บทความยอดนิยม

Archive for เมษายน 2011

เผด็จการแฝง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การรัฐประหาร 2500 : สาเหตุของการรัฐประหารสืบเนื่องจากความแตกแยกกันระหว่างกลุ่มทหาร ที่นำโดย พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ที่ค้ำอำนาจของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม

การรัฐประหารเกิดขึ้นในเวลา 18.00 น. ของวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2500 พล.ท.ประภาส จารุเสถียร แม่ทัพภาคที่ 1 ใช้รถถัง รถหุ้มเกราะและกำลังพล กระจายกำลังออกยึดจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ เช่น หอประชุมกองทัพบก ที่ถนนราชดำเนินนอก เป็นต้น ในส่วนของ กองบัญชาการตำรวจกองปราบ ที่สามยอด ซึ่งเป็นที่บัญชาการของ พล.ต.อ.เผ่า ได้รับคำสั่งให้ยึดให้ได้ภายใน 120 นาที ก็สามารถยึดได้โดยเรียบร้อย โดย ร.ท.เชาว์ ดีสุวรรณ ในขณะที่ พล.จ.กฤษณ์ สีวะรา รองแม่ทัพภาคที่ 1 พ.ท.เอิบ แสงฤทธิ์ พ.ต.เรืองศักดิ์ ชุมะสุวรรณ พ.อ.เอื้อม จิรพงษ์ และ ร.อ.ทวิช เปล่งวิทยา ได้นำกำลังกระทำยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "เข้าตีรังแตน" โดยนำกองกำลังทหารราบที่ 1 พัน 3 บุกเข้าไปยึดวังปารุสกวัน ซึ่งเป็นกองบัญชาการตำรวจนครบาล จากนั้นจึงติดตามด้วยกองกำลังรถถัง ในขณะที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งวิทยุเรียกเรือรบ 2 ลำ ยึดท่าวาสุกรี และส่งกำลังส่วนหนึ่งยึดบริเวณหน้าวัดราชาธิวาส เพื่อประสานงานยึดอำนาจ จนกระทั่งการยึดอำนาจผ่านไปอย่างเรียบร้อย

ขณะที่ฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม รู้ล่วงหน้าก่อนเพียงไม่กี่นาที จึงตัดสินใจหลบหนีโดยไม่ต่อสู้ โดยเดินทางไปโดยรถยนต์ประจำตัวนายกรัฐมนตรียี่ห้อเบนซ์ พร้อมกับคนติดตามเพียง 3 คน เท่านั้นคือ นายฉาย วิโรจน์ศิริ เลขานุการส่วนตัว พ.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ และ พ.ท.บุลศักดิ์ วรรณมาศ ทั้งหมดได้หลบหนีไปทางจังหวัดตราด และว่าจ้างเรือประมงลำหนึ่งเดินทางไปที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนลงเรือ จอมพล ป. ได้ให้ พ.ท.บุลศักดิ์ นำรถไปคืนสำนักนายกรัฐมนตรี และเข้าพบหัวหน้าคณะปฏิวัติ คือ พล.อ.สฤษดิ์ ว่า ทั้ง 3 ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ขออย่าได้ติดตามไปเลย
ขณะที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ยังมิได้หลบหนีไปเหมือนจอมพล ป. แต่ถูกควบคุมตัวเข้ากองบัญชาการคณะปฏิวัติ พร้อมกับกล่าวว่า "อั๊วมาแล้ว จะเอายังไงก็ว่ามา" แต่ในวันรุ่งขึ้น พล.ต.อ.เผ่า ก็ถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศไป จนในที่สุด ก็เสียชีวิตที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี พ.ศ. 2503
(ข้อมูลข้างต้นจาก http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐประหารในประเทศไทย_พ.ศ._2500)

เมื่อ 28 มกราคม 2502 ประเทศไทยมีพระบรมราชโองการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร อันเป็นผลพวงมาจากการปฏิวัติเมื่อ 20 ตุลาคม 2501 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่ม 76 ตอนที่ 17 ลงวันที่ 28 มกาคม 2502 โดยมี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในกฎหมายฉบับนี้มีเพียง 20 มาตรา แต่ถ้าจะใช้เพียง 2 มาตราที่จะพูดถึงก็น่าจะไม่มีใครมาโต้แย้ง

มาตรา 16 ก่อนตั้งคณะรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ

ข้อความในมาตรา 17 นี้ยังคงมีอยู่ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ซึ่งมี จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และก็มีเพียง 23 มาตราเท่านั้น

จอมพลถนอม กิตติขจร นั้นประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นผู้นำในการทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ 20 ต.ค.2501 ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของ จอมพลสลฤษดิ์ และครั้งที่สองเมื่อ 17 พ.ย. 2514 เป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร ? เพื่อยึดอำนาจการปกครองโดยสมบูรณ์ ก่อนที่จะถูกนักศึกษาและประชาชนโค่นล้มลงในเหตุการณ์เมื่อ 14 ตุลาคม 2516

ยุคเรืองอำนาจของกลุ่มผู้นำทหารนี้มีระยะเวลานานเพียงพอที่จะหยุดยั้งความเจริญเติบโตของประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะป็นการเมือง การทหาร ศิลปวัฒนธรรม เป็นช่วงเวลาของการกอบโยผลประโยชน์ส่วนตนอย่างหิวโหยและท้าทายอำนาจของปวงชนโดยไม่หวั่นเกรงเพราะมีอาวุธอยู่ในมือ กฎหมายถูกบัญญัติขึ้นมาบังคับใช้ด้วยการกำหนด 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน บ้านเมืองตกอยู่ในกลียุคแบบสมบูรณ์ ประชาชนตกอยู่ในเงามืดของระบอบการปกครองด้วยความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่คาดคิดจากฝีมือของอำนาจเผด็จการ

วงจรเช่นนั้นคงจะต้องหมุนวนมาถึงอีกบ่อยครั้งในยุคปัจจุบัน แต่จะเ็ป็นการหมุนเวียนระหว่างอำนาจของเผด็จการทหาร และ เผด็จการทุนนิยม อย่างที่เคยปรากฎให้เห็นในช่วงเวลาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา ว่าสามารถก่อให้เกิดปัญหารุนแรงให้กับบ้านเมืองอย่างไรบ้างและยังคงไม่มีทางสมานรอยแผลนั้นจนถึงทุกวันนี้

มิติใหม่ ?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ระยะนี้ในแวดวงออนไลน์กำลังมีการภกเถียงกันเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่มีการยกร่างขึ้นมาเรียบร้อยแล้วโดยกระทรวงไอซีที แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมของรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ต่อไป ซึ่งมีองค์กรหลากหลายองค์กรกำลังดาหน้ากันเข้ามาทักท้วงหรือคัดค้านเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้กันอย่างกว้างขวาง เพราะบางมาตราก็ฟังดูเข้าที บางมาตราก็ออกอาการกำกวมไม่มีทิศทางแน่ชัดว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร? และหลายมาตราก็เป็นที่น่าเวทนา เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีกฎหมายออกมาบังคับใช้กันถี่ยิบ ครอบคลุมไปหมดทุกเรื่องในจักรวาลนี้ แต่หลายฉบับเป็นเหมือนเสือกระดาษเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะไม่มีการปฏิบัติตามของผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงแล้วยังถูกเมินเฉยเหมือนกับว่าไม่เคยมีกฎหมายฉบับนั้นๆ อยู่ในรายการ กฎหมายหลายฉบับก็ออกมาบังคับใช้เฉพาะกิจในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็เลิกรากันไป ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนั้นยังคงมีผลบังคับใช้


อยากจะพูดถึงบางร่างกฎหมายฉบับนี้บางมาตราตามที่ได้รับข่าวสารจาก นสพ.มา เช่น มาตรา 16 "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" เกือบร้อยเปอร์เซนต์ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์จะมีความผิดในมาตรานี้อย่างแน่นอนโดยไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ ไม่ยกเว้นแม้แต่กระทรวงไอซีที เพราะโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ ที่มีให้ใช้งานฟรี ล้วนแล้วแต่โหลดมาจากอินเตอร์เนตทั้งนั้น และอะไร? คือขอบเขตของความหมายของคำว่า น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น เนื่่องจากไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่ามันเกิดความเสียหายเมื่อใด? กับใคร?

มาตรา 25 "ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
การครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้รับการชี้แนะเพิ่มเติมว่ามีขอบเขตเพียงใด ซึ่งถ้าข้อมูลนั้นอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ใช้งานภายในที่พักอาศัยเท่านั้น จนท.มีอำนาจอะไร ? ในการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นภายในที่ี่รโหฐานและน่าจะเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง ซึ่งถ้ากฎหมายให้อำนาจต่อ จนท.ให้ปฏิบัติได้ กฎหมายนี้ก็ผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียแล้ว เพราะกฎหมายควรจะออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่และต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ด้วยการยกร่างของ จนท.ของรัฐ เพียงไม่กี่คน กับการอนุมัติใช้โดยคนเพียงไม่กี่คนในรัฐสภา(ที่อ้างสิทธิอันชอบธรรมว่ามาจากการเลือกสรรของประชาชน) แต่กฎหมายฉบับนี้ควรจะผ่านการลงประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ เพราะเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนโดยรวม รวมถึงมีผลกระทบโดยตรงในส่วนที่คุกคาม ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนดูเหมือนรัฐเผด็จการ


บ้านเมืองเราตกอยู่ในวังวนของคำว่า สองมาตราฐาน หรือการเลือกปฏิบัติก็เพราะความกำกวมของกฎหมายที่ทำให้ จนท.ผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกลับใช้ช่องว่างของกฎหมายเหล่านี้ในการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในส่วนที่ตนไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับถูกละเลย เพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีการออกกฎหมายแก้ไขมาโดยหวังจะอุดช่องว่างดังกล่าว แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทางเพราะกฎหมายยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งมากเรื่อง บางฉบับก็ออกมาขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับอื่น บางฉบับก็ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลัก ทำให้ต้องหวนกลับไปดิ้นรนแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีก

ปัญหาจึงไม่ได้เริ่มต้นที่ประชาชน แต่มาจากความสับสนของผู้มีอำนาจเสียมากกว่า

จึงไม่สมควรผลักปัญหามาถมทับประชาชน แต่ควรเป็นภาระที่จะต้องทบทวนบทบาทของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารประเทศและคณะ รวมไปถึงนักการเมืองทุกคนในสภานิติบัญญัติ

เท่านี้ดีกว่า ชักไม่อยากเขียนแล้ว กลัวติดคุกแบบไม่ตั้งใจ

สภาพัฒนาการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๗๘ (๗) บัญญัติให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่สอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สภาพัฒนาการเมืองจึงได้รับการจัดตั้งขึ้นและประกาศใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2551 โดยมีวัตถุประสงค์ตาม มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.๒๕๕๑ ได้แก่

(๑) เพื่อพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(๒) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(๓) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง
ทั้งนี้ ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว สภาพัฒนาการเมืองจึงต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ตาม มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้

(๑) จัดทำแผนพัฒนาการเมือง และแผนปฏิบัติการประจำปีภายใต้แผนพัฒนาการเมืองรวมทั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามแผน ติดตามสอดส่องและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีการนำแผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสานการดำเนินงาน ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนาการเมือง

(๒) เสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีทางการเมือง วิถีชีวิตประชาธิปไตย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๓) ส่งเสริมและพัฒนาการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองและสถาบันทางการปกครอง และการส่งเสริมการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งประสานงานสภาพัฒนาการเมือง ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐให้เห็นความสำคัญและร่วมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

(๔) ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง รวมทั้งสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคพลเมืองในการเผยแพร่และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เผยแพร่และส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นพลเมือง สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ตลอดจนการเรียนรู้ของประชาชน ชุมชน และเครือข่ายในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมานฉันท์ในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภูมินิเวศน์ และวัฒนธรรม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผนด้านต่างๆทั้งระดับชาติและท้องถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำบริการสาธารณะและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชนเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองฯ

(๕) กำกับดูแลการบริหารโดยทั่วไป รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และหลักเกณฑ์วิธีการในการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง กำหนดนโยบายและเป้าหมายในการดำเนินงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และเผยแพร่ต่อสาธารณชน

(๖) ดำเนินการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองฯ เช่น การออกระเบียบเกี่ยวกับการประชุมสภาพัฒนาการเมือง การกำหนดระยะเวลาการประชุมสภาพัฒนาการเมืองแต่ละสมัยประชุม การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันเป็นหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง การเชิญข้าราชการ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาให้ข้อเท็จจริง ออกระเบียบ กำหนดนโยบายการบริหารสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีและกรอบวงเงินงบประมาณ แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อติดตามตรวจสอบและประเมินผลงานของสภาพัฒนาการเมือง ออกระเบียบเกี่ยวกับการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง

ทั้งนี้ การดำเนินการของสภาพัฒนาการเมืองต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางทางการเมือง รวมทั้งการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนของสังคมและจากภูมิภาคต่าง ๆ

ติดตามรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซท์ของสภาพัฒนาการเมือง http://www.pdc.go.th/th/

มีกรณีที่เป็นข้อกังขาของนักวิชาการในหลายเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาและก็เป็นไปของกฎหมายฉบับนี้ว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ในกอไผ่หรือเปล่า(ก็ไม่รู้) เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้คลอดออกมาอย่างฉุกละหุกกระทันหันในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้ากากทางการเมือง นั่นคือประเด็นที่ว่า ได้ผ่านการนำเสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(ที่เค้าเรียกว่ายุค คมช.) เป็นการเข็นกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้อย่างเงียบเชียบไร้เกริ่นนำใดๆ ทั้งสิ้น (แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการชักจูงให้เข้าใจได้ว่าผู้นำมีความจริงใจในการพัฒนาการเมืองไทย) มีการนำเอากองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง(ตามมาตรา 67(4) อขง รธน.ปี 50) เข้ามารวมไว้ในสภาพัฒนาการเมือง(นัยว่าจะได้ใช้เป็นอาวุธลับให้สภาพัมฯาการเมืองมีอำนาจต่อรองมากขึ้นก็เป็นได้ เรื่องนี้ก็ควรจะติดตามดูในส่วนของการเสนอของบประมาณประจำปีว่าจะมากน้อยเท่าใด?) รวมไปถึงการสรรหาคณะกรรมการจำนวน 120 คนก็ดูท่าจะไม่ค่อยไปได้สวยงามน่าชมนักเพราะแหล่งที่มาของการสรรหา รวมถึงขั้นตอนการสรรหา คณะกรรมการสรรหา น่าจะเป็นที่วิตกกังวลของประชาชนมากหน้าที่ติดตามความคืบหน้า เนื่องจากมีทีท่าส่อเค้าวุ่นวายทุกขั้นตอน(เหมือนกับการสรรหาในทุกเรื่องนั่นแหละ)

ที่สำคัญก็คือ เลขาธิการของสภาพัฒนาสังคมก็คือเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าที่มีบทบาทในเรื่องการส่งเสริม ให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยแก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว(โดยยังมองไม่เห็นผลสำเร็จเลยสักอย่าง) ทำให้มีความรู้สึกสงสัยว่า สภาพัฒนาการเมือง ก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่? ซึ่งเรื่องนี้มีผลมาจากการสังเกตุบทบาทการส่งเสริมของภาครัฐเกี่ยวกับการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยแก่ประชาชนว่ายังมีกลิ่นไอของระบบราชการแ่ต่โบราณ หรือ มวยชิงแชมป์โลก(ในประเทศไทย) ที่มีแต่ลีลาพิธีการมากเรื่อง เจ้าหน้าที่ทุกระดับขาดความจริงใจ(อันนี้คงต้องรวมไปถึงนักการเมืองด้วยล่ะที่ไม่ใส่ใจจะให้ประชาชนได้มีความรู้จริงๆ นอกจากลงคะแนนให้ตนเท่านั้น อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ)

คงจะต้องรออีกนานกว่ารัฐบาลจะมองเห็นคำตอบของปัญหาได้ว่า ความอ่อนล้าของระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ของประชาชน แต่เกิดจากความไม่อยากจะรู้ของประชาชนเสียมากกว่า

วงจรของอำนาจ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ภาพของการหวนกลับมารวมตัวกันอีกวาระของพรรคการเมืองหนึ่่งจาการนำเสนอข่าวสารอย่างต่อเนื่องจากสื่อมวลชนเมื่อต้นเดือนเมษายน 2554 ไม่ได้สร้างความแปลกใจหรือตื่นเต้นยินดีจนถึงกับต้องโห่ร้องกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจว่าประเทศชาติกำลังจะพ้นจากวิกฤติทั้งหลายทั้งปวง แต่กลับกลายเป็นความวิตกกังวลว่า บ้านเมืองกำลังจะย้อนหวนคืนกลับไปสู่กลียุคอีกวาระหนึ่งในปีนี้ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากความแตกแยกทางความคิดและความดื้อรั้นอยากเอาชนะของนักการเมืองเพียงบางคนที่ออกกวาดต้อนบรรดานักการเมืองตัวเก็งที่มีโอกาสสูงในการได้รับเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อเสียงส่วนมากในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงการยุบรวมพรรคเล็กพรรคน้อยซึ่งก่อตั้งขึ้นมาในระบบครอบครัว(อันเป็นชนวนสงสัยถึงความมุ่งหมายว่าก่อตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อใคร?)

จากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของการจัดสรรตำแหน่งอันเป็นเส้นทางไปสู่ความแตกแยก แก่งแย่งตำแหน่งหน้าที่ แย่งชิงพื้นที่ที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนสูงสุด จากนั้นก็จะเป็นวิถีทางของนักต่อต้านมืออาชีพ ที่จะเริ่มคัดค้านต่ออำนาจการปกครอง การรวมตัวกันของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าผู้รู้ทัน ในการประท้วงการดำเนินงานของรัฐบาลทุกวิถีทาง

ก่อนที่่จะไปสรุปลงที่จุดจบด้วยการปฏิวัติ รัฐประหาร

วิถีทางทางการเมืองของไทยยังคงเป็นไปตามที่ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ตั้งแต่เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 คำว่าผลประโยชน์ยังคงเป็นสิ่งที่่ผู้บริหารและนักการเมืองหลายๆ คน ทั้งจากยุคเก่าจนถึงรุ่นปัจจุบันคำนึงถึงเป็นลำดับแรก แต่เป็นผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชน ตามเจตนารมณ์ที่ถูกระบุไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ(ที่ถูกฉีกทิ้งมาแล้ว) สิทธิและเสรีภาพของประชาชนยังคงถูกจำกัดจนแทบไม่เหลือบทบาทให้เห็นในสังคม นอกจากที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

ทุกวันยังคงฝันเห็นนักการเมืองที่ทุ่มเท เสียสละ ประโยชน์สุขของตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนด้วยความจริงใจ นั่นหมายถึงการทำหน้าที่นักการเมืองเพื่อรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

และก็ยอมรับว่าความฝันก็ยังคงเป็นแค่เพียงความหวัง หวังว่ามันจะเกิดขึ้นจริงสักวันหนึ่ง หลังวันโลกแตก แต่ก่อนจะถึงวันนั้นอยากจะชวนท่านมาอ่านเรื่องราวคร่าวๆ ของนักการเมือง นักต่อสู้ ในอดีตสักท่านหนึ่ง เผื่อว่าจะมีนักการเมืองท่านใดเกิดความโง่ขึ้นมาแล้วก็ปฏิบัติตามไปบ้างในยามที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อรับฟังเสียงสรรเสริญและเสียงด่าด้วยตนเอง ว่าสิ่งใดมีคุณค่าพอสำหรับการได้มีโอกาสเกิดมาในชาตินี้


เชิญครับ


มหาตมา คานธี (อังกฤษ: Mahatma Gandhi)เป็นผู้นำและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงชาวอินเดียและศาสนาฮินดู
มหาตมา คานธี'มีชื่อเต็มว่า โมหันทาส กะรัมจันท คานธี (คุชราต: મોહનદાસ કરમચંદ ગાંધી; อังกฤษ: Mohandas Karamchand Gandhi) เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 ในแคว้นคุชราตทางทิศตะวันตกของอินเดีย มารดาของคานธี เป็นภรรยาคนที่ 4 ของบิดาของคานธี

จุดเริ่มต้น
ค.ศ. 1883 เดือนพฤษภาคม คานธีมีอายุ 13 ปี ได้สมรสกับเด็กหญิงชื่อกัสตูรพา ซึ่งอายุมากกว่าคานธีประมาณ 6 เดือน ซึ่งสาเหตุที่คานธีสมรสเร็วนั้น มาจากประเพณีท้องถิ่นที่นิยมให้เด็กแต่งงานกันเร็วๆ คานธีมีความสุขกับชีวิตคู่มาก คานธีและกัสตูรพามีบุตร-ธิดา รวมกันทั้งสิ้น 5 คน แต่คนหนึ่งเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็นทารก ทำให้เหลือ 4 คน
ค.ศ. 1888 เป็นปีที่บุตรคนแรก (ไม่นับคนที่เสียชีวิตขณะเป็นทารก) ของคานธีได้ถือกำเนิดขึ้น และเป็นปีที่ทางครองครัว ได้ส่งคานธีไปศึกษาวิชากฎหมายที่อังกฤษ โดยก่อนจะเดินทาง คานธีได้ให้สัญญากับมารดาว่า จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และสุรา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรี เพื่อให้มารดาได้อุ่นใจ แล้วเดินทางไปอังกฤษ
เมื่อไปถึงอังกฤษ คานธีพบปัญหาใหญ่ในการดำเนินชีวิตในอังกฤษ นั่นคือ วัฒนธรรม มารยาท สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในอังกฤษนั้นไม่เหมือนอินเดีย คานธีต้องระวังตนในเรื่องมารยาทซึ่งจะมาทำตามคนอินเดียเหมือนเดิมไม่ได้ คานธีต้องปรับตัวบุคลิกต่างๆให้เข้ากับคนอังกฤษให้ได้ และนอกจากนี้ อาหารในอังกฤษที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ในสมัยนั้นรสชาติจืดมาก จะกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ควรเพราะได้ให้สัญญากับมารดาไว้แล้ว
ปัญหาด้านอาหารนั้นทุเลาลงเมื่อคานธีได้รู้จักอาหารมังสวิรัติ และได้ซื้อหนังสือคู่มือสำหรับนักมังสวิรัติเข้า คานธีจึงได้มีวิธีรับประทานมังสวิรัติอย่างเป็นสุขในอังกฤษ ส่วนมารยาทและวัฒนธรรมก็ต้องค่อยๆปรับตัวไป และในที่สุดคานธีก็สำเร็จการศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเมื่อได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธีก็เดินทางกลับสู่อินเดียใน ค.ศ. 1892 เพื่อประกอบอาชีพ
ในปีเดียวกันคานธีกลับมา ลูกคนที่สองของคานธีก็กำเนิดขึ้น แต่ในด้านอาชีพ แม้จะประสบความสำเร็จในการศึกษา แต่การประกอบอาชีพในช่วงแรกของคานธีนั้นประสบความยากลำบาก แต่แล้ว ไม่นานต่อมา คานธีก็ได้งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้คานธีกลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา
งานนั้นคือ ให้ไปเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1893 คานธีได้เดินทางไปประเทศแอฟริกาใต้ โดยเมื่อเดินทางไปถึง คานธีได้ซื้อตั๋วรถไฟชั้น First Class (ชั้นที่หรูหราสะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด) ไปยังเมืองที่ลูกความต้องการ แต่ทว่า ผู้โดยสารชั้น First Class ที่ผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้ำอย่างคานธีมาอยู่ร่วมชั้น First Class กับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้คานธีย้ายตู้โดยสารไปโดยสารตู้ของ Third Class (ชั้นไม่สะดวก ไม่หรูหรา แต่ค่าตั๋วถูกที่สุด) ทั้งๆที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋ว First Class มาอย่างถูกต้อง คานธีจึงปฏิเสธ ทำให้ความขัดแย้งในรถไฟชั้น First Class รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คานธีก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทำร้าย และคานธีถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่างอ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสำหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น
เหตุการณ์นี้ทำให้คานธีเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้ำเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวในแอฟริกาใต้ นับแต่นั้น คานธีก็ได้เข้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้ำในแอฟริกาใต้ และเมื่อคานธีรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่จบง่ายๆ จึงได้เดินทางไปอินเดียใน ค.ศ. 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และกลับสู่อินเดียใน ต้นปี ค.ศ. 1897 และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยาต่ออีก 2 คน

เรียกร้องความเป็นธรรม
ค.ศ. 1901 คานธีเดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไปประกอบอาชีพต่อ แต่มีเสียงเรียกร้องจากชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธีเดินทางกลับไปยังแอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ต่อใน ค.ศ. 1902 แต่ว่า การต่อสู้ของคานธีเมื่อครั้งก่อนนั้นให้ผลไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นในครั้งนี้ คานธีใช้วิธี "สัตยาเคราะห์" ซึ่งคือ การไม่ร่วมมือในกฎที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีการใช้กำลัง ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดีมาก ทำให้คานธีรู้ว่าการประท้วงโดยไม่ใช้กำลังนั้นให้ผลดีกว่าที่คิด จึงพบวิธีที่แน่นอนและได้ผลดีในการเรียกร้องความยุติธรรม โดยคานธีได้อยู่เรียกร้องความยุติธรรมนี้จนถึง ค.ศ. 1914 ก็เดินทางออกจากแอฟริกาใต้
ค.ศ. 1915 คานธีเดินทางกลับมาถึงอินเดียที่เมืองบอมเบย์ คานธีตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบตะวันตกดังที่เคย และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิมของแคว้นคุชราต และเมื่อเดินทางกลับมาถึง ชาวอินเดียจำนวนมากไปชุมนุมต้อนรับคานธีกลับบ้านอย่างล้นหลาม ไม่กี่วันต่อมา คานธีเดินทางไปหา รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และรพิทรนาถนี้เอง ได้ขนานนามคานธีว่า "มหาตมา" อันแปลว่า ผู้มีจิตใจสูงส่งให้แก่คานธี เป็นคนแรก และหลังจากนั้น คานธี ได้เดินทางไปทั่วประเทศอินเดีย เพื่อจะได้ไปรู้เห็นความเป็นจริงในอินเดียอย่างรู้จริงเป็นเวลารวม 1 ปี
ค.ศ. 1916 คานธีเริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีขอความร่วมมือผนึกกำลังคนละเล็กคนละน้อยจนเป็นพลังที่สั่นประเทศได้ ประกอบกับในช่วงนั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทำให้ต้องมีการเรียกร้องสิทธิที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย
ค.ศ. 1919 ได้มีการประกาศกฎหมาย Rowlatt ซึ่งเป็นกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดีย คานธีจึงประกาศขอความร่วมมือว่าในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1919 ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงานในวันนั้น สั่นคลอนอำนาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของการใช้วิธีสัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ๆ อย่างอินเดีย
ข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิดการต่อสู้ใช้กำลัง รัฐบาลอังกฤษจึงใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมตัวคานธีไป แต่เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่างๆก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุจราจลระดับประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศอดอาหารตนเอง 3 วัน
แต่ในวันนั้นเอง เป็นวันนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัวสังสรรค์กันที่สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ แต่ว่า ในวันนั้น นายพล Dyer ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอมฤตสระ รู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคำสั่งให้กองทัพรัวปืนใส่กลุ่มประชาชนในชัลลียันวาลา ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,500 ศพ บาดเจ็บประมาณ 3,000 คน เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ทำให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสียเกียรติยศอย่างยากจะฟื้นตัว
ค.ศ. 1922 ได้เกิดเหตุใช้กำลังต่อสู้กันอีกครั้ง คานธีถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ และถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกำหนดเพราะเหตุผลทางสุขภาพใน ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัว คานธีก็หันไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศก่อน เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขปัญหาการถือชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปัญหาความขัดแย้งระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี และปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการกดขี่จากต่างประเทศ

ประท้วง
ค.ศ. 1930 คานธีหวนกลับสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อน เพราะต้องการประท้วงกฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทำเกลือกินเอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรที่จะไม่ให้คนอินเดียใช้ทรัพยากรของอินเดีย โดยในวันที่ 12 มีนาคม คานธีได้เริ่มการเดินทางไปยังชายทะเลในตำบลฑัณฑี พร้อมกับประชาชนนับแสนคนที่เต็มใจไปกับคานธี คานธีเดินทางเป็นเวลา 24 วัน 400 กิโลเมตร ก็ไปถึงชายทะเล คานธีบอกประชาชนนับแสนให้ร่วมกันทำเกลือกินเอง ดังนั้น ในวันนั้น คานธีและประชาชนนับแสนได้ทำเกลือจากทะเลกินเอง เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่อังกฤษตั้งไว้
ทางการอังกฤษ ได้ดันทุรังจับกุมคานธีและประชาชนนับแสนคนในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 ทำให้จำนวนแรงงานอาชีพในอินเดียหายไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงานของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่งต้องปล่อยตัวประชาชนออกมาเรื่อยๆ และรัฐบาลอังกฤษได้ปล่อยตัวคานธีใน ค.ศ. 1931 และในปีนั้น คานธีถูกเชิญตัวไปร่วมประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ผลอะไรมากนัก
เมื่อคานธีกลับอินเดีย ก็ถูกจับอีก และก็ถูกปล่อยตัวอีก และหลังถูกปล่อย ก็ใช้เวลาไปพัฒนาชนบทอีก จนเมื่อ ค.ศ. 1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็กลับเข้าสู่วงการเมืองอีก มีการเดินขบวนรณรงค์ แล้วก็ถูกจับใน ค.ศ. 1942 อีก แต่ครั้งนี้ ระหว่างอยู่ในคุก กัสตูรบา ภรรยาคานธีได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 แล้วสักพักก็ถูกปล่อยตัว
ค.ศ. 1945 ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศจะให้อินเดียได้ปกครองตนเอง นับเป็นการที่อิสระของอินเดียอยู่แค่เอื้อมแล้ว แต่ว่า ก่อนจะให้อิสระอินเดีย อังกฤษต้องหารัฐบาลชาวอินเดีย ที่จะปกครองอินเดียต่อจากอังกฤษในช่วงแรกๆของการมีอิสระครั้งของอินเดียในยุคแห่งเทคโนโลยี แต่ทว่า ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าระหว่างพรรคคองเกรส (ที่นับถือศาสนาฮินดู) กับสันนิบาตมุสลิม ใครจะมาปกครอง การให้อิสระอินเดียจึงต้องล่าช้าออกไป

ความขัดแย้ง
ค.ศ. 1946 ได้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมและฮินดูในอินเดีย จนเกิดเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกหัวระแหง คานธีรู้สึกเสียใจมาก ที่อิสรภาพของอินเดียอยู่แค่เอื้อม แต่ยังไม่ทันได้อิสรภาพ ชาวอินเดียก็ทะเลาะกันเองเสียนี่ คานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปี ลงเดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน หยุดทะเลาะกันเสียที ประชาชนอินเดียเห็นคานธีทำเช่นนี้ก็รู้สึกตัว เลิกทะเลาะกัน ทำให้เกิดความสงบสามัคคีในชนบทได้
เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างพรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เมื่ออินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนฮินดู เป็นประเทศอินเดียของพรรคคองเกรส แล้วพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม ให้เป็นประเทศปากีสถาน ปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม

อินเดียเป็นอิสระ
15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 อินเดียเป็นอิสระจากอังกฤษโดยสมบูรณ์ และในวันนั้น อินเดีย ก็แตกเป็น 2 ประเทศ คืออินเดียของชาวฮินดู กับปากีสถานของมุสลิม แต่ว่า ท้องที่ๆ คนส่วนใหญ่เป็นศาสนาหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนอีกศาสนาหนึ่งอาศัยอยู่เลย ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในอาณาเขตประเทศที่เป็นท้องที่ที่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาตรงข้าม ก็ต้องอพยพ กล่าวคือ ผู้ที่เป็นมุสลิมในอินเดีย ก็ต้องอพยพไปปากีสถาน และผู้ที่เป็นฮินดูในปากีสถาน ก็ต้องอพยพมาอินเดีย ในวันนั้น ทั้งสองประเทศ จัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ แต่คานธีไม่เข้าร่วมพิธีฉลองอิสรภาพ แต่ได้เดินทางไปยังกัสกัตตา เพราะได้ข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังรบสู้กันอยู่ คานธีเดินทางไปถึงที่กัลกัตตา และขอร้อง แต่ไม่เป็นผล จึงประกาศอดอาหารอีก ครั้งนี้ได้ผล มุสลิมและฮินดูในกัลกัตตาเลิกรบกันทันที และให้สัญญาว่าจะไม่มีการรบแบบนี้เกิดอีก คานธีจึงเดินทางกลับเมืองหลวงนิวเดลฮี
13 มกราคม ค.ศ. 1948 คานธีต้องการไปปากีสถาน เพื่อสมานฉันท์กับชาวมุสลิม ทั้งๆที่คานธีเป็นฮินดู สันนิบาตมุสลิมจึงคัดค้านการเข้าปากีสถานของคานธี เพราะเกรงจะเกิดอันตราย คานธีจึงประกาศอดอาหารอีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู
18 มกราคม ค.ศ. 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลฮีให้คำมั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ คานธีจึงกลับมากินอาหารอีกครั้ง

การเสียชีวิต
วันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ในตอนเย็น ขณะที่คานธีอยู่กลางสนามหญ้า กำลังสวดมนต์ไหว้พระตามกิจวัตร ขณะที่คานธีกำลังพูดว่า "เห ราม" แปลว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า"
นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม ได้ยิงปืนใส่คานธี 3 นัด จนคานธีล้มลง และเมื่อแพทย์ได้มาพบคานธี ก็พบว่า คานธีได้สิ้นลมหายใจแล้วในวัย 78 ปี

(ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/มหาตมา_คานธี)

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -