่อเป็นการแสดงออกว่ารัฐตระหนักและรับรู้ถึงความเจ็บปวดสูญเสียของผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่าย และยินดีที่จะชดเชยเยียวยาแก่ทุกฝ่ายที่ได้รับความเจ็บปวดสูญเสียนั้น การชดเชยเยียวยาจะครอบคลุมถึงทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 โดยครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของ รัฐ สื่อมวลชนและภาคเอกชนตลอดจนครอบครัวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้
1. กำหนดกรอบอัตราเงินช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาความเสียหาย ได้แก่
1.1 เงินชดเชยกรณีเสียชีวิต อัตรา 4,500,000 บาทต่อราย โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือนตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย (GDP per capita) ของปี 2553 ซึ่งเท่ากับ 150,177 บาท ชดเชยค่าเสียโอกาสให้กับทุกครอบครัวในอัตราเดียวกันเป็นเวลา 30 ปี ประมาณว่าผู้เสียชีวิตอายุเฉลี่ยที่ 35 ปี จะมีโอกาสทำงานจนถึงอายุ 65 ปี จึงเท่ากับขาดโอกาสทำงานไป 30 ปี
1.2 เงินช่วยเหลือสำหรับค่าปลงศพ อัตรา 250,000 บาทต่อราย
1.3 เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ อัตราเท่ากับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (4,500,000 บาทต่อราย)
1.4 เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ
1.4.1 สูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราร้อยละ 80 ของอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (ประมาณ 3,600,000 บาทต่อราย)
1.4.2 สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราร้อยละ 40 ของอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (ประมาณ 1,800,000 บาทต่อราย)
1.5 เงินชดเชยกรณีได้รับบาดเจ็บ ไม่สูญเสียอวัยวะ
1.5.1 ได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราร้อยละ 25 ของอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (ประมาณ 1,125,000 บาทต่อราย)
1.5.2 ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราร้อยละ 15 ของอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (ประมาณ 675,000 บาทต่อราย)
1.5.3 ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราร้อยละ 5 ของอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต (ประมาณ 225,000 บาทต่อราย)
1.6 เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล
1.6.1 กรณีเสียชีวิต โดยได้เข้ารับการรักษาก่อนเสียชีวิต อัตราเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย
1.6.2 กรณีทุพพลภาพและสูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อรายต่อปี
1.6.3 กรณีสูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และเมื่อจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อรายต่อปี
1.6.4 กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย
1.6.5 กรณีได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย
1.6.6 กรณีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย
1.7 การชดเชยเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง
1.7.1 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553 (150,177 บาทต่อปี)
1.7.2 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือน ตามสถิติรายได้ประชาชาติของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2553 (150,177 บาทต่อปี)
1.8 การชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ
1.8.1 กรณีเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ อัตรา 3,000,000 บาทต่อราย
1.8.2 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง และได้ถูกควบคุมหรือคุมขังก่อนศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษา เป็นระยะเวลา
1.8.2.1 เกินกว่า 180 วัน อัตรา 1,500,000 บาทต่อราย
1.8.2.2 เกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 750,000 บาทต่อราย
1.8.3 กรณีศาลมีคำสั่ง/คำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินกว่าระยะเวลาให้จำคุก เป็นระยะเวลา
1.8.3.1 เกินกว่า 180 วัน อัตรา 1,000,000 บาทต่อราย
1.8.3.2 เกินกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 500,000 บาทต่อราย
สำหรับ กรณีที่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือชดเชยจากภาครัฐไปส่วนหนึ่งก่อนแล้ว ให้นำจำนวนเงินที่ได้รับการช่วยเหลือไปแล้วหักออกจากเงินช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาความเสียหายตามข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.8 ด้วย
2. การชดเชยเยียวยาให้ครอบคลุมถึงประชาชนทุกกลุ่ม เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อมวลชนและภาคเอกชนที่รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ทุกเหตุการณ์ ตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาลพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เมื่อช่วงประมาณปลายปี พ.ศ. 2548 เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เหตุการณ์การชุมนุมต่อต้านรัฐประหารของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อเดือนเมษายน 2552 จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553
3. ให้คณะอนุกรรมการด้านการเยียวยาทางแพ่งและฟื้นฟูด้วยวิธีอื่นที่ ปคอป. แต่งตั้งเป็นผู้พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยเยียวยา ทั้งทางการเงินและรูปแบบอื่น รวมถึงการสร้างโอกาสในการดำรงชีพและประกอบอาชีพตามปกติ ให้เหมาะสมและสอดคล้องตามกรอบอัตราเงินช่วยเหลือ ชดเชย เยียวยาความเสียหาย ตามข้อ 1.
4. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ และเป็นหน่วยเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการดำเนินการเยียวยาและฟื้นฟู ตามที่ ปคอป. เสนอตามข้อ 1, 2 และ 3



...แล้วก็หันมามองอีกมุมหนึ่งของประเทศเดียวกัน



เมื่อเวลา10.00 น. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ห้องประชุมโรงแรมปาร์ควิว อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ตัวแทนครูจากเขตพื้นที่การศึกษา 10 เขตใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และจาก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาร่วมประชุมพิจารณาร่างหลักเกณฑ์เยียวยาสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายบุญสม ทองศรีพลาย ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธาน

ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า จะเสนอหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยากรณีเสียชีวิตรายละ 7.5 ล้านบาท ต่อคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

ที่ประชุมมีการแจ้งให้ทราบถึงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ที่เพิ่มค่าเสี่ยงภัยจากเดิม 2,500 บาทเป็น 3,500 บาท รวมทั้งให้สิทธินี้แก่ลูกจ้างชั่วคราวด้วย

นายบุญสม กล่าวว่า การเสนอร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แม้ครูและบุคลากรทางการศึกษาไม่ได้เสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมือง แต่ก็ทำงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อความมั่นคงของชาติ จึงควรได้รับการพิจารณาช่วยเหลือเช่นเดียวกับกรณีตากใบและมัสยิดไอร์ปาแย เป็นต้น

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ร่างยุทธศาสตร์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีกรอบการให้เงินเยียวยารายละไม่เกิน 7.5 ล้านบาท ยังไม่ถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เนื่องจากหลักเกณฑ์การช่วยเหลือบางส่วนยังมีข้อบกพร่องอยู่ จึงต้องให้คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน พิจารณาอีกครั้ง คาดว่าจะนัดประชุมได้ภายในสัปดาห์หน้า

พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยต่อไปว่า นอกจากนี้ ยังต้องให้คณะกรรมการเยียวยาฯ พิจารณาข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกรณีผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบจำนวนกว่า 4,000 รายว่า มีการช่วยเหลือเยียวยาไปแล้วจำนวนเท่าใดและอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีข้อมูลหลายชุดที่ไม่ตรงกัน เช่น บางข้อมูลระบุว่า มีผู้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาไปแล้วเพียง 2,000 รายเท่านั้น

พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยว่า คณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะต้องพิจารณาในรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มเหตุการณ์ตากใบและมัสยิดไอร์ปาแย กลุ่มผู้สูญหายหรือถูกทรมาน และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทั่วไป

(จาก http://www.deepsouthwatch.org/node/2937 : 22 กุมภาพันธ์ 2555)



หมายเหตุเพิ่มเติม ... ครูคนแรก ที่กลายเป็น เหยื่อ สังเวยคมกระสุนของ แนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 คือ คุณครูใจ อินกะโผะ อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนศาสตร์สามัคคี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และหลังจากนั้น ชีวิตของครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็กลายเป็น ใบไม้ร่วงแต่ที่สังคมไทยจดจำได้คือการเสียชีวิตของ ครูจูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย แห่งบ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาสซึ่งถูกทำร้ายอย่างทารุณ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2549 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา



หากจะตีความถึงคำว่า "ผู้ที่ได้รับผลกระทบ" ควรจะหมายความถึง ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ทั้งร่างกายและจิตใจจากการกระทำของรัฐ/เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือจากบุคคลอื่นอันเนื่องมาจากการขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของรัฐ/เจ้าหน้าที่รัฐ

และผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นเป็น "ผู้บริสุทธิ์" อย่างแท้จริง เช่น ครู พระภิกษุ เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในภาคใต้ ที่เสียชีวิตจากการถูกทำร้ายโดยปราศจากเหตุผล ไม่ใช่การบาดเจ็บล้มตายอันเนื่องมาจากการชุมนุมเรียกร้องก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับสังคมแล้วแอบอ้างว่าร่ำร้องหาประชาธิปไตย(ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเป็นการชุมนุมเพื่อผลประโยชน์)

ดังนั้นการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม รัฐจึงควรที่จะมองปัญหาให้เที่ยงตรง มองให้ทั่วถึงและด้วยสติปัญญาที่มีมากกว่าที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ เพราะปัญหานั้นยังคงงอกงามอยู่ เป็นเหมือนชนวนที่รอเวลาจะฉีกทึ้งประเทศชาติออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เพื่อการตักตวงผลประโยชน์จากความแตกแยกของประชาชน ด้วยการยุยงสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองในทุกด้าน

ประชาชนโดยทั่วไปตระหนักดีถึงความรู้สึกไม่มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอีกต่อไปแล้ว และมีโอกาสที่จะถูกกลุ่มชนบางกลุ่มล่วงละเมิดสิทธิที่ควรมีควรได้ตลอดเวลา หรือถึงขั้นถูกประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินโดยไม่มีทางป้องกัน

เพราะ ... รัฐบาล อาศัยอำนาจของกฎหมู่จากแนวร่วมแมาเป็นเกราะกำบังการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนทั่วไป

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -