Breaking News
Loading...
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

Info Post

 พอจะมีโอกาสไปหยุดพักดูหนังเรื่องยาวๆ ใน You tube จึงใช้เวลาหยุดวันสองวันไปกับหนังสงครามเก่าๆ ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อนเราก็คงจะนั่งดูด้วยความตื่นเต้นสนุกสนานตั้งแต่ต้นจนจบ ชื่นชมความเก่งกาจของพระเอกที่ฆ่าคนตายได้ราบเรียบเป็นร้อยเป็นพัน แล้วก็ช่วยกันรุมด่าตัวโกงที่ต้องตายอยู่ดีในตอนจบทั้งๆ ที่ไม่ได้ฆ่าใครตายเลยซักคนในหนัง

แต่มาวันนี้การนั่งดูหนังประเภทนี้ไม่ได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกแบบนั้นให้กับเราเสียแล้ว
แต่กลับสร้างคำถามให้เกิดขึ้นมามากมาย
เพราะสงครามสำหรับเราเป็นเพียงคำนิยามของการรุกรานผู้อื่นเพื่่อหวังผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยชอบธรรมในสายตาของประชาคมโลก (ในความเข้าใจของตน)
ในยุคล่าอาณานิคมต่างชาติจากตะวันตกร่วมมือกันรุกรานข่มเหงจีนซึ่งเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าหลายเท่า อาศัยความเหลื่อมล้ำทางสังคมภายใน บีบคั้นผู้ปกครองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า
ประเทศที่เจริญแล้วเหล่านี้อาศัยความเหลื่อมล้ำทางสังคมปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านการปกครองในระบอบเก่า ทำให้หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบทุนนิยมเต็มตัว เปิดโอกาสให้กับพ่อค้า และขุนนางหัวก้าวหน้า วางระบบการปกครองบริหารบ้านเมืองแบบเปิดเสรี แต่ไม่ใช่เสรีสำหรับประชาชนทั่วไป
มหาอำนาจหลายชาติอาศัยสมรภูมิรบเป็นสถานที่ทดสอบสมรรถภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นายทุนของตนผลิตเพื่อการส่งออก

ประเทศทางยุโรปแข่งขันกันล่าอาณานิคม ใช้กำลังบุกรุกยึดครองประเทศต่างๆ เข้ามาอยู่ในอำนาจก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้เรียกตัวเองว่าประเทศที่เจริญแล้ว หลายๆ ประเทศต่างพากันส่งลูกหลานไปร่ำเรียนศึกษาเพื่อยึดถือเป็นแบบอย่างนำมาพัฒนาบ้านเมืองของตนเอง แต่นี่เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น เหมือนกับที่คนอเมริกันนับแสนต้องพากันไปล้มตายอยู่ใน เกาหลี ลาว เวียตนาม กัมพูชา อัฟกานิสถาน อิรัก ฯลฯ  เหมือนกับคนไทยนับพัน นับหมื่น ที่พากันไปล้มตายอยู่ในต่างประเทศในการเข้าร่วมรบหลายสมรภูมิตามข้อตกลงของสหประชาชาติ ทุกฃีวิตที่สูญเสียไปนั้น มิใช่เพื่อเสรีภาพของชาวโลกตามที่กล่าวอ้างเลย แต่เป็นการสูญเสียชีวิตโดยไร้เหตุผลจากการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของคนบางคนเท่านั้น

ไม่มีโอกาสที่เราจะได้พบกับเสรีภาพและความสงบสุข 
หากโลกนี้ยังคงมีบรรดานายทุนที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ 
และนักการเมืองที่โหยหิวในอำนาจ

เมื่อใหร่? เราถึงจะลืมตาตื่นขึ้นมาซักที

ระยะหลังมานี่รู้สึกว่าช่องว่างระหว่างเวลามันลดน้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะโลกหมุนเร็วขึ้นก็เป็นได้ เพราะเคยวางตารางเวลาในแต่ละวันไว้ค่อนข้างจะเป็นระเบียบ นับตั้งแต่ตื่นนอนเรื่อยมาจนถึงวินาทีที่หัวสัมผัสกับหมอน ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละช่วงเวลานั้นไม่ได้เป็นภารกิจที่ตายตัว อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และบางครั้งก็ต้องปฏิบัติถึงสองสามอย่างพร้อมๆ กัน เช่น เวลารับประทานอาหารเช้าก็อาจจะควบคู่ไปกับการอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ตหรือดูหนังฟังเพลงจาก You tube หรือการเดินดูต้นไม้ใบหญ้าประะจำวันก็จะมีการปลูกเพิ่มเติมบ้างหากเห็นหญ้ารกก็คว้ามีดมาถางออก อาจจะมีการปรับพื้นที่ในบางหน เพื่อความสบายตา เก็บขยะที่ปลิวระเกะระกะมาเผาเสียบ้าง บางครั้งเวลาถางหญ้าเห็นใส้เดือนตัวโตๆ ก็มักจะไล่ตะครุบมาขังไว้ต่างหากเพื่อขยายพันธุ์เอาไปปล่อยตามโคนต้นไม้ให้พวกมันช่วยพรวนดิน

ที่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์จากอินเตอร์เน็ตก็เนื่องจากไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์มาหลายสิบปีแล้ว รวมถึงการเลือกเปิดโทรทัศน์ในบางโอกาส เหตุผลก็คือ
  • ความไม่เป็นกลางของเนื้อหาข่าวสารที่มีชนวนของความแตกแยกแฝงตัวอยู่ 
  • มีบทบาทสูงในการชี้นำทิศทางของความคิดให้กับผู้ด้อยการศึกษา
  • ความเห็นแก่ผลประโยฃชน์ส่วนตนของเจ้าของกิจการที่หวังผลในการเพิ่มยอดจำหน่ายโดยไม่คำนึงถึงหลักคุณธรรมหรือจริยธรรมของสื่อสารมวลชน
  • ไม่ได้มองประชาชนว่าเป็นผู้ที่ควรได้รับประโยชน์จากการนำเสนอข่าวสาร แต่มองในฐานะที่เป็นผู้บริโภคข่าวสารที่มี คุณภาพและปริมาณตามที่นำเสนอไปเท่านั้น
  • นายทุนและนักการเมืองพากันเข้าแทรกแซงหรือควบคุมกิจการของสื่อสารมวลชนในทุกแขนงโดยสมบูรณ์ และโดยชอบธรรม ตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งเป็นไปตามกติกาที่ทางการเมืองวางแนวทางไว้ให้
แต่ข่าวสารจากอินเตอร์เน็ตมีแหล่งที่มามากมายและมีความน่าเชื่อถือเพียง 10 เปอร์เซนต์ ผู้อ่านจึงต้องใช้วิจารณญานอย่างมากในการไตร่ตรอง กลั่นกรอง ความถูกต้องของข่าวสารให้อยู่ในสภาพสมดุลย์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น
  • เลือกข่าวเดียวกันนั้นสำนักพิมพ์ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุดลดหลั่นกันลงมาอย่างน้อย 15 แห่ง หากพิจารณาสำนักพิมพ์ของต่างประเทศได้ก็จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า
  • เลือกบทวิเคราะห์ วิจารณ์ข่าวนั้นๆ ของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆ หลายๆ ท่านเพื่อหาข้อยุติที่เหมาะสมอย่างถูกต้องตามหลักวิชา
  • มองข่าวนั้นๆ ว่ามีความเกี่ยวพันกับนักการเมืองหรือนายทุนในจุดใดบ้าง
  • หากเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับนโยบายของรัฐ หรือเป็นการดำเนินการโดยภาครัฐก็จะต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ถึงที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นของเรื่อง และจุดหมายของเรื่องโดยละเอียด
  • ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาแบ่งเป็นหมวดหมู่ เพื่อนำมาวิเคราะห์ด้วยตนเอง
สังคมเราเปิดช่องทางให้กับนายทุนมากจนเกินไป สื่อต่างๆ ก็พยายามชักจูงประชาชนให้พ้นจากความยากจนก้าวเลื่อนขึ้นไปเป็นนานทุนกันถ้วนหน้า ด้วยการสร้างหนี้จากการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินต่างๆ แล้วต่อจากนั้น บางคนประสบความสำเร็จได้รับการยกย่องเป็นแบบอย่าง(ทั้งที่ความสำเร็จนั้นเกิดมาจากการดำเนินวิธีการแบบนายทุนโดยอาศัยความช่วยเหลือสนับสนุนจากนักการเมือง) บางคนก็ประสบกับภาวะขาดทุน ล้มพังพาบลงมาสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ผู้คนมากมายก็ยังคงดิ้นรนตะเกียกตะกายที่จะขึนไปสู่จุดที่นายทุนเก่ายืนอยู่

โดยหารู้ไม่ว่านี่คือหลุมพราง