บทความยอดนิยม

Archive for มิถุนายน 2011

มรดกโลก

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
มรดกโลก (อังกฤษ: World Heritage Site; ฝรั่งเศส: Patrimoine Mondial) คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตกทอดไปถึงอนาคต

ใน พ.ศ. 2553 มีมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 911 แห่ง แบ่งออกเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม 704 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 180 แห่ง และมรดกโลกแบบผสม 27 แห่ง ตั้งอยู่ใน 151 ประเทศ โดยอิตาลีเป็นประเทศที่มีจำนวนมรดกโลกมากที่สุด คือ 44 แห่ง แม้ว่ายูเนสโกจะอ้างอิงถึงมรดกโลกแต่ละแห่งด้วยหมายเลข แต่การขึ้นทะเบียนในหลายครั้งก็จะผนวกเอามรดกโลกที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้วเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่มีพื้นที่มากขึ้น ดังนั้นจึงมีหมายเลขมรดกโลกเกิน 1,200 ไปแล้วแม้ว่าจะมีจำนวนมรดกโลกน้อยกว่าก็ตาม

มรดกโลกแต่ละแห่งเป็นทรัพย์สินของประเทศที่เป็นเจ้าของดินแดนที่มรดกโลกตั้งอยู่ แต่ได้ถูกพิจารณาให้เป็นผลประโยชน์ของประชาคมระหว่างประเทศในการอนุรักษ์มรดกโลกแห่งนั้น

ประเทศที่ต้องการเสนอชื่อสถานที่ในประเทศของตนให้ได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อันดับแรกจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่มีความสำคัญทางธรรมชาติและวัฒนธรรมทั้งหมดภายในประเทศของตน บัญชีนี้จะเรียกว่า บัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะมีเพียงสถานที่ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีนี้เท่านั้นที่จะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อ ขั้นต่อมา ประเทศนั้นๆจะต้องเลือกรายชื่อสถานที่ที่ต้องการเสนอชื่อมาจากบัญชีรายชื่อเบื้องต้น เพื่อจัดทำเป็นแฟ้มข้อมูล (Nomination File) โดยทางศูนย์มรดกโลกอาจให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำแฟ้มข้อมูลนี้
เมื่อถึงขั้นตอนนี้ แฟ้มข้อมูลจะถูกตรวจสอบและพิจารณาจากองค์กร 2 แห่ง ได้แก่ สภานานาชาติว่าด้วยการดูแลอนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี (International Council on Monuments and Sites) และ สหภาพสากลเพื่อการอนุรักษ์ (World Conservation Union) แล้วทั้งสององค์กรนี้จะยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการมรดกโลก ทางคณะกรรมการจะมีการประชุมร่วมกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อตัดสินว่าสถานที่ที่มีการเสนอชื่อแห่งใดบ้างที่ควรได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หรือทางคณะกรรมการอาจร้องขอให้ประเทศที่เสนอชื่อได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่เพิ่มเติม โดยการพิจารณาว่าจะขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งใดจะต้องมีลักษณะตามเกณฑ์มาตรฐานข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อ

ข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก
กระทั่งปี พ.ศ. 2548 มีข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ทั้งหมด 6 ข้อสำหรับมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 4 ข้อสำหรับมรดกโลกทางธรรมชาติในการพิจารณาให้เป็นแหล่งมรดกโลก ดังนี้

หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม
- เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
- เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
- เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
- เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
- มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์

หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ
- เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
- เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
- เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
- เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย

(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

อนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกได้รับการบริหารโดย “คณะกรรมการมรดกโลก" (World Heritage Committee)โดยประกอบด้วยกรรมการจาก ๒๑ ประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐภาคี (States Parties) มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ ๔ – ๖ ปี มีหน้าที่ดังนี้
1. พิจารณาแหล่งทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นสากลซึ่งควรจะได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญา โดยขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลก
2. ติดตามตรวจสอบสถานะของการอนุรักษ์แหล่งมรดกโลกที่ขึ้นบัญชีแล้วและพิจารณาการขึ้นบัญชีหรือเพิกถอนออกจาก บัญชีมรดกโลกในภาวะอันตราย (List of World Heritage in Danger) รวมทั้งตัดสินการเพิกถอนออกจากบัญชีมรดกโลก
3. พิจารณาคำร้องของรัฐภาคีที่เสนอขอความช่วยเหลือของนานาชาติจากกองทุนมรดกโลก (World Heritage Fund)
การดำเนินงานของคณะกรรมการมรดกโลก ได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากสำนักงานเลขานุการ "ศูนย์มรดกโลก" (The World Heritage Center) ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

การที่รัฐบาลไทยประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคี คณะกรรมการมรดกโลก เพราะไม่ต้องการให้มีการพิจารณาแผนขึ้นทะเบียนของฝ่ายกัมพูชาหากมีการประชุมแผนของกัมพูชาเมื่อไร ’สุ่มเสี่ยง“ ที่ไทยจะเสียดินแดน การถอนตัวที่ว่า เพราะต้องการแสดงออกว่าไม่ยอมรับและการถอนตัว เพราะไม่ต้องการให้ผลผูกพันใด ๆ หากคณะกรรมการมรดกโลก มีมติอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า "การที่ไทยลาออกจากคณะกรรมการมรดกโลกแล้ว ผลใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นจากการกระทำของสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลกก็จะไม่มีผลผูกพันต่อประเทศไทย หมายความว่าทางคณะกรรมการมรดกโลกจะให้กัมพูชาเข้าดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่เป็นการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนของไทยไม่ได้เป็นอันขาด หากว่ามีการประกาศขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลก และยอมรับแผนการจัดการพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารของกัมพูชา บางส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในฝ่ายไทยนั้น ต้องมีการขออนุญาตรัฐบาลไทยก่อน จะกระทำการใดๆ ไม่ได้ เนื่องจากไทยไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีผลผูกพันใดๆ

การถอนตัวออกจากภาคีสมาชิกอนุสัญญาการคุ้มครองมรดกโลกนั้น ไม่มีข้อเสีย มีแต่ข้อดี เพราะทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับข้อมติของคณะกรรมการมรดกโลก ถ้าเรายอมรับตามแผนบริหารจัดการดังกล่าว ก็เท่ากับว่ายินยอมเห็นชอบ ทำให้กัมพูชาหยิบยกเป็นข้ออ้างเป็นหลักฐานไปสู้คดีในศาลโลกได้ ไม่ถือว่าการเดินทางไปครั้งนี้ปฏิบัติหน้าที่ล้มเหลว เราทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยไทยอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การถอนตัวจากสมาชิกภาคีอนุสัญญาฯ ไม่มีผลต่อมรดกโลกของไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หรือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่จะมีผลกับสิ่งที่ขอขึ้นทะเบียนใหม่เท่านั้น ทั้งนี้ แหล่งมรดกโลกจะถูกถอดถอนหากไม่ดูแลรักษาตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการมรดกโลก"




สถานการณ์ทางทหารในพื้นที่ตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา กลับมาสู่ภาวะตึงเครียดขึ้นมาในทันที ตอบรับสถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติ และสื่อมวลชนก็ขานรับประโคมข่าวความเคลื่อนไหวของกัมพูชาอย่างนาทีต่อนาที ดูจะให้ความสำคัญกับท่าทีของกัมพูชาจนเกินเหตุ เพราะดูเหมือนจะเป็นท่าทีขึงขังเหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ครั้งที่ฮุนเซนอาศัยกองกำลังของเวียตนามมาบุกยึดประเทศจากเขมรแดง ในครั้งนั้นกองกำลังของเวียตนามทำทีเหมือนจะบุกเข้ามาในประเทศไทยเหมือนกัน เนื่องจากมีการหยั่งเชิงด้วยการพาเขมรบางกลุ่มบุกรุกเข้ามาก่อเหตุร้ายในบ้านเราเพียงชั่วครู่ก่อนจะถอยกลับไปเมื่อเห็นว่าทางไทยเอาจริง ซึ่งเรื่องนี้กองกำลังที่เคยร่วมรบกับ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.พัน ที่ค่ายสุรสิงหนาท อ.อรัญประเทศ จะเป็นผู้ตอบข้อสงสัยเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

สิ่งหนึ่งที่ไทยไม่ควรลืมก็คือ ฮุนเซนน่ะมีที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีของบ้านเราทีเดียว และอาจจะให้คำแนะนำพิเศษในด้านอื่นๆ ได้เหมือนกันเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขสถานการณ์ทางด้านความมั่นคง ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับสถานการณอันร้อนระอุทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะไฟภายในบ้านเราก็กำลังคุกรุ่นรอเวลาที่จะลุกโหมภายหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

จุดหมายที่แตกต่าง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

สิทธิของประชาชน ในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อเลือกสรรตัวแทนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารปกครองประเทศ เป็นสิทธิส่วนบุคคลซึ่งประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของมันโดยสมบูรณ์และสามารถแสดงออกมาโดยเปิดเผย ทว่าในบางครั้งก็มีข้อจำกัดที่อาจจะมีผลกระทบต่อสุขภาพทางร่างกายหรือจิตใจสำหรับคนบางคนที่ไปเลือกรับสินจ้างรางวัล หรือถูกข่มขู่ หรือผูกพันกันด้วยระบบอุปถัมภ์มาก่อน แต่กฎหมายก็เปิดช่องว่างในเรื่องนี้ให้ด้วยการลงคะแนนลับในคูหาซึ่งปกปิดมิดชิดไม่มีผู้ใดมาล่วงรู้ว่าเราลงคะแนนเสียงให้กับผู้ใด บางหนก็เป็นเรื่องของคุณค่าของจิตใจที่ตกปากรับคำไว้ก่อนแล้ว ทำให้ไม่สามารถตระบัดสัตย์ได้ตามวิสัยลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิงก็แล้วแต่ โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของตนเองมากกว่าความเป็นไปของประเทศชาติ ผลการเลือกตั้งในทุกครั้งจึงปรากฎผลที่อยู่ในความคาดหมายของผู้คนเสมอ

ความพร้อมในการพิจารณาถึงเหตุและผลของประชาชนมีขีดจำกัดในเรื่องของการรับรู้ข่าวสาร และการใช้วิจารณญานแยกแยะถึงความถูกต้อง ประกอบกับการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลเน้นหนักไปในแนวทางแก้ต่าง หรือโจมตีตัวบุคคล มากกว่าการใช้เหตุผลตามหลักการเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะที่อีกฝ่ายนั้นมุ่งโจมตีความล้มเหลวของระบบราชการเป็นสำคัญเพราะรู้ดีถึงจุดอ่อนในเรื่องดังกล่าวว่าเป็นเป้าโจมตีที่เหมาะสมที่สุด (เหมือนครั้งที่ฝ่ายตนตกเป็นฝ่ายรับมาก่อนหน้านั้น)

เคยอ่านข่าวสารเกี่ยวกับงานวิจัยบางชิ้นที่สำรวจความรู้สึกของประชาชนต่อการคอรัปชั่นของบรรดา ข้าราชการทุกประเภทรวมไปถึงพ่อค้านักธุรกิจระดับใหญ่ๆ ว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ? ผลสรุปออกมาว่า ช่างมันเหอะ อยากโกงอยากกินก็เอา แต่ก็เผื่อแผ่ลงมาให้ประชาชนบ้างก็แล้วกัน อย่ากินเงียบๆ ขออภัย ที่ต้องแปลเป็นไทยอย่างนี้ ซึ่งหมายความว่าการคอรัปชั่นกลับกลายเป็นสิ่งที่คนในสังคมยอมรับกันอย่างสนิทใจเสียแล้ว ไม่มีการต่อต้านใดๆ หลงเหลืออยู่อีกต่อไป นั่นก็เพราะประชาชนไม่มีเรียวแรงที่จะไปคัดค้านขัดขวางกระบวนการเหล่านี้ได้เลย องค์กรอิสระต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบกลับกลายเป็นเพียงตำแหน่งหน้าที่ที่มีผู้มาสวมหัวโขนและเต้นไปตามบทที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง แม้แต่พรรคการเมืองก็พากันเมินเฉยต่อนโยบายการต่อสู้กับคอรัปชั่นที่มีมายาวนาน หันมาใช้นโยบายประชานิยม ตามใจประชาชนจนแทบไม่ต้องทำมาหากินอะไร นอกจากการกู้ยืม มีที่นาก็ผลักดันให้จ้างบริษัทต่างชาติมาทำนาแทน ส่วนชาวนาก็นั่งรอรับเศษเงินที่ตัวกลางทั้งหลายพากันสูบเลือดไปจนแห้งเหือด

ประชาชนเท่านั้น คือ หัวใจของประเทศ ไม่ใช่ด้วยการปกครองสั่งการด้วยคนเพียงคนเดียวที่คิดเอาเองว่าตนเองฉลาดเกินกว่าคนทั้งแผ่นดิน ขณะที่ประชาชนบางส่วนก็ยังคงเชิดชูชื่นชมในความเป็นยอดมนุษย์โดยไม่พิจารณาถึงเหคุและผล โดยไม่ใยดีต่อความเสี่ยงที่จะสูญเสียความเป็นเอกราชของชาติไทยและสูญเสียสิทธิครอบครองผืนแผ่นดินที่จะอยู่อาศัยต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรี

ขอให้มีความสุขกับเศษเงินที่พึงได้รับแลกกับสิทธิของความเป็นคนของแผ่นดินนี้

ภาพหายาก

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

คงจะไม่ใช่ภาพที่จะหาดูได้ง่ายๆ รายวันเหมือนภาพที่เห็นใในพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์หรือในนิตยสารต่างๆ ที่มักจะได้เห็นบรรดาศิลปิน ดารานักร้องพนมมือไหว้บรรดาผู้สื่อข่าวเพื่อฝากภาพของความนอบน้อมส่งต่อไปยังบรรดามิตรรักนักเพลงหรือแฟนคลับทั้งมวล แต่ภาพของบรรดา ว่าที่ ส.ส. หรือ ว่าที่ รัฐมนตรี ทั้งหลายที่จะเดินมาพบปะพูดคุยยกมือพนมกราบไหว้ประชาชนคนเดินดิน (หรือจะเรียกคนรากหญ้าตามศัพท์ผู้ก่อความไม่สงบก็ย่อมได้) ไม่ใช่ภาพที่จะได้พบเห็นในยามปกติและไม่ปกติ เนื่องจากเกือบทั้งร้อยเปอร์เซนต์ไม่เคยได้ลงมาพูดคุยพบปะกับชาวบ้านหรือยกมือไหว้ใครหน้าไหนทั้งนั้น(แม้แต่เจอกับพระสงฆ์บางครั้งยังเดินหนีไปซะเฉยๆ)

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บรรดา ว่าที่ ส.ส.ทุกคนจะเป็นอย่างนั้น แต่มีอยู่จำนวนมากที่คลุกคลีมีกิจกรรมร่วมกับชาวบ้านมาโดยตลอด แต่ไม่ค่อยจะเป็นที่ติดตาต้องใจประชาชนนัก เหตุผลก็เพราะหลายท่านที่กล่าวถึงนี้ส่วนมากจะกลายเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.เท่านั้น (เหมือนทุกครั้ง) ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกเรื่องหนึ่งของบ้านเมืองเราเพราะ ว่าที่ ผู้สมัครบางคน ถ้าปล่อยให้เดินไปคนเดียวในเขตเลือกตั้งของตนเองก็อาจจะหลงทางโดยไม่รู้สาเหตุ (ซึ่งเป็นเพราะไม่เคยมาเดินแถวนี้สี่ปีแล้ว) แม้จะเคยเป็น ส.ส.เขตเดิมมาแล้วหลายสมัยก็ตาม บารมีและหน้าตาก็เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ผลงานในทางการเมืองไม่เคยปรากฎสักนิดเดียว เมื่อถึงช่วงเวลานี้ก็จะต้องออกมาเดินพนมมือกราบกรานขอคะแนนเสียงกันอีกครั้งอย่างจริงจัง แทบจะถ้วนทั่วทุกตัวคนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้ เพราะการสอบตกเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้แน่นอน

หลายท่านทุ่มเททุกอย่างเพื่อเก้าอี้ดนตรีตัวสำคัญนี้ ในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งนั่นหมายความรวมถึงการใช่เล่ห์เพทุบายทั้งทางเปิดเผยและทางลับ จนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียแล้วในทางการเมือง บัญชีการเงินในธนาคารทุกธนาคารโยกย้ายสับสนอลหม่านเพื่อใช้ไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละท่านหรือหลายๆ ท่านย่อมใช้มากกว่า 1.5 ล้านตามที่ กกต.กำหนดไว้(โดยไม่มีใบเสร็จ)

อยากจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเป็นปีหน้าจริงๆ ไม่ใช่อะไรหรอก เพียงแต่อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศความอ่อนน้อมถ่อมตนและภาพการกราบไหว้ของบรรดาท่านผู้มีอำนาจบารมีหลายๆ ท่านในแผ่นดิน ที่มีช่วงเวลาที่รู้จักกับคำว่าอ่อนน้อม เคารพผู้อาวุโสและเคารพในความเท่าเทียมกันของบุคคลในสังคม แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตามที

แม้จะเป็นภาพความหลอกลวงที่จะต้องตามหลอกหลอนชีวิตของเราต่อไปอีก 4 ปี

ราชอาณาจักร

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ขึ้นต้นชื่อเรื่องธรรมดาแต่คงจะไม่ธรรมดาเพราะจากการให้สัมภาษณ์ของผู้สมัครจากพรรคการเมืองหนึ่งที่ไปหาเสียงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเปิดนโยบายการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ เป็นการสานต่อแนวนโยบายที่รัฐบาลในสมัยหนึ่งเคยนำเสนอเข้ามาในกระแสสังคมเพราะต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแนวทางเดียวกับการ "ฆ่าตัดตอน" ไม่ต้องมานั่งเปลืองสมองแก้ปัญหาความวุ่นวาย ผลปรากฎว่ามีเสียงคัดค้านเซ็งแซ่ จนต้องระงับโครงการไปเพียงเท่านั้น เนื่องมาจากมีผลกระทบต่อบทบัญญัติในกฎหมายรัฐธรรมนูญในด้านความมั่นคงเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของความเป็น "ประเทศไทย" และมีผลกระทบด้านจิตใจในภาพรวมของคนในชาติ


การชูนโยบายเช่นนี้เหมือนกับเป็นการเรียกหาคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบโดยตรง ซึ่งเป็นนโยบายที่หมิ่นเหม่ต่อความเป็นเอกราชของชาติโดยที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าคะแนนเสียงของตนในภาคใต้นั้นแทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว ดังนั้นผลที่จะเกิดขึ้นติดตามมาไม่ว่าจะดีหรือร้าย จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่พรรคการเมืองนั้นจะต้องห่วงกังวลแต่อย่างใด คงเดินหน้าหาเสียงชูนโยบายทุกอย่างที่ถูกตาต้องใจประชาชนในแต่ละภูมิภาค ไม่มีขัดอารมณ์ใครทั้งสิ้น ส่วนหลังการเลือกตั้งตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้วค่อยมาว่ากันใหม่ มีเสียงต่อว่าเรียกร้องหรือสะดุดความรู้สึกคนมากเข้าก็ยุบสภาเป็นทางออกที่ง่ายที่สุดและเป็นสากลที่สุด

เขตปกครองพิเศษ ก็คือ พื้นที่ซึ่งมีการบริหารปกครองโดยเอกเทศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลของประเทศ สามารถออกกฎหมายบังคับใช้ในพื้นที่เอง มีการบริหารจัดการระบบการเงินการงบประมาณด้วยตนเอง ซึ่งตามหลักการแล้วจะพ่วงคำว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าไปด้วย โดยนโยบายของพื้นที่จะเน้นทางเศรษฐกิจเป็นหลักมีการให้โอกาศทางภาษีพิเศษต่อนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุน มีการเลือกตั้งผู้บริหารเช่นกัน แต่เชื่อแน่ว่าจะต้องเป็นแหล่งรวมของนักธุรกิจและนายทุนสายการเมืองเข้ามาเดินสวนสนามกันคึกคัก เพราะกฎหมายที่ร่างขึ้นมานั้นย่อมเอื้ออำนวยต่อผลประโยชน์ให้กับนักลงทุนอย่างถ้วนหน้าโดยไม่ต้องสนใจใยดีต่อสภาพทางภูมิศาสตร์หรือทรัพยากรหรือประชาชนในพื้นที่แม้แต่น้อยว่าจะเกิดผลกระทบเช่นไรติดตามมา กฎหมายทุกฉบับย่อมผ่านความเห็นชอบอย่างราบรื่นด้วยระบอบเผด็จการของสภาที่จัดตั้งขึ้นมาจากพวกพ้องนายทุน

จะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะประเทศเรานานมาแล้ว ไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนหรือพรรคการเมืองไหนจะนำเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมายึดถือเป็นนโยบายหลักหรือเร่งด่วนของตนหรือพรรคการเมือง หากแต่คำนึงถึงผลประโโยชน์ส่วนตนและพรรคการเมืองของตนมากกว่า(บางครั้งก็บวกด้วยผลประโยชน์ของครอบครัวกับเครือญาติเข้าไปด้วย) ความแตกสลายของรัฐบาลทุกครั้งจึงเกิดขึ้นมาจากการแก่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์กันทุกครั้ง และในบางหนคะแนนเสียงข้างมากก็ไม่ค่อยสร้างความอุ่นใจให้เท่าไรนัก เพราะคนยืนข้างหลังหรือยืนข้างๆ ก็ไม่รู้ว่าจะถูกใครคนไหนเอามีดดาบมาฟันข้างหลัง

มันเป็นสถานการณ์ที่หนักหนาตามประสานักการเมือง

อย่างไรก็ตามช่วงนี้ก็ขอให้หาเสียงกันอย่างสนุกตามความปราถนาจนกว่าจะถึง 3 กรกฎาคม นี้เพื่อรอให้ประชาชนได้เป็นผู้ตัดสินใจว่าสมควรจะร่วมกันจูงประเทศชาติเดินไปในทิศทางใด

แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ เหรียญทุกเหรียญไม่เคยมีแต่ด้านหัว เพระาเค้าออกแบบให้มีด้านก้อยอยู่ด้วย ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด อย่างน้อยก็เอาไว้เป็นอุปกรณ์ในการเล่นพนันได้สะดวกที่สุด ดังนั้นเมื่อด้านใดด้านหนึ่งอยู่บนก็จะมีอีกด้านไปอยู่ล่าง กาลเวลาที่ผ่านไปจะแสดงให้เห็นถึงความอึมครึมสกปรกซ่อนเร้น และความชัดเจนสะอาดบริสุทธิ์ที่สามารถมองเห็นแม้จะถูกปิดบัง จะเป็นตัวชี้วัดความคงทนของเหรียญทั้งสองด้าน

ทุนการเมืองภาค 2

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ข้อมูลการรับบริจาคเงินของพรรคการเมือง ประจำเดือนเมษายน 2554

พรรคประชาธิปัตย์
• ครั้งที่ 12 ตามเลขที่หนังสือนำส่ง ปชป.54900779/2554 ลงวันที่ 4 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม - 3 เมษายน 2554 จำนวนเงิน 114,686,400.00 บาท
• ครั้งที่ 13 ตามเลขที่หนังสือนำส่ง ปชป.54900803/2554 ลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 4 - 10 เมษายน 2554 จำนวนเงิน 96,365,000.00 บาท
• ครั้งที่ 14 ตามเลขที่หนังสือนำส่ง ปชป.54900870/2554 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 25 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 18-24 เมษายน 2554 จำนวนเงิน 81,715,840.00 บาท
รวม 292,767,240.00 บาท

พรรคอื่นๆ
• พรรคประชาธรรม ตามเลขที่หนังสือนำส่ง พปธ. 2554/012 ลงวันที่ 11 เมษายน 2554ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2554 จำนวน 27,000.00 บาท
• พรรคพลังพัฒนา ตามเลขที่หนังสือนำส่ง พพน. 040/2554 ลงวันที่ 11เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2554 จำนวน 27,307.00 บาท
• พรรครักษ์สันติ ตามเลขที่หนังสือนำส่ง รส./02 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 25 เมษายน 2554 บริจาควันที่ 22 เมษายน 2554 จำนวน 160,000.00 บาท
• พรรคชาติไทยพัฒนา รวม 2 ครั้ง ตามเลขที่หนังสือนำส่ง ชทพ. 76/2554 ลงวันที่ 4 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม -1 เมษายน 2554 จำนวน 3,500,000.00 บาท และ ตามเลขที่หนังสือนำส่ง 81/2554 ลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2554 จำนวน 10,000,000.00 บาท รวม 2 ครั้งเป็น จำนวน 13,500,000.00 บาท
• พรรคเพื่อฟ้าดิน รวม 2 ครั้ง ตามเลขที่หนังสือนำส่ง พฟด. 00.017/2554 ลงวันที่ 6 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2554 บริจาควันที่ 30 มีนาคม 2554 จำนวน 20,000.00 บาท และ ตามเลขที่หนังสือนำส่ง พฟด. 00.018/2554 ลงวันที่ 26 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 20 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่18-25 เมษายน 2554 จำนวน 15,34.00 บาท รวม 2 ครั้งเป็น จำนวน 35,340.00 บาท
• พรรคมาตุภูมิ ตามเลขที่หนังสือนำส่ง มภ.0101(2)/14/2554 ลงวันที่ 5 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 4 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม- 1 เมษายน 2554 จำนวน 290,000.00 บาท
• พรรครวมชาติพัฒนา ตามเลขที่หนังสือนำส่ง รช.0043/2554 ลงวันที่ 11 เมษายน 2554 ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2554 จำนวน 100,000.00 บาท
• พรรคการเมืองใหม่ ตามเลขที่หนังสือนำส่ง ก.ม.ม. 74/2554 ลงวันที่ 25 เมษายน 2554ประกาศ ณ วันที่ 25 เมษายน 2554 ระหว่างวันที่ 18 - 24 เมษายน 2554 จำนวน 30,000.00 บาท

หมายเหตุ : ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง



ก็อย่าแปลกใจถ้าไม่เ็ห็นรายชื่อของพรรคขนาดใหญ่อย่าง พรรคเพื่อไทย ติดอยู่ด้วยเพราะคัดมาเฉพาะเดือนเมษายน ซึ่งผู้บริจาคอาจจะพักผ่อนชั่วคราวก็เป็นได้ ซึ่งถ้าหากติดตามดูทุกเดือนก็จะพบว่ามีการบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างต่อเนื่องแทบไม่ขาดระยะ และจะเน้นหนักไปที่พรรคการเมืองเพียงไม่กี่พรรค เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคประชาธิปัตย์ รวมแล้วเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านทีเดียวเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคตามระบอบประชาธิปไตย (คิดว่าเป็นยังงั้นนะ) เป็นที่น่าสังเกตุว่าบางพรรคแม้จะเป็นพรรคขนาดกลาง(ค่อนไปทางเล็ก) เช่นพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ยังเคยมีเงินรับบริจาคในบางเดือนเป็นหลักล้านบาท

เงินที่ได้รับบริจาคนี้หากมองลึกลงไปในรายละเอียดจะสามารถแยกแยะออกมาได้เป็น 2 ส่วนคือส่วนแรกจะเป็นเงินบริจาคที่มาจากบรรดาสมาชิกของพรรคเอง (มากน้อยตามกำลังศรัทธา ว่างั้นเถอะ) แต่อีกส่วนจะมาจากผู้ประกอบการธุรกิจภาคเอกชน บริษัท ห้างร้าน ต่างๆ มากหลาย (แต่ถ้าจะมองให้ลึกลงไปในรายชื่อกรรมการบริหารในแต่ละบริษัทแล้วจะเห็นถึงเส้นสายกลไกความสัมพันธ์ที่โยงใยเกี่ยวพันกันไปมาเกือบจะทั้งสิ้น) ทำให้สามารถมองเห็นเยื่อใยของนักการเมืองที่มีต่อธุรกิจภาคเอกชนว่าตัดกันไม่ขาดและแยกกันไม่ออกจริงๆ เหตุผลก็มาจากความคงอยู่ของระบอบอุปถัมภ์ในสังคมไทยนั่นเองในทำนองน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เพราะธุรกิจต้องอาศัยระบบราชการเป็นสะพานทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ตลอดมา ขณะที่ระบบราชการก็ต้องพึ่งพาธุรกิจในการขับเคลื่อนโครงการของตนเช่นเดียวกัน

ปัญหาความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น ณ จุดนี้ เพราะในช่วงหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา กลุ่มทุนที่เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทยเดิมเริ่มหันเหเบนมาบริจาคเงินสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นจนผิดสังเกตุและเพิ่มมากขึ้นในปี 51 - 54 แต่ก็คงไม่สร้างความกระทบกระเทือนให้กับพรรคเพื่อไทยมากนักเพราะเป็นพรรคที่มีกลุ่มทุนมหึมายืนเคียงข้างอยู่แล้ว(ไม่ใช่แอบสนับสนุน) และในระยะหลังๆ กลุ่มทุนบางกลุ่มเริ่มบริจาคเงินสนับสนุนอย่างทั่วถึงไปแทบทุกพรรคแบบหว่านแห เป็นการพิสูจน์ได้ว่า เริ่มจะคาดเดาสถานการณ์การเมืองไม่ถูกทิศถูกทางเสียแล้วว่าจะเอนเอียงไปทางใดจึงต้องดักทางไปให้หมดทุกประตู และเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์แบ่งขั้วอย่างชัดเจนเช่นนี้ การทำให้คะแนนเสียงของแต่ละพรรคทะลุเกินครึ่งขึ้นไปจึงเป็นเรื่องเข็นครกขึ้นต้นไม้ไปเสียแล้ว โอกาสจึงตกเป็นของพรรคการเมืองขนาดกลาง ที่เริ่มมีความสำคัญโดดเด่นขึ้นมาทันทีเพราะจะต้องเข้ามามีบทบาทในการเป็นตัวช่วยพรรคใหญ่จัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยคะแนนเสียงลำดับรองๆ ของพรรคตน (ซึ่งน่าจะมีถึง 3-4 พรรคทีเดียว) การต่อรองทางการเมืองช่วงนี้เป็นความสามารถเฉพาะบุคคล ไม่ควรลอกเลียนแบบ

ทำให้หวนนึกถึงสถานการณ์ในการจัดตั้งพรรคการเมืองแบบสหพรรคโดยการกวาดต้อนพรรคเล็กๆ เข้ามารวมตัวกันเพื่อเสียงที่เด็ดขาดในรัฐสภา มีอำนาจในการออกกฎหมายผ่าโลกได้ทุกประเภทด้วยการออกเสียงให้ความเห็นชอบในมติของพรรคอย่างท่วมท้น โดยฝ่ายค้านไม่มีปัญญาที่จะคัดค้านได้เลยตามระบอบเผด็จการรัฐสภาอย่างสมบูรณ์ และสามารถตอบสนองต่อธุรกิจภาคเอกชนได้อย่างเสรี

ประชาชนก็คือประชาชน มีสิทธิ เฉพาะในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่แทนตนเท่านั้นเอง ส่วนที่ว่าท่าน ส.ส.จะเอาปัญหาเรื่องเดือดร้อนต่างๆ ไปทำหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่เวรแต่กรรมเถอะ เพราะเมื่อท่านเข้าไปเป็น ส.ส.ท่านก็จะทำตามมติของพรรคเท่านั้น ประชาชนไม่เกี่ยว

ทุนการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมืองนั้น หากเป็นสมัยโบราณ(นับตั้งแต่หลัง 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมาก็พอแล้ว) การก่อตั้งพรรคการเมืองได้นั้นจะต้องมีเงินทุนที่อาจจะมาจากกลุ่มบุคคลที่ร่วมมือกันก่อตั้งพรรคขึ้นมาและบางส่วนก็มาจากบรรดาผู้อุปถัมภ์ที่ให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง(ก็ควรจะหมายถึงผู้มีอุดมการณ์เดียวกันแต่อายที่จะออกมายืนข้างหน้านั่นแหละ) ดังนั้น ผู้ที่เป็นนักการเมืองจะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ เป็นผู้มีอันจะกินอยู่แล้ว การก้าวเข้ามาสู่เส้นทางการเมืองนั้นมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ ตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองซึ่งสามารถสร้างอำนาจบารมีให้เพิ่มพูนได้อย่างรวดเร็ว และเป็นการเพิ่มบทบาทและฐานะทางสังคมให้ดูดีขึ้น(ในสายตาตนเอง) สรุปแล้ว การอาสาเข้ามาเพื่อรับใช้ประชาชนในการบริหารปกครองประเทศชาติบ้านเมืองจึงเป็นเพียงคำกล่าวขั้นพื้นฐาน(ที่เป็นบทบังคับให้นักการเมืองต้องกล่าวทุกคน) ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องเป็นเช่นนั้น แต่ทว่าคนดีก็มีสอดแทรกอยู่เช่นกันในทุกครั้งทุกคราว ซึ่งไม่เคยปรากฎว่ามีใครได้รับเลือกเข้าไปเลยสักครั้ง เพราะผู้ถูกเลือกมักจะเป็นผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อ เจ้าแม่ หรือผู้ยิ่งใหญ่ในวงการเมืองหน้าเดิมๆ ทั้งหลายทั้งมวล

มาถึงวันนี้มีการออกกฎหมายเพื่อเปิดทางให้คนดีที่ไม่มีเงินทองได้รับโอกาสในการต่อสู้ทางการเมืองด้วยความเท่าเทียมกันในเรื่องของเงินสนับสนุนพรรคการเมืองตามกฎหมายซึ่งมีให้เห็นเป็นหลักการ 2 รูปแบบ คือ
1. เงินบริจาคจากภาษีของประชาชน เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญพรรคการเมือง พ.ศ.2551 ที่กำหนดว่าประชาชนบริจาคสนับสนุนพรรคการเมืองได้ โดยหักจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารายละ 100 บาท ปีแรกคือปี 2551 มีผู้แสดงความจำนงบริจาคเพียง 69,774 คน โดยบริจาคให้พรรคประชาธิปัตย์ 59,768 คน หรือ 5,976,800 บาท พรรคเพื่อไทย 7,941 คน หรือ 794,100 บาท ส่วนพรรคอื่นยอดผู้บริจาคไม่เกิน 300 คน ถัดมาปี 2552 แม้ยอดผู้บริจาคจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่ยอดบริจาคพรรคประชาธิปัตย์นำลิ่วมาเช่นเดิมด้วยยอด 81,330 คน ขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้จะมี ส.ส. ในสภาเป็นอันดับหนึ่ง แต่มีผู้บริจาคเพียง 23,057 คน แถมยังแพ้พรรคตั้งใหม่อย่าง “การเมืองใหม่” ที่มีผู้บริจาค 39,835 คน
2. เงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมือง ซึ่งมาจากภาครัฐ โดยการกำหนดให้พรรคการเมืองเสนอแผนงานโครงการที่จะต้องปฏิบัติเพื่อขอรับเงินสนับสนุนตามที่กฎหมายบัญญัติอย่างเหมาะสม


วิถีทางของการเมืองยุคนี้ก้าวเดินเคียงคู่ไปพร้อมกับวิวัฒนาการ เป็นการก้าวเดินของระบอบทุนนิยมและระบบเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นแนวทางทางการเมืองจึงเป็นประตูก้าวเข้าสู่อำนาจในการออกกฎหมาย อำนาจในการบริหารประเทศ อำนาจในการกำหนดนโยบายที่สำคัญของประเทศ เพื่อสนองตอบต่อระบอบทุนนิยมโดยสมบูรณ์ นายทุนหรือนักธุรกิจจึงอาศัยพึ่งพานักการเมืองด้วยการให้ความอุปการะผ่านทางเงินสนับสนุนพรรคการเมืองด้วยการบริจาคในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด(หรือนอกเหนือจากกฎหมายกำหนดในบางหนด้วยวิธีการอันแยบยล) และพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลก็อาจจะตอบแทนด้วยการมอบโควต้ารัฐมนตรีให้ เป็นการต่างตอบแทนจนกลายเป็นเรื่องปกติวิสัยในทางการเมือง ที่จะได้เห็นคนแปลกหน้าก้าวขึ้นมานั่งในตำแหน่งสำคัญของประเทศโดยไม่คาดคิด

และวงจรของระบอบนายทุนยังคงหมุนวนต่อไป ความผิดพลาดบกพร่องถูกโยนไปให้ประชาชนหรือคู่แข่งทางการเมือง บทบาทและภาพลักษณถูกกำหนดขึ้นมาใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง แกล้งลืมเรื่องราวความชั่วร้ายในอดีตที่เคยผ่านมาเสียสิ้นเหมือนกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ไม่สนใจใยดีที่จะแก้สงสัยให้คำตอบต่อคำถามมากมายจากประชาชน พยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปให้พ้นตัวในทุกโอกาสพร้อมกับการปลุกระดมมวลชนบางส่วนที่ตกเป็นสาวกของคำโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่เคยใช้วิจารณญาน ประเทศในวันนี้จึงเป็นเพียงแค่สังเวียนที่ถูกจัดสร้างไว้ให้ไก่ในบ้านได้ประลองกำลังห้ำหั่นกัน โดยที่ผู้ชมต่างก็นั่งมอง วางเดิมพัน โห่ร้องเชียร์กันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ได้เจ็บตัวไปด้วย

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -