บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2011

ประเทศกำลังพัฒนา

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เป็นที่รับรู้กันทั่วโลกนานมาแล้วว่าประเทศไทยมีรายชื่อเป็นหนึ่งในจำนวนมากมายของกลุ่ม "ประเทศที่กำลังพัฒนา" ทั้งนี้อาจวัดได้จากรายได้ประชาชาติ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมหรือการส่งออก การเพิ่มสูงขึ้นของระดับการศึกษาประชากร ความมั่นคงมีเสถียรภาพของรัฐบาลทุกรัฐบาล ฯลฯ หมายความว่าอาจจะมีปัจจัยประกอบหลายประการ ซึ่งแน่นอนว่าปัจจัยต่างๆ ที่นำมาเป็นตัวชี้วัดนั้นไม่ได้้มองปัญหาเรื่องที่มีความสำคัญในระดับพื้นฐานไว้เป็นลำดับต้นๆ แต่กลับมาเขียนประดับไว้ในลำดับท้ายๆ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องของ เศรษฐกิจ การเงิน การเมืองและความมั่นคง มากกว่าความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศ

ในความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่ยุคเก่าก่อนจนถึงปัจจุบันนี้ สิ่งที่ประชาชนส่วนมากในประเทศต้องการก็มีเพียง "ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์" เท่านั้น อันได้แก่ การมีอาหารเพียงพอที่จะกิน มีเงินทองติดมือไว้พอที่จะใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นเช่น ยารักษาโรคหรือเครื่องแต่งกาย มีที่อยู่อาศัยเพียงพอที่จะคุ้มแดดคุ้มฝน ความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และประการสำคัญก็คือ มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตน

แต่รัฐธรรมนูญได้ขยายขอบเขตความต้องการให้ประชาชนได้วาดฝันถึงสิ่งต่างๆ มากมาย อาทิเช่น
  • สิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน ในสังคม 
  • เศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มรายได้ให้กับ ? อย่างมหาศาล
  • ความเสมอภาคในการซื้อหาเครื่องอุปโภคบริโภคสิ้นเปลืองหลากหลายประเภทที่วางขายอยู่เกลื่อนกลาดทุกตลาดสินค้า
  • การได้รับตำแหน่งในทางการเมืองตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมาจนถึงระดับประเทศ ได้รับโอกาสให้มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมสั่งการข้าราชการประจำทุกระดับชั้น 
  • การได้รับโอกาสให้เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองทุกระดับจากหลากหลายวิธีการ

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงตัวอักษรที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย


ความคาดหวังของประชาชนจึงฝากไว้กับผู้นำรัฐบาล ที่จะเลือกหนทางในการแก้ปัญหาว่าจะมุ่งหน้าไปสู่เส้นทางใด ?
ระหว่าง " ปัญหาของประชาชน กับปัญหาของประเทศ "
หรือว่าจะมีทางเลือกอื่นให้ได้เลือกอีก เช่น
" ปัญหาของธุรกิจส่วนตัว หรือ ปัญหาของครอบครัว "




นโยบายของรัฐ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

วันนี้ รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มเปิดทำการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเป็นวันแรก ซึ่งเนื้อหานั้นสามารถติดตามได้อย่างกว้างขวางทั้งจากการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ทางวิทยุ และหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ดังนั้นจึงจะเอาไปพูดถึงในรายละเอียดกันภายหลังสิ้นสุดการแถลงนโยบายแล้ว แต่ขั้นต้นอยากให้มารู้จักกับที่มาของการแถลงนโยบายกันสักหน่อย ซึ่งคัดมาจาก http://www.senate.go.th/web-senate/leftmenu/policy-gov.htm จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้รับรู้ไว้โดยทั่วกัน เนื่องจากบรรดากฎหมายเหล่านี้ถึงแม้จะไม่ได้ลับ ปกปิด แต่ก็ไม่ค่อยจะมีแพร่หลายให้ประชาชนได้รับทราบกันสักเท่าใด นอกจากผู้ที่ให้ความสนใจไขว่คว้าหามาอ่านเองเท่านั้น ยิ่งเป็นประชาชนโดยทั่วไปก็จะมองว่าไม่มีความหมายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเลยแม้แต่น้อย และนี่คือช่องทางให้ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือชักจูงไปสู่แนวทางที่ผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็นไปตามวิถีทางของประชาธิปไตยเสมอมา



แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

หมายถึง แนวทางในการบริหารงานของรัฐที่ใช้เป็นหลักฐานในการตรากฎหมายและ การกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฐบาลทุกรัฐบาลต้องใช้ยึดถือและปฏิบัติให้สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าว แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการตรากฎหมายและการกำหนดนโยบาย โดยถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นครั้งแรก ในหมวดที่ ๕ ว่าด้วย “แนวนโยบายแห่งรัฐ” แต่รัฐธรรมนูญฉบับต่อมาบางฉบับก็มิได้กำหนดไว้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ได้บัญญัติไว้ ในหมวดที่ ๕ โดยได้เปลี่ยนชื่อจาก “แนวนโยบายแห่งรัฐ” มาเป็น “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” มีทั้งหมด ๑๗ ข้อ สรุปได้ดังนี้

๑. รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต
๒. รัฐต้องจัดให้กำลังทหารไว้เพื่อรักษาเอกราช ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยและเพื่อการพัฒนาประเทศ
๓. รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และความคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
๔. รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ
๕. รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครองเสรีภาพของบุคคล และต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
๖. รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินในทางการเมือง การวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
๗. รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานการคุณธรรมและจริยธรรมของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและพนักงานหรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบและเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่
๘. รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น
๙. รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวนบำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล ส่งเสริมบำรุงรักษาและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนควบคุมและกำจัดมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
๑๐. รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน และต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้
๑๑. รัฐต้องจัดการศึกษาอบรม และสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษา เสริมสร้างความรู้และปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง สนับสนุนการค้นคว้าวิจัย เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาวิชาชีพครู ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
๑๒. รัฐต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง
๑๓. รัฐต้องดำเนินการให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
๑๔. รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกร
๑๕. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์
๑๖. รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม
๑๗. รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี โดยอาศัยกลไกตลาดดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการผูกขาด



อ่านจบแล้วก็ควรจะหันไปศึกษานโยบายของรัฐบาลอย่างละเอียดรอบคอบอีกครั้ง ว่าได้ดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้หรือไม่ ?

แต่ถ้าไม่ตรงก็ไม่น่าแปลกใจเพราะรัฐบาลกำลังจะเสนอให้จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้วตามที่ระบุไว้ว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องกระทำในทันทีอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดาของผู้ที่มีอำนาจออกกฎหมาย ถ้ากฎหมายนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตน(หรือกิจการของตน) ก็จะต้องเปลี่ยนใหม่ให้ตรงกับแนวทางที่วาดไว้

ว่าด้วยกิ้งก่า

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

กิ้งก่า (อังกฤษ: Lizard) เป็นสัตว์เลื้อยคลานใน order Squamata โดยทั่วไปกิ้งก่ามี 4 ขา แต่บางชนิดก็ไม่มีขาเช่น กิ้งก่าไร้ขา (legless lizard) ลักษณะภายนอก มีหูด้านนอก และมีเปลือกตาที่เปิดปิดได้ กิ้งก่ามีหลายชนิด บางชนิดมีความยาวแค่ไม่กี่เซนติเมตร เช่น จิ้งจก แต่ก็มีบางชนิดที่มีความยาวมากได้ เช่น มังกรโคโมโดของอินโดนีเซียอาจมีความยาวได้ถึง 3 เมตร
คาเมเลี่ยน (อังกฤษ: Chameleon) เป็นกิ้งก่าที่มีขนาดตั้งแต่ 8-12 นิ้ว โดยส่วนใหญ่พบที่ทวีปแอฟริกา ตามหมู่เกาะต่างๆ ที่มีสภาพป่าโปร่งที่สมบูรณ์ สามารถปรับเปลี่ยนสีลำตัวตามอารมณ์

เหี้ย (อังกฤษ: Water monitor, ชื่อวิทยาศาสตร์: Varanus salvator) เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ตัวอ้วนใหญ่สีดำ ในวงศ์เหี้ย (Varanidae) มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว อาศัยบริเวณใกล้น้ำ ภาคอีสานเรียก แลน
คำว่า "เหี้ย" นั้นมักใช้เป็นคำด่าทอและเป็นคำหยาบคายที่ไม่สุภาพสำหรับสามัญชนทั่วไปใน ภาษาไทย บางครั้งจึงเลี่ยงไปใช้คำว่า ตัวเงินตัวทอง หรือ ตัวกินไก่ หรือ น้องจระเข้ แทน หรือบางครั้งก็ใช้คำว่า ตะกวด (ซึ่งในเชิงอนุกรมวิธานแล้วตะกวดเป็นสัตว์คนละชนิดกับเหี้ย) คำว่า เหี้ย ในเชิงการใช้คำศัพท์แบบที่ใช้กับคน มักจะใช้กับเพื่อนสนิทมาก ๆ พูดเป็นคำสร้อยนำหน้าชื่อก็มี สันนิษฐานว่าคำว่า "เหี้ย" มาจากภาษาบาลี "หีน" ที่แปลว่าต่ำช้า กร่อนเหลือ "หี" แล้วแผลงเป็นเหี้ย


มีลักษณะรูปร่างคล้ายกิ้งก่าขนาดใหญ่ ความยาว 2.5-3 เมตร มีลิ้นแยกเป็นสองแฉกคล้ายงู ใช้สำหรับรับกลิ่น มีลายดอกสีเหลืองพาดขวางทางยาว ชอบอาศัยอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำ ว่ายน้ำเก่งและ ดำน้ำนาน ลักษณะนิสัยจะตื่นคน เมื่อเห็นจะวิ่งหนี ชอบหากินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหาร บางครั้งก็จะกินสัตว์เป็นๆ เช่นไก่, เป็ด, ปู, หอย, งู, หนู,นก และไข่ของสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งปลา เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเก่ง สามารถดำน้ำได้ และชอบที่จะลงน้ำ สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งในเมืองหลวงขนาดใหญ่ จะพบเห็นเหี้ยจำนวนมากและมีขนาดใหญ่อยู่ตามสวนสาธารณะหรือสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองใหญ่ เช่น สวนลุมพินี, สวนสัตว์ดุสิต หรือบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ที่มีคูน้ำจำนวนมาก โดยที่ไม่ได้เป็นสัตว์ที่ถูกเลี้ยง ออกลูกเป็นไข่คราวละ 15-20 ฟอง และใช้เวลาฟัก 45-50 วัน ทั้งนี้ตัวเหี้ยจะวางไข่ในปลายฤดูร้อนต่อเนื่องฤดูฝน จะจับคู่กันโดยไม่เลือกว่าคู่จะต้องเป็นตัวเดิม บางครั้งอาจมีการต่อสู้รุนแรงระหว่างตัวผู้เพื่อแย่งชิงตัวเมีย โดยออกลูกเป็นไข่มีลักษณะรียาว บางครั้งจะสีขาวขุ่น วางไข่ประมาณ 6-50 ฟอง ในแต่ละปีจะสามารถวางไข่ได้ 2-3 ครั้ง หรืออาจมากกว่านั้นในพื้นที่ซึ่งสภาพในฤดูแล้งและฤดูฝนไม่แตกต่างกัน ไข่จะถูกกลบเป็นเนินดินหรือรังปลวก เวลาในการฟักขึ้นกับชนิดและสภาพแวดล้อม
ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพูดกันเป็นวงในว่า จะเปลี่ยนชื่อจากตัวเหี้ยเป็น "วรนัส" หรือ "วรนุส" หรือ "วรนุช" (สกุล Varanus อ่านเป็นภาษาละตินว่า วารานุส ซึ่งคล้ายกับคำว่า วรนุช) จนเกิดเป็นกระแสข่าวอยู่ช่วงหนึ่งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งหลังจากที่มีกระแสข่าวนี้ออกมา คำว่าวรนุชนั้นก็ถูกนำไปใช้ในการสื่อความหมายไปในทางเสื่อมเสียบนอินเทอร์เน็ต และส่งผลกระทบแต่บุคคลที่ชื่อวรนุชไปโดยปริยาย

ปัจจุบัน เหี้ยถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจอย่างหนึ่ง ที่มีการส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงกัน เพื่อนำเนื้อไปใช้ในการบริโภค โดยเฉพาะเนื้อบริเวณส่วนโคนหางที่เรียกว่า "บ้องตัน" และหนังไปทำเครื่องหนัง เช่น กระเป๋า, เข็มขัด เช่นเดียวกับจระเข้
ข้อมูลจากวิกิพีเดีย


บทความส่วนบนนั้นเป็นวิชาการครับ แต่ส่วนล่างนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ซึ่งจะมีผู้ใดเห็นด้วยหรือไม่? ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องเป็นห่วงเป็นใย เพราะที่จะพูดถึงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างกิ้งก่ากับนักการเมือง และก็ไม่ใช่เรื่องแนววิทยาศาสตร์ที่มีอัจฉริยะคนใดคนหนึ่งอุตริคิดค้นวิธีการเอานักการเมืองไปผสมพันธุ์กับกิ้งก่า(เนื่องจากมันคงมีปัญหาหลายเรื่องให้ต้องขบคิด) แต่จะพูดถึงเฉพาะความสอดคล้องในเรื่องการดำเนินชีวิตอยู่ในสังคม การปรับเปลี่ยนสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบในแต่ละท้องถิ่น เพื่อรักษาตนให้อยู่รอดได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการดำรงอยู่ของรูปลักษณ์อันแท้จริงของตนซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ธรรมชาติของสองสิ่งที่จะพูดถึงมันช่างสอดคล้องตรงกันกันโดยบังเอิญอย่างที่สุดสำหรับพฤติกรรมของ ” กิ้งก่ากับนักการเมือง ” แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเวลาเค้าจะพูดกระทบเปรียบเปรยถึงพฤติกรรมของนักการเมืองบางท่าน กลับไปเอ่ยถึงสัตว์เลื้อยคลานอีกประเภทหนึ่งแทน นั่นคือ “Varanus” ทำให้ต้องมานั่งค้นคว้าหาสาเหตุถึงความสอดคล้องที่มีอยู่แล้วก็พบว่ามีอยู่ในบางเรื่องที่คาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญ นั่นก็คือ “ชอบหากินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหาร สามารถปรับตัวให้อยู่ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี” แน่นอนว่าตรงเป้าประสงค์ในคำนิยามสำหรับนักการเมืองบางท่านยิ่งกว่าเอ่ยถึงกิ้งก่าเสียอีก แต่ในมุมมองอีกด้านหนึ่งนักการเมืองรุ่นเก่าๆ มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ที่อาจเป็นต้นตระกูลของกิ้งก่าเอาเลยทีเดียว ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นการชมเชยหรือไม่? นั่นก็คือ “ไดโนเสาร์” และบางครั้งก็มีสร้อยพ่วงท้ายตามมาอีกว่า “เต่าพันปี”

นอกจากการย้ายพรรคในสังกัดไปมาโดยไม่เคยยึดมั่นในนโยบายของตนว่าจะมีความสอดคล้องกับพรรคการเมืองใหม่หรือไม่? (ทั้งนี้อาจเป็นเพราะทุกพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายที่วาดฝันไว้สวยหรู แต่ก็ไม่เคยทำได้จริงสักเรื่องและโดยภาพรวมก็เป็นไปในแนวทางเดียวกันอยู่แล้วทุกพรรคก็เป็นได้) การวิ่งเต้น กราบกราน ประจบสอพลอ สอดส่ายสายตาเสาะแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ในทุกวิถีทางก็เป็น ภารกิจหลักของนักการเมืองประเภทนี้ และแนวทางปฏิบัติดังกล่าวไม่มีวันหมดไปจากทัศนคติของนักการเมืองเหล่านี้ เนื่องจากมีการถ่ายทอดความรู้และกลยุทธ์ที่ไร้จรรยาบรรณหรือจุดยืน ไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง


ความก้าวร้าวรุนแรง การพูดจาโอ้อวดโอหัง การพูดข่มขู่คุกคามหรือท้าทาย การใช้กฎหมู่ที่ได้มาจากการปลุกระดมด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ และข้อสำคัญที่สุด การขาดคุณธรรม จริยธรรม รวมถึงศีลธรรม ทั้งในทางสังคมและทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ควรถูกกำหนดไว้เป็นคุณสมบัติของนักการเมืองใน พ.ศ.นี้ไปโดยปริยาย

รัฐบาลใหม่

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดล่าสุดยังไม่ออกมาให้เห็นแม้ว่าสื่อมวลชนจะพยายามขุดคุ้ย กะเก็ง คาดการณ์ เดาใจนายกรัฐมนตรีหญิงไว้ในทุกแนวทาง(และก็จะตรงตามคาดในที่สุดเพราะดักทางไว้เกือบหมด) แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนในความเป็นจริงก็คือ ประชาชนคนไทยอย่าได้คาดหวังในตัวคณะรัฐมนตรีชุดนี้ให้มากนัก เนื่องจากว่า คำมั่นสัญญาทั้งมวลที่นักการเมืองมีให้ไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้งเป็นเพียง "นโยบายในการใช้หาเสียง" เท่านั้น ไม่ใช่นโยบายของรัฐบาลแต่อย่างใด กรุณาแยกออกจากกันให้กระจ่างก่อนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป(ซึ่งหลายคนคงเริ่มคิดได้ว่ามันสายเกินกว่าที่จะไปแก้ไขเสียแล้ว)


รัฐสภา สถาบันศักดิ์สิทธิ์ทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย (?) ได้เปิดประตูต้อนรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดล่าสุดทั้ง 500 คนไว้เรียบร้อยแล้ว (โดยที่หลายคนยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติในการตรวจสอบถึงศักดิ์ศรีที่ได้รับมา) นั่นหมายความว่าประชาชนทั้งแผ่นดินได้มีส่วนร่วมในการเลือกสรร คัดกรองตัวบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสม เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารปกครองบ้านเมืองแทนตัวท่านด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมและเชื่อมั่นว่าตนคิดถูกต้องดีที่สุดในครั้งนี้ นั่นหมายความถึง ส.ส.จำนวนเพียง 375 คนเท่านั้นเอง เพราะอีก 125 คนนั้นได้มาจากการคัดสรรของพรรคการเมืองเอง(หรือผู้มีอำนาจ ?) หากจะกล่าวอ้างว่าเพราะคะแนนเสียงที่พรรคได้มานั่นก็เป็นส่วนหนึ่งจริง แต่หลายคนในระบบบัญชีรายชื่อนั่นถ้าจะลงสมัครระบบเขตก็คงสอบตกตั้งแต่ส่งชื่อแล้ว ดังนั้น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจึงเป็นผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาด้วยวิถีทางทางการเมืองและบทบัญญัติของกฎหมาย(ที่มาจากเสียงของนักการเมืองเท่านั้น) ไม่ใช่่ผู้ที่เข้ามาด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชนอย่างแท้จริง

คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า ครม.ชุดใหม่จะต้องประกอบไปด้วย

  1. บุคคลซึ่งมาจากกลุ่มนายทุนทางธุรกิจหลากหลายประเภทที่ให้การสนับสนุนโดยการบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล
  2. บุคคลซึ่งเคยทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในบริษัท ห้างร้านเอกชนหรือประกอบธุรกิจของกลุ่มการเมืองในเครือข่ายของนายทุนในสังกัดพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล
  3. ลูกหลานเครือญาติของนักการเมืองรุ่นอาวุโสที่กำลังเริ่มขบวนการถ่ายเทอำนาจลงไปในระบบการเมืองสืบทอดผูกขาดรุ่นสู่รุ่น
  4. บุคคลซึ่งเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ ทำทุกอย่างตามคำสั่งโดยไม่บิดพริ้ว (ยักยอกเงินตามน้ำพองามโดยไม่เสียหายต่องานที่มอบหมาย )มีความสามารถในการประจบสอพลอผู้มีทรัพย์ และไม่เคยรู้จักคำว่า "ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์" (นอกจากที่เคยอ่านในรัฐธรรมนูญ)
  5. บุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ในการบริหารจัดการ มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์จริงใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง (บุคคลในข้อนี้ มีไว้เพื่อรักษาหน้าตาของ ครม.เท่านั้นและส่วนมากจะถูกเปลี่ยนออกไปในไม่ช้า หรืออาจจะถูกเปลี่ยนร่างให้เป็นแพะในโอกาสอันควร)

ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยบันทึกความเสื่อมของบ้านเมืองไว้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจาก เสนาบดี ข้าราชบริพารและขุนนาง ซึ่งได้รับมอบหมายพระราชอำนาจให้จัดการทรัพย์สินของแผ่นดินและดูแลทุกข์สุขของราษฎร กลับใช้อำนาจเหล่านั้นในทางมิชอบด้วยการเบียดบังผลประโยชน์ของแผ่นดินมาเป็นของตน ข่มเหงรังแกขูดรีดราษฎร สร้างความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นทั่วทุกหย่อมหญ้า อันเป็นเหตุให้เกิดกลียุค เป็นที่ชอบใจแก่ประเทศเพื่อนบ้านยิ่งนักเพราะสามารถยกทัพมารุกรานได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากประชาชนแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า ขาดความสามัคคี

ย่อหน้าสุดท้ายนี่ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านที่ไหน ? หรือจะฝันเห็นไปเองก็ไม่รู้ ?
เพระาสมัยโบราณนั่น ไม่มีนักการเมือง

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -