บทความยอดนิยม

Archive for กันยายน 2011

กสทช.

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ข่าวร้อนวันนี้ที่เกี่ยวเนื่องกับแนวทางการปฏิบัติงานของรัฐบาลและทำให่เกิดความเคลือบแคลงใจในการก้าวล่วงเข้ามาแทรกแซงในการสรรหาคณะกรรมการที่จะเข้าไปดำเนินงานในส่วนขององค์กรอิสระที่มีผลกระทบต่อ สิทธิ เสรีภาพ ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน อันได้แก่กระบวนการในการแต่งตั้งคณะกรรมการ กสทช.อันเนื่องมาจากข่าวคราวของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้รับกรณีการสรรหา กสทช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคดีพิเศษ โดยให้เหตุผลไว้ 7 ข้อดังนี้

1.กรณีความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการสรรหากสทช. กับผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกสทช. ในกลุ่มที่ใช้วิธีสรรหา
2.กรณีกรรมการสรรหา กสทช. ในส่วนที่เป็นผู้แทนองค์กรภาคประชาชนตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ยังไม่มีสถานะองค์กรที่ชัดเจน
3. กรณีผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรองค์กรคลื่นความถี่ได้เข้ามามีส่วนสัมพันธ์ในการสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น กสทช.
4. กรณีที่พบว่ามีผู้สมัครบางคนได้เข้ารับการคัดเลือกหลายด้าน
5.กรณีที่ผู้สมัครบางรายมีคุณสมบัติต้องห้าม แต่ผ่านการสมัครและได้รับคัดเลือก
6.กรณีให้ผู้ได้รับคัดเลือกไปทำหน้าที่ในส่วนที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติ
7.กรณีการลงมติคัดเลือกคณะกรรมการสรรหาที่อาจมีการทำลายบัตรลงคะแนน

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่ยื่นเรื่องให้ดีเอสไอตรวจสอบครั้งนี้ คือนายพิชา วิจิตรศิลป์ โดยได้ยื่นเรื่องไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อตรวจสอบถึงที่มาของนายพิชา ก็พบว่านายพิชาเป็นทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง และมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายเรื่อง เช่น

  • เป็นประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.สุรยทธ์ จุลานนท์ ลาออกจากองคมนตรี 
  •  เป็นผู้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยุบพรรคประชาธิปัตย์ 
  • เป็นทนายพ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องหมิ่นประมาทนายเนวิน ชิดชอบ 
  • เป็นทนายให้คนเสื้อแดงเข้าแจ้งความข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การออกมาดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษในช่วงเวลานี้จึงเป็นที่จับตามองแบบไม่กะพริบของสาธาารณชน เพราะเกี่ยวข้องกับ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งกำหนดอำนาจ หน้าที่ของ คณะกรรมการฯ ไว้มากมาย อันมีผลกระทบต่อผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลของใครบางคน ก็ลองอ่านดูก็แล้วกันว่าคณะกรรมการชุดนี้ทำไมถึงมีคนอยากจะส่งคนของตนเข้าไปกำกับดูแลกันนัก

มาตรา ๒๕ ให้กรรมการเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๒๗ ให้ กสทช. มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ แผนแม่บทกิจการโทรคมนาคม แผนความถี่วิทยุ และแผนเลขหมายโทรคมนาคม
(๒) กำหนดการจัดสรรคลื่นความถี่ระหว่างคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุคมนาคม และกิจการโทรคมนาคม
(๓) กำหนดลักษณะและประเภทของกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
(๔) พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่และเครื่องวิทยุคมนาคมในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือในกิจการวิทยุคมนาคมและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว
(๕) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้คลื่นความถี่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปราศจากการรบกวนซึ่งกันและกัน ทั้งในกิจการประเภทเดียวกันและระหว่างกิจการแต่ละประเภท
(๖) พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรมและกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว
(๗) พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้เลขหมายโทรคมนาคม และกำหนดหลักเกณฑ์
และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว
(๘) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้หรือเชื่อมต่อ และหลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดอัตราค่าใช้หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งในกิจการประเภทเดียวกันและระหว่างกิจการแต่ละประเภท ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการและผู้ลงทุน หรือระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
(๙) กำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและโครงสร้างอัตราค่าบริการในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ
(๑๐) กำหนดมาตรฐานและลักษณะพึงประสงค์ทางด้านเทคนิคในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และในกิจการวิทยุคมนาคม
(๑๑) กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
(๑๒) กำหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันตามมาตรา ๕๐
(๑๓) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการและคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์คลื่นความถี่
ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
(๑๔) ประสานงานเกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
(๑๕) วินิจฉัยและแก้ไขปัญหาการใช้คลื่นความถี่ที่มีการรบกวนซึ่งกันและกัน
(๑๖) ติดตามตรวจสอบและให้คำปรึกษาแนะนำการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม
(๑๗) กำหนดลักษณะการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน
(๑๘) ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เป็นองค์กรในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพและการควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม
(๑๙) ออกระเบียบหรือประกาศตามมาตรา ๕๘
(๒๐) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายของสำนักงาน กสทช. รวมทั้งเงินที่จะจัดสรรเข้ากองทุนตามมาตรา ๕๒
(๒๑) พิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการจัดสรรเงินกองทุนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนเสนอตามมาตรา ๕๕
(๒๒) ให้ข้อมูลและร่วมดำ เนินการในการเจรจาหรือทำ ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ในเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม หรือกิจการอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๒๓) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีกฎหมายหรือแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรคลื่นความถี่และการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความถี่ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
(๒๔) ออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช.
(๒๕) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น
การกำหนดลักษณะการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อหรือการครอบงำตาม (๑๗) ให้ กสทช.รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องประกอบด้วย
การใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และกฎหมายว่าด้วยวิทยุคมนาคม
บรรดาระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งใด ๆ ที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไปเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๒๘ ให้ กสทช. จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้มาประกอบการพิจารณาก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง เกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและเกี่ยวข้องกับการแข่งขันในการประกอบกิจการหรือมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมา เหตุผล ความจำเป็น และสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องที่จะรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนประเด็นที่ต้องการรับฟังความคิดเห็น ทั้งนี้ ระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เว้นแต่ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วน กสทช.อาจกำหนดระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นให้น้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดได้
ให้สำนักงาน กสทช. จัดทำบันทึกสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นที่ประกอบด้วยความคิดเห็นที่ได้รับมติหรือผลการพิจารณาของ กสทช. ที่มีต่อความคิดเห็นดังกล่าว พร้อมทั้งเหตุผลและแนวทางในการดำเนินการต่อไป และเผยแพร่บันทึกดังกล่าวในระบบเครือข่ายสารสนเทศของสำนักงาน กสทช.

มาตรา ๒๙ การกำหนดอัตราค่าใช้หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ค่าธรรมเนียมใด ๆ หรือค่าบริการในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมตามพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้ กสทช. คำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและภาระของผู้บริโภค ความสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการ ความคุ้มค่า และการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพด้วย

มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. กสท. กทค. คณะกรรมการอื่น และคณะอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ ตลอดจนเลขาธิการ กสทช. และพนักงานของสำนักงาน กสทช. เกี่ยวกับการพิจารณาคำขอหรือคำร้องเรียนที่ประชาชนยื่นตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับ ประกาศ หรือสัญญาที่ กสทช. หรือสำนักงาน กสทช. ทำกับเอกชน หากกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือสัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการไว้โดยเฉพาะ ให้ กสทช. กำหนดระยะเวลาการดำเนินการแล้วเสร็จและประกาศให้ประชาชนทราบโดยทั่วไป เรื่องใดที่มิได้กำหนดระยะเวลาไว้ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ในกรณีที่ กสทช. กสท. กทค. คณะกรรมการอื่นและคณะอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ เลขาธิการ กสทช. หรือพนักงานของสำนักงาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่กำหนดตามวรรคหนึ่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใด ให้สำนักงาน กสทช.รับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่บุคคลนั้น และให้เรียกเงินชดใช้คืนจาก กสทช. กสท. กทค.คณะกรรมการอื่นและคณะอนุกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้ เลขาธิการ กสทช. หรือพนักงานของสำนักงาน กสทช. ผู้เป็นต้นเหตุแห่งความล่าช้านั้น แล้วแต่กรณี หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

มาตรา ๓๑ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้ กสทช. มีหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินการของผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม มิให้มีการดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งนี้ โดยให้ กสทช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นสองคณะ ประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมโดยให้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่อง
ร้องเรียนและปฏิบัติหน้าที่อื่น ทั้งนี้ ตามที่ กสทช. กำหนด
ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ดำเนินการใด ๆ ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณาอันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดตามหลักเกณฑ์ที่ กสทช. กำหนด ให้ กสทช. มีอำนาจสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวได้

มาตรา ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม ให้ กสทช. มีอำนาจกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสาร
ถึงกันโดยทางโทรคมนาคม
ในกรณีที่มีการกระทำความผิดโดยการดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสารหรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ถือว่า กสทช. เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ในกรณีที่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นผู้กระทำความผิดตามวรรคสองหรือรู้ว่ามีการกระทำความผิดตามวรรคสอง แต่เพิกเฉยหรือไม่ดำเนินการตามกฎหมายภายในเวลาอันสมควร ให้ กสทช. มีอำนาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้

มาตรา ๓๓ ให้ กสทช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่ได้รับมอบหมายได้
อนุกรรมการ และคณะทำงานต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ ข. (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) และ (๑๑)

มาตรา ๓๔ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ กสทช. กสท. กทค. และคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานมีอำนาจสั่งหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใดให้ชี้แจงข้อเท็จจริง มาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาได้

ใครอยากรู้ข้อมูลมากกว่านี้ก็ต้องไปหาอ่านเอาเองนะ แล้วก็เชื่อแน่ว่าอีกไม่นาน พรบ.ฉบับนี้ก็จะต้องถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาบางอย่างไปอย่างเงียบเชียบ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อประชาชนอย่างแน่นอน

บ้านหลังแรก

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

เมื่อ 20 กันยายน 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือโครงการบ้านหลังแรก ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอ โดยนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พร้อมที่ดิน หรืออาคารห้องชุดที่เป็นที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกิน 10 % ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยให้ทยอยหักภาษี ในจำนวนปีละเท่าๆ กัน เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป

หลักเกณฑ์ตามโครงการบ้านหลังแรก มีดังนี้

1. ผู้มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป
2. ต้องเป็นบ้านใหม่ หรือคอนโดมิเนียมใหม่ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่นับรวมที่อยู่อาศัยสร้างเอง หรือบ้านมือสอง
3. ให้นำค่าใช้จ่ายที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
4. ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน ตามจำนวนที่จ่ายจริง
5. การยกเว้นภาษีจะใช้วิธีการหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิ์ครั้งแรกสำหรับเงินได้ในปีที่ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือปีถัดไปก็ได้ โดยสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี
6. ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
7. ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
8. ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่ามาตรการบ้านหลังแรกในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำตามสัญญาที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ และยืนยันว่าประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเท่ากันหมดถ้าอยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี หรือเงินเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ก็สามารถขอใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษีในปี 55 แต่อย่างใด

รมช.คลัง ยังกล่าวอีกว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและยังไม่เคยมีบ้านหรือมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน และยืนยันว่าไม่ได้ช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัย์ เพราะถ้าทางรัฐบาลต้องการช่วยเหลือจริงจะไม่กำหนดวงเงินของบ้านหลังละไม่เกิน 5 ล้านบาทอย่างแน่นอน



หลับตาแล้วก็นึกถึงภาพในความฝันที่ประชาชนคนไทยมีเงินได้รายเดือนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นไปได้ เอาเป็นว่ามีซักครึ่งประเทศก็ยังไม่มีโอกาสจะได้เห็นเลยเพราะค่าแรงขึ้นต่ำยกระดับขึ้นสุดชีวิตก็ยังแค่ 300 บาทต่อวันถ้าทำงานแบบไม่มีวันหยุดก็จะได้เดือนละ 9 พันบาทแค่นั้น หรือจะบวกโอีเข้าไปด้วยอีกซัก 3 พันก็ได้แค่ หนึ่งหมื่นสองพันบาท และเชื่อเถอะว่าไม่มีกรรมกรคนไหนโง่พอที่จะไปซื้อบ้านราคาเป็นล้านหรอก สู้ขนเงินกลับไปไถ่ถอนที่นาเป็นของตัวเองแล้วปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เพราะฉะนั้นมองดูรอบตัวแล้วสรุปได้ว่าโครงการนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็จะมีแต่คนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว(และก็แน่นอนว่าต้องมีบ้านใหญ่ยังกับวัง) ดังนั้นการซื้อบ้านหลังแรกในครั้งนี้จึงต้องใช้ชื่อของลูกๆ หรือของคนใช้ เป็นผู้ซื้อแทน(หรือของเมียน้อย) แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์แบบสวรรค์บันดาลก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ซึ่งทำท่าว่าจะล้มละลายอยู่ในเร็ววันนี้ อย่าให้เอ่ยถึงเลยว่ามีบริษัทใดบ้างเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ ได้แต่กล่าวชมเชยนโยบายของรัฐบาล ทั้งๆ ที่ประชาชนตาดำๆ ทั้งแผ่นดินไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เลยแม้แต่คนเดียว เนื่องจากเงินรายได้ตลอดทั้งปีน่ะยังไม่มากพอที่จะนำมาคำนวณภาษีเงินได้ด้วยซ้ำไป

แต่หากจะมองไปอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่าขบวนการฟอกเงินน่าจะยิ้มได้เพราะมองเห็นช่องทางในการใช้เงินอย่างสำราญและทั่วถึงเสียทีดีกว่าเก็บไส่ปี๊ปฝังดินให้ปลวกแทะเล่น และบรรดานักการเมืองหน้าใหม่หรือนักการเมืองเฉพาะกาลจะได้ลืมตาอ้าปากมีโอกาสได้บ้านใหม่ๆ เป็นของขวัญโดยไม่ละอายใจเพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีที่ทุ่มเทให้กับพรรคการเมืองที่รักแบบสุดตัวโดยไม่สนใจใยดีกับเสียงก่นด่าของประชาชน เชื่อว่าคุ้มค่าแล้วล่ะ

นโยบายของรัฐบาลค่อยๆ เดินหน้าและก็เปิดตัวเปิดใจให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วไปว่า ทำเพื่อใคร?
ส่วนที่ประชาชนแต่ละคนจะมีวิจารณญานแค่ไหน? นั่นก็สุดแล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน
เพราะบางทีส่วนแบ่งของผลประโยชน์มันก็มากมายพอที่จะอุดปากได้สนิท

แต่เชื่อมั้ยว่าตามปกติน่ะ เค้าใช้แค่เหรียญบาทเหรียญเดียวเท่านั้นใส่ไว้ในปาก

โง่โดยเจตนา

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโบราณนานนมมาแล้ว หากจะไล่เลียงดูก็จะเห็นว่าไม่สามารถมองเห็นจุดเริ่มต้นได้เลยว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน ซึ่งหากจะเอาตัวบทกฎหมายมาเป็นหลักให้รัฐบาลได้ยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งพาก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ เพราะกฎหมายเรื่องที่ดินของบ้านเราก็วุ่นวายไม่แพ้กันเนื่องจากไม่ค่อยจะมีบรรทัดฐานอยู่กับร่องกับรอยมากนัก ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและก็จุดสิ้นสุด

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงก็คือ ชาวบ้านโดยทั่วไปไม่มีใครดิ้นรนไปทำมาหากินด้วยการบุกรุกที่ดินของรัฐ หากไม่มีใครมาปลุกปั่นยุยงหรือชี้นำเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง และก็แน่นอนว่าทุนรอนที่่ใช้ในการบุกรุกแผ้วทางย่อมมีที่มา การลงทุนในทุกเรื่องก็ต้องมุ่งหวังในสิ่งตอบแทนคำตอบอยู่ที่นายทุนเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ กรณีที่เกิดปัญหาขัดแย้งกับผู้บริหารท้องถิ่นก็เป็นเรื่องที่นายทุนจะต้องกางปีกออกปกป้อง อวดศักดาบารมีด้วยการคุ้มครองชาวบ้านที่ไปบุกรุก แต่หากปัญหาลุกลามไปสู่ระดับประเทศหรือสื่อมวลชน นายทุนเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องหดหัวเก็บหางไว้อย่างมิดชิด เพื่อมิให้กระทบต่อชื่อเสียงทางสังคม(ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนมากก็จะรู้เช่นเห็นชาติอยู่แล้วว่าบรรดานายทุนเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นนักการเมืองระดับประเทศ) จากนั้นก็จะปลุกกระแสต่อต้านในด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับสภาพความยากจนของผู้บุกรุกที่อดอยากหิวโหยจนสุดขีด เนื่องจากไม่มีที่ทำกิน (แม้ว่าจะรู้ๆ อยู่ว่าที่เรียกว่าทำกินนั้น ใครเป็นผู้กินตัวจริง)

หากนับย้อนหลังไปสัก 30 ปีกว่าเป็นต้นไปถึงร้อยปี นายทุนเหล่านี้พร้อมที่จะประกาศศักดาเชิดหน้าชูคอรับว่าเป็นผลงานของตนเองอย่างเต็มตัวโดยไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะในยุคก่อนนั้น เผด็จการทหารกับนักการเมืองร่วมทาง คือผู้บ่อนทำลายกอบโกยโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยเจตนา ขณะที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์โดยไม่เจตนา่ ผู้มีอิทธิพลผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศตั้งแต่ชุมชนระดับหมู่บ้านขึ้นมาแล้วก็บ่มเพาะจนกลายเป็นฐานเสียงของนักการเมืองในทุกวันนี้

การสร้างฐานมวลชนในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนเพราะไม่ต้องใช้เงินหว่านบนหัวอีกแล้ว แต่เป็นการให้ทรัพยากรของประเทศแทน นับว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการซื้อเสียงโดยไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองมาลงทุน แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ในขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ก็พอใจในความเอื้อเฟื้อของนายทุนโดยไม่ใส่ใจแม้สักนิดว่าตัวเองกำลังกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของประชาชนทั้งประเทศอย่างน่าละอายที่สุด

การใช้สื่อโฆษณาในการสร้างความชอบธรรมของตนก็เปป็นวิธีการยุคใหม่ที่ให้ผลเลิศด้วยการทุ่มเงินซื้อเวลา ซื้อรายการ และแม้แต่การซื้อสื่อมวลชนเพื่อประโคมโหมโฆษณาสร้างสีดำให้กลายเป็นสีชาว ชี้แจงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นให้ประชาชนมองเห็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม นี่คืออิทธิพลของสื่อในมุมมืดที่มองไม่เห็น ทุกคนไม่ปฏิเสธในทรัพย์สินที่ได้มาไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด แม้ว่ามันจะแปดเปื้อนความโสมม

สิ่งที่ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมาย
แต่เป็นสันดานของผู้มีอำนาจ และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนในแผ่นดิน

มั่นคงหรือมั่งคั่ง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

หากติดตามข่าวสารทางหนังสือพิมพ์หรือจากโทรทัศน์ จะพบกับความจริงที่ว่าบรรดานักการเมือง นักวิชาการ มักจะใช้ความพยายามในการสร้างกระแสสังคมในเชิงบังคับให้เอนเอียงไปในทิศทางที่ "รัฐบาล" ต้องการ นั่นก็คือการมุ่งเน้นไปในเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้แต่นโยบายประชานิยมก็ตาม เนื่องจากต้องการให้ประชาชนมีเงินทองเพื่อใช้จ่ายซื้อหาสิ่งของทั้งที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่และที่เป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย ไร้คุณค่าในการสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีสาระ มีการให้คำแนะนำประชาชนให้รู้จักการออมทรัพย์(ด้วยการฝากเงินกับธนาคารโดยได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำ) แนะนำให้ประชาชนมีกิจการเป็นของตัวเอง (ด้วยการกู้เงินจากธนาคารในอัตราดอกเบี้ยที่สูง) ส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักการลงทุนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การซื้อหุ้นของบริษัทเอกชน (ในความเสี่ยงที่ต้องใช้วิจารณญานอย่างสูงสุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้) ท่ามกลางความผันผวนของกระแสเงินตราทั่วโลก

ทุกเรื่องที่รัฐบาลส่งเสริมเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ประกอบการเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้มากที่สุดเนื่องจากมีส่วนในการขยายขอบข่าย เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ "โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนมาก" ดูจะเป็นเรื่องปกติสามัญที่ผู้คนส่วนมากจะชื่นชมยินดีกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ(ที่ตนเองไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงสักอย่าง) พอใจกับความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุ (ที่สร้างให้คนรุ่นใหม่ไร้ความรู้ความสามารถในสิ่งที่บรรพบุรุษเคยรักษาไว้) มึความสะดวกในการเดินทางด้วยยานพาหนะใหม่ๆ บนเส้นทางสร้างใหม่ (แม้จะจำกัดพื้นที่ให้มีเฉพาะการบริการประชาชนเพียงร้อยละ 5 ของประเทศก็ช่างเถอะ) ทุกคนอบรมสั่งสอนบุตรหลานด้วยการให้ความสำคัญกับเงินและทุ่มเทชีวิตให้กับการแข่งขันในทุกเรื่อง ตั้งแต่เกิดจนตาย เพียงเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้มากที่สุดจนสามารถแสวงหาสิ่งของทุกชนิดที่ถูกผลิตขึ้นมาจำหน่ายบนโลกใบนี้มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน "เหมือนกับที่คนอื่นมี"

แน่นอนว่าปัญหาเรื่องความปลอดภัยจะต้องเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นตามมาอย่่างหลีกไม่พ้น เพราะแนวทางในการแสวงหาสิ่งของเหล่านั้นของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันตามแต่ความรู้ความสามารถและ "สันดาน" ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษ ความมั่งคั่งจึงไม่ได้ก่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินแต่อย่างใด แต่กลับมีผลตรงกันข้ามเนื่องจากกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสูญเสียติดตามมาหลายประการ เช่น กิจการล่มสลายโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย สินค้าราคาแพงที่กักตุนไว้เต็มโกดังขายไม่ออก ลูกชายวัย 18 ขับรถเก๋งป้ายแดงราคา 4 ล้านชนเสาไฟฟ้าคอหักตาย ลูกสาววัย 16 ขับรถสปอร์ตคันหรูไปชนคนตาย ภรรยาหายตัวไปกับคนขับรถในระหว่างการประชุมสัมนาที่ต่างจังหวัด การทุจริตที่ทำมาช้านานถูกเปิดโปง หลานชายวัย 2 เดือนถูกหมาฝรั่งราคา 2 แสนที่เลี้ยงไว้ในบ้านฟัดตาย ฯลฯ เรื่องที่เกิดขึ้นหลายเรื่องทรัพย์สินเงินทองก็ช่วยไม่ได้เหมือนกัน

บรรทัดฐานของความสุขอยู่ที่ความมั่นคงในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมด้วยปัจจัยขั้นพื้นฐานที่ชีวิตต้องการ มีความเป็นอยู่ด้วยความมั่นคงในขิตใจที่ไม่ลุ่มหลงมัวเมาไปกับความเจริญทางวัตถุที่พบเห็น ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งนั้นๆ และจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ต่างคนก็ต่างความคิดของตนเอง และทุกคนมีสิทธิที่จะคิดและทำในสิ่งที่ตนเองคิด
แต่สิ่งที่กระทำไม่ควรไปสร้างผลกระทบต่อผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -