บทความยอดนิยม

Archive for กรกฎาคม 2011

สัจธรรม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

สัจธรรม ในความหมายที่รู้กันโดยทั่วไปนั้นคือความเป็นจริงของธรรมชาติบนโลกใบนี้ และทุกๆ สิ่งนั้นมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะค้นพบเสียอีก ตัวอย่างเช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและทุกคนก็รับรู้ด้วยตนเองว่ามีอยู่จริงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่จริง เมื่อมาถึงยุคสมัยการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ก็มีการกล่าวถึง ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค ซึ่งได้อธิบายขยายความเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้โดยละเอียดและลึกซึ้ง ซึ่งทุกคนบนโลกใบนี้เมื่อมีโอกาสได้พิจารณาด้วยเหตุและผล ก็ยอมรับได้ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ เรียกว่า "สัจธรรม" หรือ "อริยสัจ" หรือ อริยสัจ 4 ตามประสาชาวบ้าน เป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ไม่มีใครสรรค์สร้างขึ้นมา แม้แต่ในปัจจุบันที่มนุษย์เพียรพยายามเปลี่ยนแปลงกฎแห่งธรรมชาติเหล่านี้อย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม

เรื่องที่คนทุกคนจะต้องดำเนินการต่อมาจากการ "รับรู้" ในสัจธรรมแล้ว ก็คือ การปฏิบัติตนของแต่ละบุคคล เพื่อเลือกเส้นทางในการดำเนินชีวิตของตนว่า "ต้องการทำเพื่ออะไร ?" ซึ่งจุดประสงค์นั้นสามารถแสดงให้้เห็นถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ ว่ามีอุปนิสัยใจคอเช่นไร ? และมีความ "เข้าใจ" ในสัจธรรมที่แท้จริงหรือไม่ ? เพราะสัจธรรมไม่ใช่ปัจจัยในการสร้างความสำเร็จให้กับชีวิตโดยสมบูรณ์ หาก "ใจ" ไม่รู้สึกถึงสัจธรรมที่ควรจะเป็นไปตามวิถีทางของธรรมชาติ

ชีวิตในสังคมปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ แต่พยายามที่จะสร้างสรรค์ปรุงแต่ง "สิ่งไร้ค่า" ให้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ในขณะเดียวกันก็ทำลายคุณค่าของ "สิ่งที่มีค่า" ให้ด้อยในคุณค่า ด้วยวิถีทางทางสังคมสมัยใหม่โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ของผู้คนให้มุ่งไปกำหนดคุณค่าของ "เงินตรา" ให้สูงส่งเหนือกว่าคุณค่าของ "จิตใจ" เปลี่ยนจิตใจของผู้คนให้ตกต่ำลงจนเกือบอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์และในบางคนก็ต่ำลงกว่าระดับสัตว์เดรัจฉานเสียด้วยซ้ำไป

สัจจะ คือ ความจริง และมักใช้คำนี้ในลักษณะเดียวกับคำว่า ซื่อสัตย์ นั่นหมายความถึง ความจริงใจ ซื่อตรง เชื่อถือได้ เมื่อนำมาใช้ร่วมกันทั้งประโยคก็จะมีความหมายที่สมบูรณ์ขึ้น เช่น รักษาสัตย์ มีวาจาสัตย์ รักษาสัจจะ และโดยปกติคำๆ นี้นักการเมืองของบ้านเราชอบที่จะนำมาใช้ทั้งๆ ที่ตนเองไม่สามารถที่จะกระทำได้ เพราะมองเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นสำคัญมากกว่ามองไปถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน บ่มเพาะขยายพันธุ์มนุษย์ที่มีนิสัยเปลี่ยนไปในทางอมนุษย์ ด้วยความก้าวร้าวรุนแรงทั้งความคิดและการกระทำ ชอบพูดจาเสียดสีให้ร้ายผู้อื่น ชอบข่มขู่ท้าทายผู้อื่น มุ่งแสวงหาอำนาจบารมีและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ(ซึ่งผ่านการพิจารณาจากบุคคลกลุ่มนี้เช่นกัน) ไม่มีความสนใจใคร่รู้ว่าประเทศชาติและประชาชนจะดำเนินชีวิตไปอย่างไรในอนาคต

จึงทำให้เกิดคำพูดเกี่ยวกับสัจธรรมในภาษาเฉพาะขึ้นว่า สัตว์จะทำ

หนังสือเก่า

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

วันก่อนเข้าไปร่อนเร่อยู่ในโลกออนไลน์ไปสะดุดอยู่ที่เว็บไซท์ “นิติราษฎร์” (http://www.enlightened-jurists.com/) ในมุมเอกสารประวัติศาสตร์ พบกับหนังสือชื่อ “คู่มือระบอบใหม่” โดย นายบุญทอง เลขะกุล เป็น ผู้รวบรวมพิมพ์ ความหนา 372 หน้า พิมพ์ที่ โรงพิมพ์สยามพณิชยการ  ถนนสีลม พระนคร ระบุวันที่  24/6/77   นาย ม.อิสไมล์ ผู้พิมพ์ โฆษณา เนื้อหาทั้งหมดจะเป็นการรวบรวม ปาฐกถา ของบุคคลสำคัญต่างๆ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเกี่ยวกับเรื่องราวของ รัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรสยาม  ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุรายละเอียดถึงการกระจายอำนาจการปกครองไว้ชัดเจน แต่ก็มีการกล่าวถึง พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พ.ศ.2476 และบางช่วงก็มีการกล่าวถึง สภาตำบลไว้ด้วย นั่นก็แสดงว่ามีการกระจายอำนาจการปกครองออกไปสู่ท้องถิ่นพร้อมๆ กับการเริ่มมีรัฐธรรมนูญใช้บังคับ เราจะมาอ่านคำนำกันทั้งหมดเลย


คำนำ
ผู้จัดการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ได้แสดงความประสงค์แก่ข้าพเจ้าว่า ใคร่จะรวบรวมพิมพ์หนังสือสักเล่มหนึ่ง ให้มีลักษณะเปนคู่มือของประชาชน สำหรับจะได้ใช้ในการแสวง และรักษาผลประโยชน์ของประชาชนเองตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งใปนหนังสือที่บุคคลทุกประเภทสามารถจะซื้อหาได้ด้วยราคาถูก จึงขอให้ข้าพเจ้าช่วยวางโครงของหนังสือเช่นนั้นขึ้น

ข้าพเจ้าได้ลองวาดโครงของหนังสือ ซึ่งผู้จัดการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ปราถนานั้นขึ้นก็ได้รูปดังนี้ คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม, พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง (รวมทั้ง พระราชกฤษฎีกา และกฎกระทรวงซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจพระราชบัญญัตินั้น) พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล และข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร(ฉะบับใหม่) ซึ่งให้อนุโลมใช้ในสภาจังหวัด, สภาเมืองหรือนครและสภาตำบลด้วย
แต่โดยที่ผู้ริเริ่มเรื่องนี้ ได้ประสงค์จะให้ชื่อหนังสือนี้ว่า “คู่มือระบอบใหม่” โครงหนังสือที่ข้าพเจ้าวางขึ้นดังปรากฎข้างต้น จึงยังไม่สำเร็จประโยชน์ตามปราถนาของผู้ริเริ่ม เพราะตามโครงการนั้น เปนแต่เพียงบทบัญญัติกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น หามีคำแนะนำอธิบายหรือชี้แนวกฎหมายนั้นๆ ไม่ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าสมควรจะตกแต่งให้สำเร็จรูปเปนหนังสือที่ผู้ริเริ่มต้องประสงค์ ด้วยการบันจุปาฐกถา และบทประพันธ์ของท่านผู้มีชื่อเสียงลงในทุกๆ เรื่องที่ข้าพเจ้าวางโครงไว้ จึงได้ไปขอประทานพระอนุมัติ และขออนุมัติจากท่านที่มีพระนาม และนามอยู่ในสาระบาญแห่งหนังสือเล่มนี้ เพื่อบันจุสำเนาปาฐกถาและบทประพันธ์ของท่านลงโดยครบครัน ก็โปรดประทานพระอนุมัติ และกรุณาอนุมัติทุกท่าน
ข้าพเจ้าไม่จำต้องกล่าวเสริมคุณค่าแห่งปาฐกถา และบทประพันธ์ ของท่านที่ทรงไว้ซึ่งชื่อเสียงโด่งดัง เช่น ท่านวรรณไวทยากร วรวรรณ ท่านสกลวรรณากร วรวรรณ และเจ้าพระยาธรรมศศักดิมนตรี อันมหาชนได้ตระหนักชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนหลวงประพันธ์ไพรัชชพากย์นั้นเล่า เมื่อปรากฎว่าเปนผู้ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ากองควบคุมเทศบาลแห่งกระทรวงมหาดไทย อันมีหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องเทศบาลโดยตรงเช่นนั้นแล้ว ปาฐกถาของท่านผู้นี้ย่อมเหมาะที่จะบันจุไว้ในหนังสือเล่มนี้ไม่ต้องสงสัย

สำหรับปาฐกถาของเจ้าพระยาธรรมศักดิมนตรีนั้น แม้ท่านจะได้แสดงตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎร ยังใช้ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาฉะบับเก่าก็ดี แต่ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า ข้อบังคับเก่าซึ่งท่านอธิบายนั้น ข้อใดตรงกับข้อบังคับใม่ข้อใด เพื่อท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจข้อบังคับใหม่โดยถูกต้อง
ข้าพเจ้าหวังใจว่า หนังสือ “คู่มือระบอบใหม่” จะเปนประโยชน์แก่เพื่อนร่วมประชาชาติของเรา ตามความปราถนาอันดีงามของผู้จัดการหนังสือพิมพ์ประชาชาติได้บ้างไม่มากก็น้อย และถ้าแม้ว่า ความหวังของข้าพเจ้าไม่ผิดแล้ว ท่านผู้ได้รับประโยชน์เช่นนั้นย่อมเปนหนี้บุญคุณแก่ท่านเจ้าของปาฐกถา และบทประพันธ์ ซึ่งได้กล่าวพระนามและนามมาแล้วทั้งสิ้น

สนิท เจริญรัฐ, ส.ส.
สำนักผู้แทนราษฎรนครราชสีมา
โรงพิมพ์ประชาชาติ พระนคร
วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๗



อย่างน้อยในช่วงเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองก็ยังมีผู้มองเห็นคุณค่าของการให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปในเรื่องที่เกี่ยวกับระบอบการปกครอง ซึ่งหากใครสนใจก็หาอ่านเอาเองนะครับ หาไม่ได้จริงๆ ก็แจ้งมาได้ เพราะอยากจะให้ทุกคนมองเห็นถึงความปราถนาดีของคนรุ่นแรกที่อยากถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา ประชาชนส่วนมากก็ยังคงเพิกเฉยต่อการแสวงหาความรู้ ได้แต่อ้างถึง “สิทธิของตน” ตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยพูดถึง “หน้าที่ของตน” ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะคนส่วนมากยังเข้าใจว่า สิทธิของตน นั่นคือ ผลประโยชน์ที่ตนจะต้องได้รับจากรัฐ และจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาโดยไม่นำพาว่าจะไปก้าวก่าย ละเมิด หรือ ล่วงเกิน “สิทธิของผู้อื่น” หรือไม่ ?

และก็ลืมสำนึกในหน้าที่ของตนไปโดยปริยาย

ตัวตนที่อิสระ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สถานการณ์บ้านเมืองภายหลังจากที่รู้ผลการเลือกตั้งแล้ว มีคละเคล้ากันไปในหลากหลายอารมณ์ บางส่วนเริงร่ายินดีกับชัยชนะเหมือนกับได้ของเล่นชิ้นโปรดที่หลุดมือตกน้ำไปกลับคืนมาอีกครั้ง บางส่วนสุดซึมกับความพายแพ้อย่างไม่คาดคิด บางส่วนยังคงนั่งมึนงงอยู่กับเก้าอี้ในบ้านเพราะได้รับเลือกตั้งเข้าไปเป็น ส.ส.โดยที่ไม่เคยหวังไว้เกินครึ่งซักหน บางส่วนก็เข้าไปเป็นท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติโดยอัตโนมัติเพราะท่านผู้นำพรรคเมตตาบรรจุชื่อไว้ในลำดับต้นๆ ของ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ด้วยความรักใคร่เป็นการส่วนตัวหรือไม่ก็อาจเป็นด้วยผลงานที่ได้อุทิศตนทุ่มเทแรงกายแรงใจชื่อเสียงของตนรวมถึงของวงศ์ตระกูลในการทำงานอย่างถวายหัวไม่เลือกว่าจะเป็นงานอะไรทั้งสิ้น


ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่นี้ ผลสรุปก็คงเป็นดังเช่นทุกรัฐบาลที่ผ่านมา นั่นคือ ประชาชนยังคงอุดมไปด้วยความหวังและการตั้งตารอคอยความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของความเป็นไปในบ้านเมือง ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในสังคมที่มีแต่การเอารัดเอาเปรียบผู้ต่ำต้อยกว่า แม้กระทั่งจากรัฐบาลเอง แต่ประชาชนก็ต้องการเพียงดำรงชีวิตอยู่ให้ได้ มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีอาหารเพียงพอในการบริโภค มีเครื่องอุปโภคที่จำเป็นต่อการใช้สอยเท่าที่จำเป็น และจุดหมายของความต้องการทั้งหมดสรุปได้เพียง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เมื่อหมดหวังจากการทำงานของรัฐบาลมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 สิ่งหนึ่งที่เป็นความหวังของประชาชนก็คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการระบุไว้อย่างขัดเจนในรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันหลังจากที่ถูกปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ทันต่อพฤติกรรมของนักการเมืองที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารปกครองบ้านเมือง นับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 18 ฉบับ ฉบับปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งมีบทบัญญัติ จำนวน 309 มาตรา โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ต่อมาก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมในบางมาตรา ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 เมื่อต้นปี 2554 นี้เอง แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาองค์กรอิสระถูกจับตามองเป็นพิเศษถึงความเป็นอิสระ ว่าปลอดจากการแทรกแซงจริงหรือไม่ ? และคำตอบก็คือ ทุกองค์กรถูกแทรกแซงอย่างแน่นอน บางองค์กรก็ชัดเจนเปิดเผย บางองค์กรก็ถูกเปิดโปงอย่างลับๆ อันเนื่องมาจากกระบวนการในการสรรหานั้นเปิดช่องทางให้มีการแทรกแซงตั้งแต่เริ่มต้นเสียแล้ว และทั้งหมดก็อยู่ในอำนาจเด็ดขาดของฝ่ายการเมือง

เนื่องจากการทำงานขององค์กรอิสระนั้นมีผลกระทบต่อสถานะของนักการเมืองอาชีพ การทำงานขององค์กรจึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตี ให้ร้าย กล่าวโทษ การปล่อยข่าวลวง การจ้องจับผิดการทำงานในทุกเรื่อง และการถูกฟ้องร้องในคดีความจนนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเหล่านี้บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรในสายตาประชาชนลงไปทีละน้อย นั่นคือเจตนารมณ์ของนักการเมืองที่ไม่สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของตนที่ไม่ต้องการถูกตรวจสอบหรือจับผิดในพฤติกรรมของตน

ดังนั้น องค์กรอิสระ จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันคุ้มครองป้องกันและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดก็คือ ตัวประชาชนเองจะต้องมีความเป็นอิสระในการใช้วิจารณญานของตนในการสำรวจพฤติกรรมของนักการเมืองและการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด มีความสนใจในงบประมาณทุกบาทที่ถูกนำไปใช้จ่ายในทุกโครงการซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภา ใส่ใจในรายละเอียดทุกความสัมพันธ์ระหว่าง นักการเมือง ข้าราชการชั้นสูงและ นักธุรกิจระดับชาติ นั่นจึงจะเป็นวิธีการที่่ถูกต้อง ที่สมควรจะทำ เพื่อรักษาสิทธิในความเป็นเจ้าของประเทศที่สมบูรณ์

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -