บทความยอดนิยม

Archive for พฤษภาคม 2011

ความจริงจากอดีต

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ในประเทศไทย มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 โดยพรรคไทยรักไทยของนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ได้ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ 26 ที่นั่ง ต่อมาภายหลังได้เป็นฝ่ายค้าน ส่วนฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 96 ที่นั่ง แต่พื้นที่ภาคใต้ได้ถึง 52 ที่นั่ง จากทั้งหมด 54 ที่นั่ง และพรรคมหาชน ได้เพียง 3 ที่นั่ง

พรรคไทยรักไทยในยุคนี้เกิดจากการรวมพรรคต่างๆ เช่นพรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา, พรรคกิจสังคม, พรรคเสรีธรรม, พรรคเอกภาพเข้ากับไทยรักไทยก่อนหน้านั้นภายหลังจากการเลือกตั้ง เมื่อ 6 มกราคม 2544 และพรรคเหล่านี้ได้เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล จากนั้นจึงได้ยุบรวมพรรคทำให้บรรดา ส.ส.ของทุกพรรคถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในร่มเงาของพรรคไทยรักไทย ทำให้มั่นใจได้ในจำนวน ส.ส.ของพรรคที่จะต้องท่วมท้นอย่างแน่นอนเป็นหลักประกันว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านการเกิดระบอบเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นในช่วงนั้น อันเนื่องมาจากความไม่ไว้วางใจในความโปร่งใสในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลและของตัวนายกรัฐมนตรีเอง อันเป็นเหตุให้ นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาเพื่อหนีการลงมติไม่ไว้วางใจ ประกอบกับมีลูกพรรคบางส่วนที่เข้ามารวมจากพรรคการเมืองอื่นเริ่มตีตนออกห่างและเกิดความคลางแคลงใจในวิธีการบริหารงานของนายกรัฐมนตรี จุดแตกหักจึงเกิดขึ้นเพราะเป็นการยุบสภาโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร ทั้งๆ ที่พรรคของตนมีคะแนนเสียงมากมาย แต่ปัญหาเกิดจากบรรดารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกลับไม่สามารถชี้แจงข้อข้องใจได้อย่างชัดเจน

การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการอ้างถึงผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรจะกล่าวถึงด้วยความยินดี เพราะเหตุผลที่รู้กันดีอยู่ว่าคะแนนเสียงเหล่านี้แม้จะเกิดจากการลงคะแนนเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ของประชาชน แต่ก็เกิดมาจากการใช้เล่ห์กลทางการเมืองในการกวาดต้อนบรรดา ส.ส.ให้เข้ามาสังกัดพรรคด้วยวิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่ด้วยนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีแนวทางเดียวกันอย่างแน่นอน และจนถึงทุกวันนี้ก็มีนักการเมืองบางกลุ่มยังคงใช้วิธีการเดิมๆ มาใช้อีกครั้ง โดยมุ่งหวังเพียงเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลและรับรางวัลตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ทำให้สนามเลือกตั้งวันนี้เหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมา

ประชาชนเท่านั้นที่จะตัดสินความเป็นไปของประเทศนี้
ว่าจะเดินไปในทิศทางใด?

นโยบายเพ้อฝัน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

หากต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระอื่นใดในระยะนี้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นและจะต้องทนเห็นตลอดไปอีกเกือบ 2 เดือนก็คือป้ายประกาศหาเสียงของบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมืองต่างๆ มากมาย รวมถึงป้ายประกาศแสดงถึงนโยบายของพรรค หรือของตนเอง อีกไม่ใช่น้อย ซึ่งทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ กกต.อยู่แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อนำมากองรวมกันแล้วทุกพรรค มันก็จะดารดาษเหมือนเศษขยะในถังหน้าบ้านนั่นแหละ นอกจากจะทำให้เกิดความเซ็งในอารมณ์ แล้ว ยังจะทำให้เกลียดการเลือกตั้งมากไปกว่าเดิมเสียอีก

แต่ก็ต้องยอมรับว่าป้ายหาเสียงเหล่านี้อย่างน้อยก็ยังพอจะมีประโยชน์กับบุคคลบางกลุ่มที่รอถึงวันเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ได้อาศัยเก็บเอาไปทำที่พักพิงหลบแดดฝน แต่เทียบกับสมัยก่อนแล้วยังเห็นว่าได้ประโยชน์น้อยกว่า เพราะเมื่อก่อนเป็นไม้คร่าวหน้าสามและไม้อัดทั้งนั้น แต่สมัยนี้เปลี่ยนเป็นแผ่นพลาสติกนานาชนิด กันฝนได้ดีกว่าแต่ไม่ถาวรแน่นหนาแบบของเดิม

สิ่งหนึ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนคือการออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์รายวันของบรรดาลูกพรรค กรรมการบริหารพรรค โฆษกพรรค รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าพรรค รวมถึึงประธานพรรคหรือจากตัวอะไรที่แอบอยู่ข้างหลังพรรคก็แล้วแต่  เนื่องจากนโยบายรายวันเหล่านี้บางทีก็พิสดารเหลือเชื่อและออกแนวเวอร์จนเหลือเชื่อว่าจะเป็นไปได้ในชาตินี้ และในประเทศนี้ ตัวอย่างเช่น



ข้อมูลจาก http://www.ptp.or.th/news/m-detail.aspx?news_id=2460 เมื่อ 24 พ.ค.54 เวลา 20.15 น.

นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โจมตีนโยบายการแจกแท็บเล็ตพีซีให้นักเรียนว่าใช้เงินมาก ไม่มีประโยชน์ และไม่มีงบประมาณเพียงพอว่า นายอภิสิทธิ์คงไม่เข้าใจเรื่องเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาสมัยใหม่ซึ่งแท็บเล็ตพีซีเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญทางการศึกษาในระบบ E-Education และ E-Learning เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้และการค้นคว้าของนักเรียนได้ตลอดเวลาทั้งในและนอกห้องเรียน เปิดและสร้างโอกาสการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญที่สุดเป็นการยกระดับคุณภาพการศึกษาและลดช่องว่าง และความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาของไทย ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากหรือเป็นไม่ได้เลย ถ้าไม่มีแท็บเล็ตพีซี
"การแจกแท็บเล็ตพีซีนั้น เป็นการลงทุนในการยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยมุ่งไปที่ตัวนักเรียนซึ่งเป็นมิติหนึ่งที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาของไทย ซึ่งตนเองมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์การสร้างคน สร้างชาติ ในระยะยาว ทั้งนี้การแจกแท็บเล็ตด้วยงบประมาณปีละ 2-3 พันล้านบาทถือว่าคุ้มค่าและเกิดประโยชน์มหาศาล ไม่มากอย่างที่นายอภิสิทธิ์กล่าวหาเพราะเครื่องหนึ่งสามารถใช้ได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป และไม่เป็นภาระต่องบประมาณ และคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณทางด้านอื่นๆ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วและยืนยันที่จะเดินหน้าทำทันทีที่เป็นรัฐบาล"นายคณวัฒน์กล่าว



ขอประทานโทษ จะประชาสัมพันธ์อะไรก็น่าจะเอาแค่หอมปากหอมคอไม่น่าจะเว่อร์เสียขนาดนั้น ปัญหาโรงเรียนในชนบทได้รับการจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอร์(เก่าๆ)มาใช้งาน แต่ปรากฎว่าไม่มีไฟฟ้าใช้ทั้งหมู่บ้าน กับปัญหาที่ว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ไปอยู่ที่บ้านผู้บริหาร แล้วก็มีเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ใช้ไม่เป็นทั้งโรงเรียน ทั้งครูทั้งภารโรงทั้งนักเรียน ครั้งที่ผ่านมาจึงเป็นความร่ำรวยของบริษัทที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์กับผู้มีอำนาจสั่งซื้อ แต่จะเป็นใครก็ไม่รู้?

ยังจำได้ว่าเมื่อตอนใช้กระดานชนวนเรียนหนังสือน่ะ ก็สามารถบวกลบเลขได้ถูกต้อง จนมาถึงยุคใช้ดินสอก็เริ่มเขียนเรียงความได้แล้วและเมื่อมาเริ่มใช้ปากกาเป็นครั้งแรกตอนเรียน ม.ศ.1 มันก็ยังสามารถแก้สมการได้โดยไม่ต้องใช้วิทยาการสมัยใหม่เลย สรุปก็คือ เทคโนโลยี่ไม่ได้ช่วยให้คนฉลาดขึ้นหรือมีความรู้เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณอย่างแน่นอน เพราะวิวัฒนาการต้องเกิดจากตัวของคนไม่ใช่จากวัตถุ ความรู้ต้องเกิดจากการศึกษาเรียนรู้ ไม่ใช่ด้วยอุปกรณ์

หากอาศัยเทคโนโลยีมากจนเกินไป
สักวันหนึ่งข้างหน้า บ้านเมืองเราคงได้เห็น นายกรัฐมนตรีที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อหาผลบวกของ 1 กับ 1 แล้วก็สมองกลวงเพราะถูกฝังชิปไว้หลายแผง

สร้างรัฐซ้อนรัฐ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีเรื่องราวบางอย่างที่สั่นคลอนความเป็นราชอาณาจักรไทยอย่างไม่คาดคิดด้วยฝีมือของนักกฎหมายที่พิจารณายกร่างกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อเอาใจนายทุนในคราบของนักการเมือง นั่นคือ เรื่องราวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ได้มีมติอนุมัติหลักการตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติ ( พ.ร.บ.) เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งยกร่างโดยคณะทำงานด้านกฎหมาย ซึ่งมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

สาระสำคัญประกอบด้วย

1. เขตพิเศษ หมายถึง พื้นที่เฉพาะที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน อำนวยความสะดวก รวมทั้งให้สิทธิพิเศษบางประการในการดำเนินกิจการต่างๆ ภายในเขตพื้นที่ เช่น การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยว การบริหาร หรือการอื่นใด และยังเป็นการพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการที่ดี

2. ให้มีคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะนโยบายเขตพิเศษและการตั้งเขตพิเศษแต่ละแห่งต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินการของเขตพิเศษให้เป็นไปตามนโยบาย โดยมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษ ซึ่งมีสถานะเป็นองค์การมหาชน ทำหน้าที่ศึกษาถึงรายละเอียดที่จะตั้งเขตพิเศษ รวมทั้งเป็นฝ่ายวิชาการและธุรการให้คณะกรรมการนโยบายฯ

3. กำหนดให้มีกระบวนการจัดตั้งเขตพิเศษ การบริหารจัดการเขตพิเศษแต่ละเขตรายได้และอำนาจหน้าที่ของเขตพิเศษ

4. เขตพิเศษอาจได้มาซึ่งที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์เพื่อใช้ในการดำเนินงานโดยจัดหาเอง เช่น ซื้อ เช่าซื้อ แลกเปลี่ยน เช่าระยะยาว เวนคืน ให้เอกชนนำที่ดินมาร่วมลงทุน เป็นต้น หรือได้มาโดยผลของกฎหมาย เช่น ให้ พรฏ.จัดตั้งเขตพิเศษมีผลเป็นการถอนสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินในเขตที่กำหนดเป็นเขตพิเศษ และให้ตกเป็นของเขตพิเศษ โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ดิน

5. กรณีที่กฎหมายกำหนดให้การดำเนินการในเรื่องใดเป็นอำนาจของหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมาย ให้เขตพิเศษมีอำนาจดำเนินการได้เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐนั้น และให้ถือว่าผู้ว่าการเขตพิเศษเป็นและมีอำนาจเช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตามกฎหมายนั้น

6. การดำเนินการเรื่องใดที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ เขตพิเศษมีอำนาจดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขออนุญาตตามกฎหมายนั้น

7. ถ้าเขตพิเศษเห็นว่าหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไขที่กำหนดไว้สำหรับผู้ขออนุญาตตามกฎหมายใดเป็นอุปสรรคแก่ผู้ประกอบการ/ผู้อยู่อาศัย ให้รายงานคณะกรรมการนโยบายเพื่อนำเสนอ ครม.ปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ ยกเว้นกิจการที่อยู่ในอำนาจของ กทช.และ กสช.

8. ถ้าพื้นที่ของเขตพิเศษครอบคลุมป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหรืออุทยานแห่งชาติ และเขตพิเศษนั้นมีวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวต้องสอดคล้องกับแผนและแนวทางการดำเนินงานของเขตพิเศษ

9. เขตพิเศษมีอำนาจให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจ/อยู่อาศัย เช่น อนุมัติ ออกใบอนุญาต แทนหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายภายในพื้นที่เขตพิเศษ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งค่าธรรมเนียมหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ให้ส่งเป็นรายได้ของหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายนั้นกำหนด และเมื่อดำเนินการแล้วต้องแจ้งให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจตามกฎหมายทราบ

10. ให้เขตพิเศษมีอำนาจเช่นเดียวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายในพื้นที่เขตพิเศษ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เมื่อดำเนินการแล้วต้องแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทราบ ค่าธรรมเนียมหลังจากหักค่าใช้จ่ายไว้ไม่เกินร้อยละ 10 ให้ส่งเป็นรายได้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

11. กรณีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นว่าการดำเนินการของเขตพิเศษไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ให้แจ้งเขตพิเศษเพื่อแก้ไข ถ้าเขตพิเศษไม่ดำเนินการให้เสนอคณะกรรมการนโยบายเพื่อวินิจฉัย

12. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกรรมการ โดยตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารเขตพิเศษ

13. ผู้ประกอบการ/ผู้อยู่อาศัยในเขตพิเศษมีสิทธิ

  • ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
  • การลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • หักค่าใช้จ่ายก่อนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานอกจากที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
  • นำคนต่างด้าวเข้ามาอยู่และทำงานในราชอาณาจักร
  • สิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของคนต่างด้าว
  • สิทธิในการถือครองหรือเปิดบัญชีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศ
  • สิทธิในการนำหรือส่งเงินออกไปนอกราชอาณาจักร

นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการอภิปรายเรื่อง "ชำแหละร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษและข้อตกลงเขตการค้าเสรี" ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกันจัดขึ้น ข้อความบางตอนมีว่า

"...... ในระบบทุนนิยมนี้ ทุกอย่างทำเพื่อผลประโยชน์ และกำไรสูงสุดทั้งสิ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจการเมือง ที่พรรคการเมืองนักการเมือง มักอ้างว่านโยบายตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนและสังคม ดูได้จากการที่รัฐบาลปัจจุบันช่วยลดภาษีให้กับคนรวย แต่กลับมาขูดรีดภาษีกับคนชนชั้นกลาง คนทำงานนอกภาคการเกษตร แต่รัฐบาลกลับนำเงินที่เป็นภาระภาษีไปหาเสียงทางการเมือง ออกนโยบายประชานิยม เช่น กองทุนหมู่บ้าน แต่กลับปิดกั้นการตำหนิท้วงติงจากคนชนชั้นกลาง นักวิชาการ...."

"การประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือว่าเป็นการสถาปนารัฐซ้อนรัฐ เพราะอำนาจรัฐเดิมจะถูกสลายลง สร้างอาณาจักรแห่งทุนชื่อ "ทักษิณาจักร" ปกครองโดยราชาแห่งทุน (Capitalist King ) นำไปสู่ยุคราชาธิปไตยแห่งทุน ลูกจ้างทั้งหลายถูกทำให้เป็นไพร่ทั้งหมดด้วยกองทุนเงินต่างๆ เช่น กองทุนต่างๆ ในนโยบายประชานิยม และหากประกาศจังหวัดใดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็เท่ากับว่าจังหวัดนั้นถูกครอบงำด้วยแผนเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ที่ซีอีโอประเทศ สามารถชี้นิ้วได้ว่าเขตนี้เป็นเขตลงทุนสหรัฐ หรือ ญี่ปุ่น เพราะกฎหมายบอกว่า ต่างชาติถือครองที่ดินได้ ระบบฮ่องเต้ปาร์ตี้เช่นนี้ ถ้าทำดีประเทศก็ดี แต่ถ้ามีขันทีสามานย์ก็จะทำให้ประชาติเสียหายล่มจม"
ด้านนายเจริญ คัมภีรภาพ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเดียวกันว่า หากมีการออกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ เท่ากับว่าเป็นการกำจัด ยกเลิก เพิกถอนบรรดากฎหมายเก่าที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว จึงมีผลทำให้หลักการ กฎเกณฑ์ กลไกต่างๆ ตามกฎหมายที่มีอยู่แต่เดิม เป็นอันต้องถูกยกเลิกถอนไป โดยไม่จำเป็นต้องไปแก้กฎหมายเก่าทีละฉบับ เปรียบได้กับเป็นการรัฐประหารเงียบ และยกฐานะโดยการนำ แนวคิดวิธีการจัดการทางธุรกิจแบบซีอีโอ มาแทนที่โครงสร้างการใช้อำนาจรัฐใหม่

จากงานเดียวกัน ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ การยึดทรัพย์สมบัติสาธารณะมาให้กับนายทุนได้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน หรือ อากาศบริสุทธิ์ และขออ้างบทความของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ที่บอกว่าจุดมุ่งหมายของเขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ในระบบเสรีนิยม แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือ เป็นการแข่งขันเอาชนะกันด้วยทรัพย์สมบัติของคนอื่น พยายามเอาสมบัติกลางของสังคมใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันกัน การทำข้อตกลงเอฟทีเอก็เช่นเดียวกัน มีจุดมุ่งหมายคือการใช้ทรัพย์สมบัติของส่วนรวมไปแข่งขัน
"นี่คือการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร มีการออกกฎหมายเปลี่ยนความคิดคน แล้วประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือเป็นการปฏิวัติทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขนาดนี้ ประชาชนจะรักษาความสัมพันธ์กับทรัพยากรได้หรือไม่ หรือต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ ปล่อยให้นายทุนตักตวงแสวงหาผลประโยชน์ต่อไป ประชาชนสามารถจะขัดขวางและรักษาประเทศให้อยู่รอดได้หรือไม่"

เกือบไปแล้วไหมล่ะบ้านเมืองของเราเพราะเรื่องนี้หยุดยั้งลงเพียงเท่านี้ แต่ไม่ได้มีอยู่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้ถือได้ว่าทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งประเทศ แต่กลับตัดสินใจลงมติในเรื่องหลายเรื่องที่ค้านต่อความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเงียบเชียบเสมอมา โดยไม่มีผู้ใดรู้เห็น เรื่องใดที่หลุดรอดออกมาให้ได้ยินเช่นเรื่องนี้ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มเมืองอยู่นานพอสมควรก่อนที่เรื่องนี้จะถูกพับเก็บไว้รอโอกาสที่จะถูกนำมาแก้ไขดัดแปลงให้แนบเนียนอีกครั้ง เมื่อสบโอกาสที่เหมาะสม ทั้งนี้อาจจะมีการดัดแปลงหน้าตาหรือชื่อเรื่องเสียใหม่ หรือไม่ก็พยายามแอบลงมติให้เงียบที่สุด เร็วที่สุด แล้วก็ประกาศใช้ (เพื่อให้มีการต่อต้านขั้นรุนแรงที่สุด) ตามแบบอย่างของธุรกิจการเมืองยุคใหม่

ขออวยพรให้สมหวังในคราวนี้ เพราะเชื่อแน่ว่าไม่มีวันที่สังคมจะสงบสุขหากผู้มีอำนาจยังพยายามหาหนทางในการกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติแบบไม่รู้จักจบสิ้น ทำทุกอย่างได้แม้กระทั่งการนำเอาแผ่นดินเกิดมาแบ่งขาย หรือให้เช่าตลอดชีพ ไม่สนใจสักนิดว่ามันควรจะเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคนทั้งประเทศที่จะต้องตัดสินใจร่วมกัน ก่อนที่จะถอยร่นลงไปลอยคออยู่ในอ่าวไทย ขณะที่ผู้ปกครองและบริวารพาครอบครัวขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเดินทางไปยังบ้านพักในต่างประเทศที่มีอยู่มากมายกว่าค่อนโลกพร้อมกับเงินในบัญชีอีกท่วมท้นถึงชาติหน้า

ก็ภาวนาไว้ว่ายามสิ้นชีพลงเมื่อใด ขอให้ศพสวย

วันที่รอคอย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

และแล้ววันที่หลายคนรอคอยก็มาถึงในที่สุดเมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 33 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 และยังได้มีการประกาศ แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนดวันเลือกตั้ง ลงในราชกิจจานุเบกษาฉบับเดียวกันด้วย ระบุว่า

โดยที่ได้มีพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 แล้ว เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนสิ้สุดลงตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 นั้น รัฐบาลขอชี้แจงเกี่ยวกับการยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

1.การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นกระบวนการปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังที่ปรากฎอยู่ในหลายประเทศที่ใช้ระบอบนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ บัญญัติรองรับการยุบสภาผู้แทนราษฎรไว้ และได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง เช่น เมื่อ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2549

2.ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายปี พ.ศ. 2551 ซึ่งได้เกิดวิกฤติกาณณ์ภายในประเทศหลายประการ ทั้งในด้านผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เป็นผลทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถดถอยลง มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และการลงทุนของประเทศชะงักงัน ประกอบกับได้เกิดปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกของชนในชาติ มีการใช้กำลังและความรุนแรงในการชุมนุมประท้วง นั้น

บัดนี้ รัฐบาลได้คลี่คลายปัญหาดังกล่าว จนสามารถฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากภาวะวิกฤตแลกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมก็ได้รับการแก้ไขโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะผ่อนคลายความรุนแรงลงแล้ว ประกอบกับรัฐสภาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความเหมาะสมแลสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเห็นควรยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งท่วไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชน และให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

3. รัฐบาลได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว และมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรกำหนดวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554

4. เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะย่อมพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดไว้ เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศและบริหารราชการแผ่นดินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้สั่งการให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและให้ระมัดระวังที่จะไม่กระทำการใดอันจะทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม

5. ขอให้ประชาชนทั้งหลายให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 ด้วยการทำหน้าที่และใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความตื่นตัวและรอบคอบ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมที่สุดซึ่งจะเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองอันเป็นการตัดสินความขัดแย้งอย่างชัดเจน ที่จะส่งผลให้ปัญหาและความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวงยุติลงได้โดยสันติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ

พร้อมกันก็มีข่าวตามติดมาอีกข่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กกต.ได้ออกปฏิทินเลือกตั้งแล้ว หลังมีการยุบสภา ดังนี้

- เปิดรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ วันที่ 19 - 23 พ.ค.2554 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
- เปิดรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขต วันที่ 24 - 28 พ.ค.2554 เวลา 08.30-16.30 น.
- วันเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 26 มิ.ย.2554
- วันเลือกตั้งจริง วันที่ 3 ก.ค.2554

ในด้านของเอกชนจากสวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,629 คน เรื่อง “ประชาชนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง” พบว่า

ความคาดหวัง
- 52.66% จะได้ผู้นำประเทศที่เก่ง มีฝีมือเป็นที่ยอมรับ
- 31.03% จะช่วยให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
- 16.31% ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง

ส่วนความกังวลกับการเลือกตั้งครั้งนี้
- 39.17% การสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดี
- 26.08% การออกมาใช้สิทธิของประชาชน
- 19.98% การซื้อสิทธิขายเสียง

สิ่งที่ประชาชนอยากบอกนักการเมืองที่จะลงเลือกตั้ง
- อยากให้นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติ 40.06%
- อยากให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม 26.39%.

และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปก็จะเป็นช่วงเวลาในการทำหน้าที่ของประชาชนตาม สิทธิ ที่ได้รับมาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และก็เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องระลึกถึง สิทธิ ที่ตนมีได้รับว่ามีขอบเขตอำนาจมากมายเพีบงใดเกี่ยวกับการเลือกสรรตัวบุคคลผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนโดยการตรวจสอบความรู้ ความสามารถ ประวัติความเป็นมาเป็นไปและผลงานของบรรดาผู้สมัครแต่ละท่านที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารปกครองบ้านเมือง

โดยต้องมองถึงตัวบุคคลที่มีความจริงใจในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นลำดับแรก เพราะการวางนโยบายของพรรคการเมืองนั้น สามารถนำมาอ้างอิงได้เฉพาะในกระดาษเท่านั้น แต่แนวทางในการหาเสียงของแต่ละบุคคลมักจะมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป โดยอาศัยพฤติกรรมทางสังคมในช่วงเวลาต่างๆ เป็นหลัก มันเป็นหลักการขั้นมูลฐานของแต่ละท้องถิ่นที่มีความผูกพันเรื่องเกี่ยวกับ อำนาจ บารมี และทรัพย์สินเงินทอง เป็นสำคัญ ส่วนการโฆษณาชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์ตนเองในรูปแบบต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

แต่ยังคงมีความหวังอยู่ว่า การเชื่อมั่นในความเป็นตระกูลนักการเมืองไม่ควรจะเป็นตัวเลือกของคนไทยอีกต่อไปแล้ว เพราะผู้ยิ่งใหญ่ของแต่ละจังหวัดก็ควรจะจำกัดขอบเขตอำนาจของตนเองไว้เสียบ้าง ไม่ควรก้าวก่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศให้ตกอยู่ภายในอำนาจบารมีเหมือนแต่โบราณกาลที่ผ่านมา เนื่องจากประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้แล้วว่า ผลงานที่ผ่านมาหลายสิบปีนั้นไม่เคยมีการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติโดยรวมแม้แต่น้อย

ทำใจให้ร่มเย็น คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติก่อนลงคะแนนเสียงนะครับ
ขอร้องล่ะ

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -