Breaking News
Loading...
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2555

สถุล มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า
[สะถุน] ว. หยาบ, ตํ่าช้า, เลวทราม, (ใช้เป็นคำด่า), เช่น เลวสถุล, มักใช้เข้าคู่กับคำ ไพร่ เป็น ไพร่สถุล. (ส. สฺถูล ว่า อ้วน, หยาบ; ป. ถูล).

 ไพร่ มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ว่า
[ไพฺร่] (โบ) น. ชาวเมือง, พลเมืองสามัญ; คนเลว. ว. สามัญ.

ส่วนในภาษาอังกฤษก็น่าจะเป็นคำว่า base(ADJ.) ซึ่งจะมีความหมายอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Peasant(N.)(ไพร่) และบางทีก็เห็นใช้คำว่า Vile(ADJ.) ซึ่งแปลคร่าวๆ ว่า ชั่วช้า เลวทราม อะไรประเภทนี้ ขออภัย ถ้าจะขึ้นต้นด้วยพจนานุกรมไทยแบบนี้เพราะมันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงความหมายเสียก่อน เพราะเนื้อหาของบทความวันนี้เกี่ยวข้องกับคำสองคำนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีก็ให้ข้อมูลของคำว่าไพร่ไว้ว่า 
ในสังคมไทยสมัยโบราณ ไพร่ หมายถึง สามัญชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในฐานะทาส หรือเจ้าขุนมูลนาย มีอิสระในการประกอบอาชีพ การตั้งบ้านเรือน มีครอบครัว แต่มีหน้าที่ในการถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเสีย "ส่วย" และถูกเกณฑ์ทหารในยามที่มีศึกสงคราม มีสองประเภทคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม
ไพร่หลวง คือไพร่ที่สังกัดกรมกองต่างๆ เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์โดยตรง ประเภทที่ต้องถูกเกณฑ์มาทำงานตามราชการกำหนด และประเภทที่ต้องเสียเงินหรือสิ่งของมาแทนการเกณฑ์แรงงานหรือที่เรียกว่า "ไพร่ส่วย" การส่งเงินมาแทนการเกณฑ์แรงงาน เงินที่ส่งมาเรียกว่า "เงินค่าราชการ"
ไพร่สม เป็นไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้มูลนายและขุนนางที่มีตำแหน่งทางราชการเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน มูลนายจะมีไพร่มากน้อยขึ้นอยู่กับ ยศ ตำแหน่ง ศักดินา ไพร่สมต้องทำงานให้ราชสำนักปีละ 1 เดือน ส่วนเวลาที่เหลือรับใช้มูลนายหรือส่งเงินแทน เมื่อถึงยามสงครามทุกคนต้องเป็นทหารป้องกันอาณาจักร เมื่อมูลนายถึงแก่กรรมไพร่สมจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวง นอกจากบุตรจะขอควบคุมไพร่สมต่อจากบิดา
ระบบไพร่ดำรงอยู่จนกระทั่งถึงกลางสมัยรัตนโกสินทร์ และค่อย ๆ จางหายไปเอง เมื่อมีการนำระบบภาษีอากร และระบบเกณฑ์ทหารแบบสมัยใหม่มาใช้


จำไม่ได้แล้วว่าเคยพูดถึงบทบาทหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาอันทรงเกียรตินี้มาแล้วกี่ครั้ง และก็ลืมเลือนไปแล้วว่าเคยพูดถึงการแสดงออกต่อสาธารณชนของท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้มาแล้วกี่หน ก็จะขอกล่าวย้ำอีกซักหนว่า
"ผลดีของการถ่ายทอดสดการประชุมรัฐสภาก็คือ ทำให้ประชาชนทั่วประเทศได้มีโอกาสเห็นท่านผู้ทรงเกียรติแสดงกริยาอาการอันใสซื่อบริสุทธิ์ออกมาจากหัวใจอย่างแท้จริง ซึ่งแสดงถึงชาติกำเนิดและผลที่ได้รับมาจากการศึกษาของแต่ละท่านได้ดีเยี่ยม" 
ดูเหมือนจะกลายเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่ลืมเขียนไว้ในเรื่อง การแสดงความก้าวร้าวทั้งท่าทีและคำพูด การกล่าววาจาท้าทาย การพูดจาข่มขู่ การพูดโกหกโดยไม่มีความละอายแก่ใจ ซึ่งก่อนหน้านี้อาจจะเป็นเพียงใช้ในโอกาสที่ลับตาคนเท่านั้น แต่มาวันนี้ ท่านสามารถกระทำได้อย่างเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งเท่ากับแสดงต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ แล้วเราจะไปหวังอะไรในการยกระดับการศึกษาของเยาวชน ในเมื่อผู้มีหน้าที่ออกบทบัญญัติกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศยังมีความประพฤติก้าวร้าวรุนแรงเป็นสันดานเช่นนี้อยู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าละอายอันดับแรกของรัฐสภา

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ความเป็นประชาธิปไตยแบบไร้เหตุผลของระบบรัฐสภา ก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากย่อมสามารถนำเสนอกฎหมายทุกฉบับผ่านการลงมติของรัฐสภาไปได้ในทุกขั้นตอน ในทุกเรื่อง (โดยไม่ต้องสนใจเรื่องวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาบ้านเราไม่ได้เป็นกลางไปเสียทุกคน บางคนมีพ่อหรือแม่หรือสามีหรือภรรยาหรือพี่สาวพี่ชายหรือน้องสาวน้องชายหรือลูกหลาน เป็น ส.ส.อยู่) กฎหมายทุกฉบับที่ผ่านการพิจารณาจึงเป็นกฎหมายที่มีผู้เห็นชอบอยู่เพียงจำนวนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นแต่จะต้องมีผลบังคับใช้กับคนทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ส่วนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับกฎหมายบางฉบับอาจจะมีผู้เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่คน หรือไม่กี่บริษัท ไม่ใช่ประชาชนทั้งประเทศ ถือได้ว่าเป็นกฎหมายฉบับเสียงข้างมาก และถูกต้องชอบธรรมตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

การพิจารณาลงมติผ่านรัฐสภาของกฎหมายทุกฉบับจึงยังมีข้อกังขาอย่างแน่นอนถึงความถูกต้องชอบธรรม"ตามอย่างที่ควรจะเป็น" เพราะผู้ยกมือสนับสนุนร่างกฎหมายกระทำไปตามมติของพรรคที่ตนสังกัดอยู่ ถูกผิดไม่เคยคำนึงถึง


อันที่จริงนั้นสถานภาพของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากก็ยังคงเป็นข้อเคลือบแคลงใจเสมอมาถึงคะแนนเสียงที่ได้รับว่าสะอาดบริสุทธิ์และยุติธรรมเพียงใดเหมือนครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเมื่อพรรคการเมืองหน้าใหม่ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงล้นหลามเป็นประวัติการณ์ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะประชาชนที่ติดตามข่าวคราว ต่างก็รับรู้ถึงการย้ายและยุบพรรคของบรรดา ส.ส.หน้าเก่าขาเก๋ามากมายทั่วทุกภาคของประเทศ(แต่ไปยกเว้นภาคใต้ไว้โดยไม่เจตนา) เราท่านต่างก็รับรู้ถึงการรวมตัวของบรรดาขาเก่าทางการเมืองที่หันหน้าเข้าสนับสนุนพรรคการเมืองหน้าใหม่อย่างคึกคักผิดสังเกตุ

มันเป็นหมากทางการเมืองเท่านั้นที่บรรดาพรรคการเมืองขนาดกลางต่างก็มุ่งหวังที่จะเข้าร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาล เพื่อจุดมุ่งหมายที่ไม่ควรจะอายถ้าจะพูดถึงการแสวงหาผลประโยชน์ตอบแทนจากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง ดังนั้นการรวมตัวกันของบรรดา ส.ส.เก่า จึงเป็นหลักประกันได้มั่นคงว่า พรรคนี้จะต้องได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน ส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ตัวของรัฐมนตรีนั้นมีตัวเลือกอีกมากมาย ไพร่สถุลที่ไหนก็สามารถฉุดรั้งให้ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทั้งนั้น หากเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องที่จะมีใครพอใจหรือไม่ จะเหมาะสมหรือไม่ในสายตาประชาชน ไม่ใช่ปัญหา เพราะัซักสองเดือนก็เปลี่ยนใหม่หมุนเวียนกันขึ้นมาเสวยสุขกันให้ถ้วนหน้า

ตามประสาบ้านเมืองเรา

วันก่อนอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็นั่งหัวเราะคนเดียวเมื่อเห็นข่าวนายกรัฐมนตรีบ้านเราเรียก นายกรัฐมนตรีมาเลเซียว่า ประธานาธิบดี ทำให้อดนึกย้อนไปสมัยรับตำแหน่งใหม่ๆ แล้วพูดถึงโครงการในพระราชดำริโครงการหนึ่งว่า การปลูกหญ้าแพรก แทนที่จะเป็นหญ้าแฝก ดังที่ประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้มา แทบไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เพราะเส้นทางการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศนี้ช่างสะดวกง่ายดายเหมือนปูด้วยใบตอง จากผู้บริหารบริษัทของครอบครัวใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศเสียแล้ว มีอำนาจสั่งการหรือย้ายข้าราชการประจำที่รับราชการมากว่า 30 ปีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

ภาษิตจีนเคยว่าไว้ มีทรัพย์สินมากมาย ใช้ผีให้โม่แป้งก็ยังได้

ยุคนี้เป็นยุคทุนนิยมแล้วครับ อย่าไปมองหาประชาธิปไตย หรือพูดถึงให้เสียความรู้สึกดีกว่า ยอมรับเสียเถิดว่าสังคมเรากำลังเดินไปด้วยเงิน