บทความยอดนิยม

Archive for มีนาคม 2011

บุญคุณต้องทดแทน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ขึ้นชื่อบทความอาจจะแปลกๆ ไปสักนิด แต่สำหรับแฟนหนังสือจีนกำลังภายในคงจะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่านี้เป็นอย่างดี บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ถึงแม้ว่าจะเป็นประโยคที่ดูเรียบรื่นแต่มีความหมายที่กว้างไกลมหาศาลและก็ส่งผลกระทบต่อสรรพสิ่งทั้งปวงในสังคมปัจจุบันอย่างมากมายในทุกด้าน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สถาบัน จนถึงระดับประเทศ เพราะเป็นประโยคที่เน้นย้ำถึงสังคมระบบอุปถัมภ์ที่เกิดขึ้นมาในโลกเราตั้งแ่ต่โบราณกาลและไม่มีวันที่จะเลือนหายไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน


แม้ว่าในปัจจุบันจะมีคำว่า เกิดมาแล้วต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งนั่นก็มีความหมายที่คลุมเครือไม่อาจจะกำหนดชี้วัดได้ว่าเท่าไร? จึงจะถือว่าเพียงพอ และเราเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินในเรื่องใดบ้าง? เพราะหากเลือกได้เราคงจะเลือกเกิดในแผ่นดินที่ไม่มีความวุ่นวาย แผ่นดินที่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร แผ่นดินที่ทุกคนมีความเมตตากรุณา คงไม่มีมนุษย์หน้าไหนหรอกที่สามารถเลือกที่เกิดเองได้ หากเลือกได้จริงขอเลือกที่จะไม่เกิดมาดีกว่า

ข่าวคราวช่วงนี้เป็นวาระของการผลัดเปลี่ยนรัฐบาล(ตามสัญญามั้ง) โดยการกำหนดวันเลือกตั้งเอาไว้ในไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้าและก็จะต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราและยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลาก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น สาระสำคัญที่อยากจจะพูดถึงก็คือเรื่องการกำหนดสัดส่วนของ ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วน ซึ่งกำหนดไว้ 500 ท่าน ว่าควรจะเป็น 400 ต่อ 100 หรือ 375 ต่อ 125 ความแตกต่างของตัวเลขนั้นสามารถวัดความได้เปรียบเสียเปรียบกันที่ขนาดของพรรคการเมือง ถ้าเป็นพรรคใหญ่เค้าว่าน่าจะได้เปรียบอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียดหรอกเพราะเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภาว่าผลจะเป็นอย่างไร? แล้วค่อยมาพูดถึงอีกครั้งภายหลัง

แต่ในความคิดนะ ส.ส.ในระบบสัดส่วน ตามปกติแล้วจะเป็นบุคคลระดับแกนนำของพรรคที่วางตัวเตรียมพร้อมไว้สำหรับตำแหน่งสำคัญๆ ในรัฐบาล แต่บางครั้งก็จะมีการสอดแทรกผู้ที่มีอุปการะคุณแก่พรรคไว้ในรายชื่อระดับต้นๆ เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งในบางพรรคก็จะมีการสอดแทรกบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจในความประพฤติตามความเห็นของประชาชนเข้ามาร่วมอยู่ในรายชื่อเหล่านี้ด้วยภาษาชาวบ้านเค้าเรียกว่ายัดใส้ครับ สรุปคร่าวๆ ก็คือ ส.ส.ระบบสัดส่วนจะเป็นการวัดความนิยมของพรรคการเมืองในภาพรวม ส่วนจะได้ตัวบุคคลมาแบบมีคุณภาพหรือไร้สมรรถภาพก็เป็นเรื่องสุดแท้แต่บูญทำของกรรมเวร

สำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเบอร์เดียวนั้นควรจะกำหนดมาตตรานขั้นต่ำไว้เลยว่าผู้ที่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งควรจะได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60 ของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนส่วนมากในพื้นที่นั้นๆ ได้เลือกสรรแล้วว่าดีจริง

ก็แค่ฝันเท่านั้นตราบใดที่ประชาชนยังคงมองไม่เห็นความสำคัญของภารกิจหน้าที่และความรับผิดชอบของ ส.ส.ที่ตนจะต้องเลือก ว่าจำเป็นด้วยหรือ? ที่จะต้องเป็น ตระกูล ครอบครัวหรือญาติพี่น้องของอดีต ส.ส. ที่บางคนนั้นไม่เคยมองเห็นผลงานสักคร้งตลอดอายุการเป็น ส.ส.หลายสมัย
นอกจากจพร่ำรวยขึ้น บารมีมากขึ้น และก็แก่ลงเหมือนกับคนอื่นๆ มิหนำซ้ำบางท่านอาจจะมีสติสัมปชัญญะลดน้อยลงเสียด้วยซ้ำไป

การแก้ไข รธน.

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ออกเดินท่องเที่ยวไปตามเว็บไซท์ต่างๆ เป็นประจำทุกวันเพื่อเก็บเกี่ยวข่าวสารข้อมูลมาประดับความรู้ ทั้งจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านในสภาและฝ่ายค้านนอกสภา รวมไปถึงจากข้อคิดเห็นของนักวิชาการอิสระ ด้วยความเป็นกลางปราศจากอคติต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เว้นเสียแต่ว่ามองเห็นชัดเจนในเจตนาของผู้เขียนซึ่งส่อไปในทางที่บิดเบือนข้อมูลโดยมีความมุ่งหมายบางประการ นั่นก็จะไม่นำมาเป็นขยะในสมองอย่างเด็ดขาด สำหรับช่วงนี้ก็คงจะเป็นข่าวเกี่ยวกับการกำหนดช่วงเวลาของการยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน อีกครั้งหนึ่ง ในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรครั้งใหม่ ประมาณต้นเดือนพฤษภาคมนี้

จากข่าว 
"....คณะรัฐมนตรีรับทราบการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญรวม 3 ฉบับ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอดังนี้
1. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
2. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
3. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

ข้อเท็จจริง
กกต.แจ้งว่า ในคราวประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 26/2554 วันที่ 17 มีนาคม 2554 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....รวม 3 ฉบับ ต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1 ) พุทธศักราช 2554 และมาตรา 139 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และได้มีหนังสือกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ รวม 3 ฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2554
( ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรี) วันที่ 22 มีนาคม 2554 ) ......"

(ก็มีข้อมููลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาเพิ่มเติมเพื่อประกอบกับการพิจารณาของผู้อ่านด้วยครับ....ผู้เขียน)

ส่วนที่ ๖
การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
-----------------------------
มาตรา ๑๓๘ ให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังต่อไปนี้
(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
มาตรา ๑๓๙ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอได้ก็แต่โดย
(๑) คณะรัฐมนตรี
(๒) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือ
(๓) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น
มาตรา ๑๔๐ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้กระทำเป็นสามวาระ ดังต่อไปนี้
(๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ และในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา ให้ถือเสียงข้างมากของแต่ละสภา
(๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา
ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๖ ส่วนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใช้บังคับกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๑๔๑ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตราขึ้นโดยไม่ถูกต้อง ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป
ในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทำให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามวรรคสอง ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นกลับคืนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลำดับ ในกรณีเช่นว่านี้ ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยมติในการแก้ไขเพิ่มเติมให้ใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แล้วให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แล้วแต่กรณี ต่อไป

(ตามมาด้วยข่าวสารจากเว็็บไซท์ของรัฐสภาบ้านเรา...ผู้เขียน)

การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายและร่างข้อบังคับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติก่อนที่จะประกาศใช้บังคับมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


๑) การพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๑)
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติเกี่ยวกับการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไว้แตกต่างจากการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติทั่วไป คือ ก่อนที่จะนำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยรัฐธรรมนูญกำหนดเป็นบทบังคับว่าต้องส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช ๒๕๔๐ มี ๙ ฉบับคือ
(๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
(๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
(๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
(๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน
(๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

๒) การพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างพระราชบัญญัติ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๔)
ร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือร่างพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันและก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่งนั้น ถ้า
(๑) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือกระบวนการตรากฎหมายไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภาหรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่ง ความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า
(๒) นายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้หรือกระบวนการตรากฎหมายไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ให้ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไม่ชักช้าถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และข้อความดังกล่าวเป็นสาระสำคัญให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไปทั้งฉบับถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้แต่ไม่เป็นสาระสำคัญ ให้เฉพาะข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นเป็นอันตกไป ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นยังสามารถประกาศใช้บังคับได้

๓) การพิจารณาวินิจฉัยร่างข้อบังคับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๕)
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา และร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภาแล้วแต่กรณีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่า มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ โดยผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอได้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของแต่ละสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของทั้งสองสภา ในกรณียื่นเรื่องเสนอให้พิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

๔) การพิจารณาวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติว่ามีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้หรือไม่ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๙)
รัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการตราพระราชบัญญัติว่าต้องเริ่มต้นเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้วจึงเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ อย่างไรก็ดี ในขั้นตอนนี้หากวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรถือว่าวุฒิสภาได้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนและต้องส่งกลับคืนให้สภาผู้แทนราษฎร หรือหากวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัตินั้น แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข และต่อมาได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาแล้ว แต่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยกับร่างของคณะกรรมาธิการร่วมกัน ในกรณีเช่นนี้ถือว่ามีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน และระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อระยะเวลา ๑๘๐ วันได้ล่วงพ้นไปแล้ว (เว้นแต่จะเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินซึ่งสภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที) ดังนั้น ในระหว่างที่มีการยับยั้งร่างพระราชบัญญัติไว้นี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๙ ห้ามมิให้คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ตามที่บัญญัติไว้ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่เสนอ หรือส่งให้พิจารณานั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาส่งร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้ร่างพระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
อนึ่งการห้ามมิให้เสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการอย่างเดียวกันหรือคล้ายกันกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ต้องยับยั้งไว้ ให้นำมาบังคับใช้กับการเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม

โอกาสสหน้าจะนำร่างกฎหมายท้ง 3 ฉบับมาคลี่ออกมาอ่านให้ฟังอีกครั้งครับ แต่ตอนนี้กฎหมายทั้้ง 3 ฉบับยังไม่ผ่านขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งอาจจะต้องมีการปรับแก้อีกไม่รู้ว่ากี่ครั้งกี่หนกว่าจะผ่านการลงมติครั้งสุดท้าย

เพื่อมนุษยชาติ?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

เมื่อ 18 มี.ค.54 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ลงมติให้อำนาจกำหนดเขตห้ามบินเหนือลิเบียและทุกมาตรการที่จำเป็น อันรวมถึงปฏิบัติการทางทหารที่เป็นการโจมตีทั้งทางทะเลและอากาศ เพื่อปกป้องพลเรือนจากการถูกโจมตีโดยกองกำลังของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ...

ย่อหน้าข้างบนเป็นจุดเริ่มต้นในการรวมพลของสหประชาชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของประเทศลิเบียอย่างเป็นทางการและโดยชอบธรรม? หลายประเทศออกมาคัดค้านประปราย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาหรับ แต่ส่วนมากก็อยากจะสลายระบอบเผด็จการให้หมดไปจากโลกใบนี้โดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการเช่นไร? เหมือนกับที่เคยทำมาแล้วในอิรัค


ประเทศลิเบีย (อาหรับ: ليبيا‎; อังกฤษ: Libya) มีชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบีย (อังกฤษ: Socialist People's Libyan Arab Great Jamahiriya) เป็นประเทศในแอฟริกาเหนือ มีชายฝั่งบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอียิปต์ไปทางตะวันออก ประเทศซูดานไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศชาดและประเทศไนเจอร์ไปทางใต้ และประเทศแอลจีเรียและตูนิเซียไปทางตะวันตก มีเมืองหลวงชื่อตริโปลี
ประเทศลิเบียมีพื้นที่เกือบ 1,800,000 ตารางกิโลเมตร นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในทวีปแอฟริกา และประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลกอันดับที่ 17 เมืองหลวง กรุงตริโปลี มีชาวลิเบียอาศัยอยู่ 1.7 ล้านคน จากทั้งประเทศ 6.4 ล้านคน ตามข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2552 ลิเบียมีดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) สูงที่สุดในแอฟริกา และมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (อำนาจซื้อ) สูงสุดเป็นอันดับ 4 ในแอฟริกา ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณปิโตรเลียมสำรองขนาดใหญ่และจำนวนประชากรที่ค่อนข้างน้อย ลิเบียเป็นหนึ่งในสิบประเทศผลิตน้ำมันที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
หลังจากที่ได้รับเอกราชเป็นราชอาณาจักรลิเบียใน พ.ศ. 2494 นับตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา ลิเบียอยู่ภายใต้การปกครองของมูอัมมาร์ อัล-กัดดาฟี ผู้ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร กลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 มีการประท้วงและการเดินขบวนครั้งใหญ่ทั่วประเทศต่อต้านรัฐบาลกัดดาฟี เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ฝ่ายค้านลิเบียมีรายงานว่าสามารถควบคุมหัวเมืองและนครชายฝั่งได้หลายแห่ง โดยที่รัฐบาลกัดดาฟียังคงควบคุมบางส่วนของตริโปลี เมืองทะเลทรายซาบาทางภาคใต้ และเมืองชายฝั่งบ้านเกิดของกัดดาฟี สัรต์


แน่ใจได้ว่าภาพเหล่านี้จะยังคงมีให้เห็นตลอดไป


แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหประชาชาติจะช่วยเหลือให้ประชาชนของประเทศนั้นจะได้รับการดูแลให้พ้นจากความยากจนหรือมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะมันไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการเข้าไปสอดแทรกกับการปกครองตนเองของประเทศอื่นๆ แต่สหประชาชาติต้องการเพียงการแสดงบทบาทของ "ผู้นำโลก" โดยมีประเทศมหาอำนาจเพียงไม่กี่ประเทศเป็นผู้ชี้นำและมีประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายลงมติเห็นชอบตามลูกพี่ใหญ่ของตน จากนั้นก็จะเป็นการเดินทางเข้าไปรุกรานย่ำยีการเมืองการปกครองประเทศอื่นด้วยความชอบธรรม(ตามความคิดของตนเอง) ส่วนจะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บล้มตายจากการสู้รบเท่าไหร่ไม่ได้อยู่ในความคิดทั้งสิ้น บ้านเมืืองสิ่งปลูกสร้างจะพังย่อยยับเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องมาขบคิด แต่นี่คือโอกาสในการใช้จ่ายงบประมาณของโลกอย่างแท้จริงรวมถึงการทดสอบประสิทธิภาพของอาวุธแบบใหม่ๆ ตามแนวทางที่เคยปฏิบัติ

แต่ประชาชนของประเทศผู้ถูกรุกรานจะต้องมองถึงทรัพยากรภายในประเทศของตนไว้ด้วยว่าเป็นเป้าหมายของการเข้ามา "ช่วยเหลือ" หรือไม่?

กองกำลังสหประชาชาติ คือ "ตำรวจโลก" ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของ "ศาลโลก" กระนั้นหรือ?

ทุกสิ่งที่สหประชาชาติกระทำลงไปนั้นถูกต้องชอบธรรมจริงหรือ?

การค้นหาคำตอบก็ควรจะเริ่มต้นจากนิทานอิสป เรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ

โดนล้วงตับ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ก็เปิดอ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์เช่นที่เคยทำอยู่ทุกวัน แต่วันนี้อดคัดลอกบางข่าวมาเก็บไว้อ่านเล่นแล้วก็แบ่งเพื่อนฝูงที่ไม่ได้อ่านกันบ้างเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ก้าวไกลไปกับเรื่องของวิถีทางตามธรรมชาติของคนมีกะตังค์ได้มีโอกาสจดจำไว้เป็นบทเรียนว่าเหนือฟ้าน่าจะมีเครื่องบินอยู่ คนเราคงไม่ฉลาดไปซะุทุกเรื่องอย่างแน่นอน คิดว่างั้นนะ


"ทักษิณ" ฟ้องทนายดูไบฐานยักยอกเงินกว่า 2.9 พันล้านบาท ด้วยการปลอมแปลง เอกสาร และใช้อำนาจเกินกว่าที่ได้รับระบุเป็นเงินกำไรที่ได้จากการขายทีมฟุตบอลดังจากอังกฤษ เรือใบสีฟ้า "แมนเชสเตอร์ ซิตี้" โดยฟ้องให้ชดใช้เงินคืนกว่า 3.5 พันล้านบาท แต่เจ้าตัวยังปฏิเสธในชั้นศาล ...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 มี.ค. อ้างข่าวจากเว็บไซต์ "เตหะราน ไทม์ส" และหนังสือพิมพ์ "เอมารัต อัล โยอุม" ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ในฐานะเจ้าของบริษัท "ยูเค สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนต์ ลิมิเต็ด" (ยูเคเอสไอแอล) ได้ยื่นฟ้องทนายความชาวดูไบ ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการบริษัทและหุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง ในข้อหายักยอกเงินจากบัญชีของตน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ต้องหา ซึ่งเบื้องต้นข่าวไม่มีการระบุชื่อ ต้องจ่ายเงินค่าชดใช้ความเสียหายเป็นเงินถึง 441 ล้านดีแรมยูเออี (ประมาณ 119 ล้านดอลลาร์ หรือ 3,570 ล้านบาท)

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงานในวันเดียวกัน เปิดเผยชื่อผู้ต้องหาในคดีนี้ว่าคือ นายคาลีด อัล-มูไฮรี ทนายความชาวดูไบ วัย 45 ปี ที่ขึ้นให้การต่อศาลดูไบในสหรัฐอาหรับ–เอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ในข้อหายักยอกเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย อย่างไรก็ตาม นายอัล-มูไฮรี ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า นายอัล-มูไฮรี ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของบริษัทแห่งหนึ่งในดูไบถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในทางมิชอบ พยายามฉ้อโกง และปลอมแปลงเอกสาร หลังอัยการกล่าวหาว่าเขาขโมยเงินจากบัญชีธนาคารของบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้ บริษัทของเขาดูแลด้านกฎหมาย ใน พ.ศ.2552 ถึง 129 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3,870 ล้านบาท) และในจำนวนนั้นเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ 97 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,910 ล้านบาท) ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้จากการขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ "เรือใบสีฟ้า"

สำหรับดีลสนั่นโลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เข้าซื้อหุ้นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้"เรือใบสีฟ้า" ทีมดังในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น เกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. พ.ศ.2550 โดยมอบหมายให้บริษัทยูเค สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนต์ส ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทน เข้าเจรจากับบอร์ดบริหารของทางสโมสรในขณะนั้น ด้วยการเข้าซื้อหุ้นจำนวน 54 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงิน 21.6 ล้านปอนด์ ซึ่งคิดเป็น 55.9 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด รวมทั้งต้องจ่ายเงินสดอีกจำนวนหนึ่งรวม 60 ล้านปอนด์ เพื่อชำระหนี้สินของสโมสร รวมเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 81.6 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น ในการเข้าถือหุ้นใหญ่ของสโมสร และจากนั้นก็ได้ซื้อหุ้นที่เหลือจากผู้ถือหุ้น โดยรวบรวมหุ้นทั้งหมดได้รวม 75 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการเข้าควบคุมสโมสรอย่างเด็ดขาด พร้อมขึ้นเป็นประธานสโมสรอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งจากการที่เข้าบริหารงานอย่างอิสระ ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณแต่งตั้งและเปิดตัวสเวน โกรัน อีริคสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 ก.ค.2550 ตามที่คาดกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม แม้การซื้อสโมสรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนั้นจะได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารเดิมของแมนฯ ซิตี้ รวมทั้งคีธ แฮร์ริส ประธานบริหารซีย์มัวร์ เพียร์ซ อินเวสต์เมนต์ แบงก์ โบรกเกอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยืนยันว่าเงินที่ใช้ซื้อสโมสรครั้งนี้เป็นเงินที่สะอาดไม่เกี่ยวข้องกับที่ถูกอายัดทรัพย์ก่อนหน้านี้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการตัดสินคดีในเมืองไทย มีการยึดทรัพย์ ทำให้ภาวะทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝืดเคือง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารงานของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกอบกับกระแสต่อต้านของแฟนบอลในอังกฤษ ที่กดดันให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสม

ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ลาออกจากประธานบริหารสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. พ.ศ.2551 และได้มีการเจรจากับอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ฟอร์ ดีเวล–ลอปเมนต์ (ADUG) อันเป็นกลุ่มทุนทางธุรกิจจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นำโดย ดร.สุไลมาน อัล ฟาริม ประธานกลุ่ม เพื่อขายหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนบรรลุข้อตกลงกันได้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พ.ศ.2551 โดยข้อตกลงในการซื้อขายครั้งนี้เชื่อว่าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือกว่า 9,000 ล้านบาท ในช่วงเวลานั้น เท่ากับว่าในระยะเวลาที่เข้ายึดครองสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเวลาประมาณ 15 เดือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถทำกำไรได้จากธุรกิจนี้ราว 3,000 ล้านบาท

(ข้อมูลจาก http://www.thairath.co.th/content/pol/157042)

ไม่มีคำสรุปอะไรทั้งนั้นเพราะคัดลอกข่าวมาไว้อ่านเฉยๆ

นักการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          วันนี้ขอพูดถึงเรื่องที่ไม่ค่อยอยากพูดถึง นั่นคือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 4 ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ในวันอังคารที่ 15 มีนาคม 2554 ครั้งที่ 16 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ในวันพุธที่ 16 มีนาคม 2554 และ ครั้งที่ 17 (สมัยสามัญทั่วไป) เป็นพิเศษ ในวันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2554 เวลา 09.00 นาฬิกา ณ ตึกรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามหนังสือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ด่วนที่สุด ที่ สผ 0014/ผ 160 ลง 8 มีนาคม 2554 (ญัตติทั้ง 2 เรื่อง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ กับคณะจำนวน 119 คน เป็นผู้เสนอ)


          ไม่เคยตั้งใจไว้แม้แต่นิดเดียวว่าจะเปิดโทรทัศน์ดูการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด ปีไหนๆ เพราะคุ้นเคยกับบรรยากาศในการประชุมที่เปรียบเสมือนการทำสงครามเพื่อช่วงชิงและยึดครองดินแดนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่ากระทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือประชาชน โดยการกล่าวให้ร้ายต่อผู้อื่น(ซึ่งในกรณีนี้แม้ตนเองจะเคยกระทำความผิดเช่นนั้นมาก่อนในอดีต ก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องไปกล่าวถึง) แต่ที่รู้ที่เห็นก็หลุดออกมาจากการนำเสนอข่าวสารประจำวันของสื่อมวลชนทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งประจานให้ประชาชนได้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางศีลธรรมของนักการเมือง(ซึ่งคือผู้แทนของประชาชน) อย่างชัดเจน เป็นการนำเสนอข่าวสารที่ควรจะระบุไว้ด้วยว่าอายุต่ำกว่า 20 ไม่ควรรับชมตามลำพังโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะเป็นการบ่มเพาะนิสัยหยาบคาย ไร้การศึกษา ให้กับเยาวชนและประชาชนที่ด้อยการศึกษา ด้วยภาพลักษณ์ของนักเลงอันธพาล ผู้มีอิทธิพล อย่างสมบูรณ์แบบของนักการเมืองบางท่านที่แสดงออกมาในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย และโอหังในศักดิ์ศรีของผู้แทนราษฎร

          การเข้ามานั่งมีส่วนร่วมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็นเกียรติและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนหนึ่งให้เข้ามาเป็นตัวแทนในการกระทำกิจกรรมทางการเมือง ไม่ว่าจะเข้ามาเป็นซีกของรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายค้านซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐบาลก็ตาม แต่ทุกเรื่องที่กระทำควรจะขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ว่า "เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน"


          แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับรู้ ได้ยินได้เห็นกับสายตา กลับสร้างความอับอายให้กับสามัญสำนึกและต้องรู้สึกเสียใจกับประเทศชาติที่ยังคงต้องย่ำเดินอยู่กับภาพลักษณ์ซึ่งไม่สมควรจะเกิดขึ้นในสภาอันทรงเกียรติของบ้านเมือง

คุณภาพของคน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างวิวัฒนาการอันยาวนานของมนุษยชาติ ย่อมเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึงความเป็นไปในอดีต อาจเป็นห้วงเวลาของความรุ่งโรจน์แห่งเทคโนโลยี อาจจะเป็นห้วงเวลาแห่งความยินดีปรีดาของชัยชนะหลังความตายและความพินาศของชีวิตและทรัพย์สินอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง

แต่บางครั้งบันทึกเหล่านั้นก็เป็นบันทึกที่กล่าวถึงหายนะที่เกิดจากน้ำมือของธรรมชาติที่กราดเกรี้ยวโดยไม่มีความปราณีใดๆ ทั้งสิ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ผู้อยู่อาศัยบนพื้นโลก และไม่เลือกที่จะปฏิบัติต่อผู้คนไม่ว่าจะนับถือพระเจ้าองค์ไหน? ไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกเพศหรืออายุ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในบางครั้งมากมายจนไม่สามารถประเมินค่าได้

แต่สิ่งที่ได้รับก็คือ
  • ได้รับทราบถึงผลการประเมินคุณค่าของมนุษย์ผู้เป็นทรัพยากรของแผ่นดินนั้นๆ  
  • ได้รับทราบถึงผลการประเมินคุณค่าของรัฐบาลผู้บริหารปกครองแผ่นดินนั้นๆ  
  • ได้รับทราบถึงผลการประเมินคุณค่าของนักการเมืองผู้เป็นตัวแทนของประชาชนในแผ่นดินนั้นๆ
  • ได้รับทราบถึงผลการประเมินคุณค่าของบรรดานายทุน ผู้มีอิทธิพลในแผ่นดินนั้นๆ  
เรื่องเหล่านี้แอบแฝงอยู่ในสถานการณ์ความเป็นไปที่ิเกิดขึ้นกับบ้านเมือง และสามารถเป็นตัวกำหนดลำดับความรุนแรงของสถานการณ์ รวมถึงสามารถระบุห้วงเวลาของการแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่ได้รับให้คืนกลับมาโดยเร็ว ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้












ลำดับเหตุการณ์แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ที่เกาะฮอนชูของญี่ปุ่น
เมื่อ 11 มี.ค. 2554

  • สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 8.9 ริกเตอร์ที่เกาะฮอนชูของญี่ปุ่น เมื่อเวลา 14.46 น. (หรือตรงกับเวลา12.46 น.ตามเวลาประเทศไทย) ผลจากแผ่นดินไหวกระเทือนถึงเมืองโตเกียว การสื่อสารขัดข้อง รถไฟใต้ดินหยุดให้บริการ
  • ทางการญี่ปุ่นประกาศแจ้งเตือนภัยสึนามิเกิดขึ้นในทะเล ความความสูงของคลื่นได้ 6 เมตร
  • คลื่นสึนามิสูง 10 เมตรถล่มท่าเรือเมืองเซนได
  • เกิดแผ่นดินไหวตามมา (After Shock)จำนวน 22 ครั้ง โดยมีขนาดตั้งแต่ 5.4 -7.1 ริกเตอร์
  • ศูนย์เตือนภัยสึนามิของสหรัฐที่ชายฝั่งแปซิฟิก ประกาศเตือนภัยสึนามิในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ,รัสเซีย ,เกาะมาเก๊า ,เกาะมารินาสเหนือ ,ไต้หวัน ,ฟิลิปปินส์ ,อินโดนีเซีย รัฐฮาวายของสหรัฐ ฯลฯ
  • ครม.ญี่ปุ่นประชุมฉุกเฉินรับมือเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
  • นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่น ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อใช้มาตรการบรรเทาสาธารณะภัยฉุกเฉินได้โดยสะดวก
  • คลื่นสึนามิถึงเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเวลา 18.00 น. ขนาดความสูง 30 เซนติเมตร
  • เกิดคลื่นสึนามิที่เกาะสุลาเวสี และเกาะโมลุกกะ ประเทศอินโดนีเซีย วัดความสูงได้ 10 เซนติเมตร
 ลำดับแผ่นดินไหวรุนแรงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
  • อันดับ 1 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.5 ตามมาตราริกเตอร์ที่ ชิลี เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2503 เสียชีวิตกว่า 1.6 พันคน ไร้ที่อยู่อาศัย 2 ล้านคน
  • อันดับ 2 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.2 ตามมาตราริกเตอร์ที่ อะลาสกา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2507 ก่อให้เกิดสึนามิ มีผู้เสียชีวิต 128 คน และสร้างความเสียอย่างรุนแรงแก่เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐอย่าง “Anchorage”
  • อันดับ 3 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.1 ตามมาตราริกเตอร์ที่ อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 ก่อให้เกิดสึนามิในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วกว่า 2.2 แสนคน
  • อันดับ 4 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ที่ คาบสมุทรคามชัตกา ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2495
  • อันดับ 5 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ที่ พอร์ต เอริกา ในเปรู (ปัจจบันเป็นส่วนหนึ่งของชิลี) เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2411
  • อันดับ 6 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ที่ อเมริกาเหนือ เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2243 ก่อให้เกิดสึนามิทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นเหตุให้เกิดความเสียแก่หมู่บ้านชายฝั่งหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่น
  • อันดับ 7 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.9 ตามมาตราริกเตอร์ที่ ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูง 10 ม. พัดเข้าถล่มชายฝั่งเมืองเซนได
  • อันดับ 8 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.8 ตามมาตราริกเตอร์ที่ ชายฝั่งของประเทศชิลี ห่างจากกรุงซานติอาโกประมาณ 400 กม. เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2553 มีผู้เสียชีวิตกว่า 500 คน
  • อันดับ 9 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.8 ตามมาตราริกเตอร์ที่ เอกวาดอร์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2449
  • อันดับ 10 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.7 ตามมาตราริกเตอร์ที่ อะลาสกา สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2508 เกิดสึนามิความสูง 10 ม.
  • อันดับ 11แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.7 ตามมาตราริกเตอร์ที่ กรุงลิสบอน โปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2298 ประชากรร้อยละ 25 เสียชีวิต
  • อันดับ 12 แผ่นดินไหววัดความรุนแรงได้ 8.7 ตามมาตราริกเตอร์ที่ ชิลี เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2273 เกิดคลื่นยักษ์สึนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่งกว่า 1 พันกม.

ขีดจำกัดของสมอง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
สิ่งที่มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมความเคลื่อนไหวของร่างกาย และความรู้สึกหลากหลายทางอารมณ์ของคนเราก็คือสมอง ซึ่งมีหลักในการทำงานซับซ้อนเกินกว่าที่จะพยายามทำความเข้าใจ แต่วิทยาการทางการแพทย์ก็ก้วหน้าพอที่จะค้นพบคำตอบทั้งมวลในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงรูปแบบทางกายวิภาคเท่านั้น ส่วนผลที่เกิดขึ้นมากับแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันออกไป หากพูดในภาษาชาวบ้านก็คือ ตามแต่สันดานและชาติพันธุ์ของแต่ละคน ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสมองกันก่อนในด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์

***********


สมอง (อังกฤษ: Brain) คืออวัยวะสำคัญในสัตว์หลายชนิดตามลักษณะทางกายวิภาค หรือที่เรียกว่า encephalon จัดว่าเป็นส่วนกลางของระบบประสาท คำว่า สมอง นั้นส่วนใหญ่จะเรียกระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์มีกระดูกสันหลัง คำนี้บางทีก็ใช้เรียกอวัยวะในระบบประสาทบริเวณหัวของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอีกด้วย
สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดุลภายในร่างกาย (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้
สมองประกอบด้วยเซลล์สองชนิด คือ เซลล์ประสาท และเซลล์เกลีย เกลียมีหน้าที่ในการดูแลและปกป้องนิวรอน นิวรอนหรือเซลล์ประสาทเป็นเซลล์หลักที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลในรูปแบบของสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า ศักยงาน (action potential) การติดต่อระหว่างนิวรอนนั้นเกิดขึ้นได้โดยการหลั่งของสารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่รวมเรียกว่า สารสื่อประสาท (neurotransmitter) ข้ามบริเวณระหว่างนิวรอนสองตัวที่เรียกว่า ไซแนปส์ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง เช่น แมลงต่าง ๆ ก็มีนิวรอนอยู่นับล้านในสมอง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่มักจะมีนิวรอนมากกว่าหนึ่งร้อยล้านตัวในสมอง สมองของมนุษย์นั้นมีความพิเศษกว่าสัตว์ตรงที่ว่ามีความซับซ้อนและใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับขนาดตัวของมนุษย์


ส่วนประกอบ

สมองของมนุษย์ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
สมองส่วนหน้า (Forebrain) - มีขนาดใหญ่ที่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก สามารถแบ่งออกได้อีกดังนี้
ออลเฟกทอรีบัลบ์ (olfactory bulb) อยู่ด้านหน้าสุด ทำหน้าที่ - ดมกลิ่น (ปลา,กบ และสัตว์เลื้อยคลานสมองส่วนนี้จะมีขนาดใหญ่) ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมออลแฟกทอรีบัลบ์จะไม่เจริญ แต่จะดมกลิ่นได้ดีโดยอาศัยเยื่อบุในโพรงจมูก
ซีรีบรัม (Cerebrum) - มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส แบ่งเป็นสองซีก แต่ละซีกเรียกว่า Cerebral hemisphere และแต่ละซีกจะแบ่งได้เป็น 4 พูดังนี้
Frontal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การออกเสียง ความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก พื้นอารมณ์
Temporal lobe ทำหน้าที่ควบคุมการได้ยิน การดมกลิ่น
Occipital lobe ทำหน้าที่ควบคุมการมองเห็น
Parietal lobe ทำหน้าที่ควมคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส การพูด การรับรส
ทาลามัส (Thalamus) - อยู่เหนือไฮโปทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออกพฤติกรรมด้านความเจ็บปวด
ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) - ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ และสร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองซึ่งจะทำการควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำและสารละลายในเลือด และยังเกี่ยวกับการควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก วงจรการตื่นและการหลับ การหิว การอิ่ม และความรู้สึกทางเพศ
สมองส่วนกลาง (Midbrain) - เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่างสมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ ในมนุษย์สมองส่วน obtic lobe นี้จะเจริญไปเป็น Corpora quadrigermia ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน
สมองส่วนท้าย (Hindbrain) ประกอบด้วย
พอนส์ (Pons) - อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัม ติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของร่างกาย เช่น การเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การหายใจ การฟัง
เมดัลลา (Medulla) - เป็นสมองส่วนท้ายสุด ต่อกับไขสันหลัง เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น
ซีรีเบลลัม (Cerebellum) - อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กันและควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/wiki/สมอง)

************

หากมองในแง่ของวิทยาศาสตร์ก็ไม่ค่อยจะมีปัญหาให้ขบคิดมากมายนัก แต่ถ้าหันกลับมามองในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว สมอง ของแต่ละคนสามารถสร้างทั้งผลงานสร้างสรรค์ต่อสังคมและสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมได้เช่นกัน ทั้งหมดย่อมขึ้นอยู่กับเหตุผลที่กล่าวอ้างถึงในย่อหน้าแรกมาแล้ว นั่นก็คือ ทุกคนย่อมมีเหตุผลส่วนตนที่เห็นว่าสมควรในการประพฤติปฏิบัติสิ่งต่างๆ ลงไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดผลบางอย่างขึ้นมา ส่วนประเด็นที่ว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือถูกต้องตามธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมหรือไม่? ไม่น่าจะมีอยู่ในความคิดของคนบางประเภท ส่วนจะเป็นคนประเภทไหน? ก็ไม่น่าจะเป็นคำถามที่เหมาะสม เพราะผู้มีอิทธิพลในบ้านเมืองเราไม่เคยเกรงกล้ัวที่จะป่าวประกาศบารมีต่อสาธารณชนหรอก

อ่านหนังสือเก่า

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
กิจกรรมยามว่างที่ทำอยู่เสมอมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็คือการอ่านหนังสือ ซึ่งถูกอบรมบ่มเพาะนิสัยนี้มาตั้งแต่เด็กและก็ไม่ใช่เพียงคนเดียวแต่เป็นหมดทั้ง 5 คนพี่น้องเ เนื่องจากพ่อเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือและเก็บสะสมไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ รายเดือน รายสะดวก และหนังสือประเภทรวมเล่มหลากหลายชนิด หลายหลายขนาด แม้กระทั่งนวนิยายแปลจากต่างประเทศ ซึ่งถูกเก็บรวบรวมไว้ในตู้ที่น่าจะไว้ใช้เก็บเสื้อผ้าถึง 2 ตู้ใหญ่และยังมีเรี่ยราดอยู่ตามกล่องตามลังอีกมากมาย ก็ไม่อยากบอกหรอกนะว่าอ่านมาแล้วทั้งหมดทุกเล่ม แม้แต่เรื่องเก่าๆ เช่น ชุดผู้ร้ายผู้ดี ชุดอินทรีแดง ของ เศก ดุสิต ชุดล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ รวมถึงหัสนิยายชุดสามเกลอ ของ ป.อินทรปาลิต เรื่องแปลก็มีชุดนักสืบเชอร์ล็อค โฮล์ม เป็นต้น


กาลเวลาที่ผ่านไปเพิ่มหนังสือเข้ามาบรรจุในคลังสมองเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณจนจำไม่ไหวเสียแล้ว แต่พอจะนึกออกว่า ในช่วงปี พ.ศ.2516 - 2519 ได้อ่านหนังสือเกือบจะหมดทุกเล่มในห้องสมุดของโรงเรียนการช่างปราจีนบุรีและขอยืมหนังสือจากห้องสมุดประชาชนประจำจังหวัดปราจีนบุรีมาอ่านทุกวันเสาร์อาทิตย์จนบรรณารักษ์จำหน้าได้ หนังสือที่อ่านก็ไม่เคยเลือกเป็นพิเศษ อ่านตั้งแต่ วรรณคดีไทย ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ นวนิยายไทย สารคดีเชิงวิชาการทุกสาขา สารคดีท่องเที่ยว แม้แต่หนังสือกำลังภายในยังเอามาอ่านหมดทุกเรื่อง

พอเริ่มเข้ามารับราชการและเข้าศึกษาต่อด้วยตนเองที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชตั้งแต่ปี 2529 แนวทางในการอ่านก็เริ่มเป็นลมเปลี่ยนทิศ หันมาทาง รัฐศาสตร์ การเมือง การปกครองและกฎหมายมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทิ้งหนังสือทั่วไปเสียทั้งหมด ชนิดที่ว่าต้องสร้างกล่องใส่หนังสือไว้ในห้องน้ำในบ้านเลยทีเดียว และต่อจากนั้นก็เริ่มการย้อนกลับเข้าหาอดีตของการเมือง การปกครอง แต่อ่านมากเข้าสมองก็คงจะเริ่มหมดช่องว่างที่จะบรรจุอะไรเสียแล้ว ถึงขั้นเบลอไปทีเดียว บางครั้งเดินออกจากบ้านไปตั้งนานยังนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองจะไปไหน ไปทำอะไร ตั้งหม้ออุ่นต้มจืดไว้ก็ปล่อยซะน้ำแห้ง จนควันท่วมห้องครัวเพราะแก๊สใหม้ซะก้นหม้อเกือบทะลุหลายครั้งหลายหน พักหลังเลยต้องปล่อยวางนอนเล่นเฉยๆ ฟังเพลงเบาๆ ผ่อนอารมณ์ซะบ้าง

แต่ทุกวันก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่แต่เป็นหนังสือเก่า เรื่องราวในอดีต และก็อยากจะชวนย้อนกลับไปหาอดีตของรัฐธรรมนูญไทยดูบ้างว่ามีอะไรแปลกหูแปลกตาไปจากทุกวันนี้อย่างไร

..............


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นกฎหมายลำดับศักดิ์สูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นใดจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองของประเทศ ซึ่งตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับ อันแสดงให้เห็นถึงความขาดเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
รัฐธรรมนูญไทยระบุว่าประเทศไทยมีรูปแบบรัฐเป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ และปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (เขียนว่า ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) กำหนดให้มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้ระบบสองสภา แตกต่างจากในอดีตที่ใช้ระบบสภาเดี่ยว รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดให้ผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งและการแต่งตั้งแตกต่างกันไป เช่นเดียวกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์
..............
ดังนั้นโดยสภาพแล้วรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับที่มีกรอบความคิดแบบตะวันตก ควรที่จะเกิดผลตามครรลองประชาธิปไตยตะวันตกเหมือนอย่างประเทศตะวันตก แต่ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองไทยดูเหมือนได้สวนทางกับ ระบบการเมืองของตะวันตก ซึ่งต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนูญเป็นเพียงกฎหมายลายลักษณ์อักษรสูงสุดของรัฐ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยครั้ง ซึ่งขัดกับแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ซึ่งควรมีความศักดิ์สิทธิ์และคงทนถาวร
..............
(คัดลอกจากบางส่วนของ http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐธรรมนููญแห่งราชอาณาจักรไทย)


..............



พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว
พุทธศักราช ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า
โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร
จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยมาตราต่อไปนี้

หมวด ๑
ข้อความทั่วไป
มาตรา ๑ อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย
มาตรา ๒ ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ
๑. กษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล

หมวด ๒
กษัตริย์
มาตรา ๓ กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดีคำวินิจฉัยของศาลก็ดีการอื่นๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดีจะต้องกระทำในนามของกษัตริย์
มาตรา ๔ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดกให้ให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พ.ศ. ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร
มาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ไม่ได้หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้สิทธิแทน
มาตรา ๖ กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย
มาตรา ๗ การกระทำใดๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้มิฉะนั้นเป็นโมฆะ

หมวด ๓
สภาผู้แทนราษฎร
ส่วนที่ ๑
อำนาจและหน้าที่
มาตรา ๘ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจออกพระราชบัญญัติทั้งหลายพระราชบัญญัตินั้นเมื่อกษัตริย์ได้ประกาศให้ใช้แล้ว ให้เป็นอันใช้บังคับได้ ถ้ากษัตริย์มิได้ประกาศให้ใช้พระราชบัญญัตินั้นภายในกำหนด ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับพระราชบัญญัตินั้นจากสภาโดยแสดงเหตุผลที่ไม่ยอมทรงลงพระนาม ก็มีอำนาจส่งพระราชบัญญัตินั้นคืนมายังสภา เพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่งถ้าสภาลงมติยืนตามมติเดิม กษัตริย์ไม่เห็นพ้องด้วย สภามีอำนาจออกประกาศพระราชบัญญัตินั้นใช้บังคับเป็นกฎหมายได้
มาตรา ๙ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้

ส่วนที่๒
ผู้แทนราษฎร
มาตรา ๑๐ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นไปตามกาลสมัยดั่งนี้
สมัยที่ ๑ นับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยที่๒ จะเข้ารับ
ตำแหน่งให้คณะราษฎรซึ่งมีคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารเป็นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน ๗๐ นายเป็นสมาชิกในสภา
สมัยที่ ๒ ภายในเวลา ๖ เดือนหรือจนกว่าการจัดประเทศเป็นปกติเรียบร้อย สมาชิกในสภาจะต้องมีบุคคล ๒ ประเภททำกิจการร่วมกัน คือ
ประเภทที่ ๑ ผู้แทนซึ่งราษฎรจะได้เลือกขึ้นจังหวัดละ ๑ นาย ถ้าจังหวัดใดมีสมาชิกเกินกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ให้จังหวัดนั้นเลือกผู้แทนเพิ่มขึ้นอีก ๑ นายทุกๆ ๑๐๐,๐๐๐ นั้น เศษของ ๑๐๐,๐๐๐ ถ้าเกินกว่าครึ่งให้นับเพิ่มขึ้นอีก ๑
ประเภทที่ ๒ ผู้เป็นสมาชิกอยู่แล้วในสมัยที่ ๑ มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภทที่ ๑ ถ้าจำนวนเกินให้เลือกกันเองว่าผู้ใดจะคงเป็นสมาชิกต่อไป ถ้าจำนวนขาดให้ผู้ที่มีตัวอยู่เลือกบุคลใดๆ เข้าแทนจนครบ
สมัยที่ ๓ เมื่อจำนวนราษฎรทั่วพระราชอาณาเขตต์ได้สอบไล่วิชชาปถมศึกษาได้เป็นจำนวนเกินกว่าครึ่ง และอย่างช้าต้องไม่เกิน ๑๐ ปีนับแต่วันใช้ธรรมนูญนี้สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเป็นผู้ที่ราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นเองทั้งสิ้น สมาชิกประเภทที่๒ เป็นอันไม่มีอีกต่อไป
มาตรา ๑๑ คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทนประเภทที่ ๑ คือ
๑. สอบไล่วิชชาการเมืองได้ตามหลักสูตรซึ่งสภาจะได้ตั้งขึ้นไว้
๒. มีอายุ๒๐ ปีบริบูรณ์
๓. ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๔. ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิในการรับเลือก
๕. ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย
๖. ฉะเพาะผู้สมัครรับเลือกเป็นผู้แทนประเภทที่๑ ในสมัยที่๒ จะต้องได้รับความเห็นชอบของสมาชิกในสมัยที่๑ เสียก่อนว่าเป็นผู้ที่ไม่ควรสงสัยว่าจะนำมาซึ่งความไม่เรียบร้อย
มาตรา ๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ ๑ ที่ ๒ ให้ทำดั่งนี้
๑. ราษฎรในหมู่บ้านเลือกผู้แทนเพื่อออกเสียงตั้งผู้แทนตำบล
๒. ผู้แทนหมู่บ้านเลือกผู้แทนตำบล
๓. ผู้แทนตำบลเป็นผู้เลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร
การเลือกตั้งสมาชิกในสมัยที่ ๓ จะมีกฎหมายบัญญัติภายหลังโดยจะดำเนิรวิธีการที่ให้สมาชิกได้เลือกตั้งผู้แทนในสภาโดยตรง
มาตรา ๑๓ ผู้แทนประเภทที่๑ จะอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ ๔ ปีนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อถึงสมัยที่๓ แล้วแม้ผู้แทในสมัยที่๒ จะได้อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง ๔ ปีก็ดีต้องออกจากตำแหน่งนับแต่วันที่ผู้แทนในสมัยที่๓ ได้เข้ารับตำแหน่ง ถ้าตำแหน่งผู้แทนว่างลงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามเวร ให้สมาชิกเลือกผู้อื่นตั้งขึ้นใหม่ให้เต็มที่ว่างแต่ผู้แทนใหม่มีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาที่ผู้
ออกไปนั้นชอบที่จะอยู่ได้
มาตรา ๑๔ ราษฎรไม่ว่าเพศใดเมื่อมีคุณสมบัติดั่งต่อไปนี้ ยอ่มมีสิทธิออกเสียงลงมติเลือกผู้แทนหมู่บ้านได้ คือ
๑. มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒. ไม่เป็นผู้ไร้หรือเสมือนไร้ความสามารถ
๓. ไม่ถูกศาลพิพากษาให้เสียสิทธิในการออกเสียง
๔. ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติเป็นไทยตามฎหมาย
คุณสมบัติของผู้แทนหมู่บ้านและผู้แทนตำบลให้เป็นไปเหมือนดั่งมาตรา ๑๑
มาตรา ๑๕ การเลือกตั้งผู้แทนใดๆ ให้ถือตามคะแนนเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้มีการเลือกครั้งที่๒ ถ้าครั้งที่๒ มีคะแนนเสียงเท่ากันให้ตั้งคนกลางออกเสียงชี้ขาดและให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนกลางไว้
มาตรา ๑๖ ผู้แทนนอกจากถึงเวร จะต้องออกจากตำแหน่ง ให้นับว่าขาดจากตำแหน่ง เมื่อขาดคุณสมบัติดั่งกล่าวไว้ในมาตรา ๑๑ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเมื่อตาย หรือเมื่อสภาได้ได้วินิจฉัยให้ออกในเมื่อสภาเห็นว่าเป็นผู้ทำความเสื่อมเสียให้แก่สภา
มาตรา ๑๗ การฟ้องร้องสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเป็นคดีอาชญายังโรงศาล จะต้องได้รับอนุญาตจากสภาก่อนศาลจึ่งจะรับฟ้องได้

ส่วนที่ ๓
ระเบียบการประชุม
มาตรา ๑๘ ให้สมาชิกเลือกกันขึ้นเป็นประธานของสภา ๑ นายมีหน้าที่ดำเนิรการของสภา และมีรองประธาน ๑ นายเป็นผู้ทำการแทน เมื่อประธานมีเหตุขัดข้องชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ได้
มาตรา ๑๙ เมื่อประธานไม่อยู่หรือไม่สามารถมาได้ก็ให้รองประธานแทนเป็นผู้รักษาความเรียบร้อยในสภา และจัดการให้ได้ปรึกษาหารือกันตามระเบียบ
มาตรา ๒๐ ถ้าประธานและรองประธานไม่อยู่ในที่ประชุมทั้ง ๒ คนก็ให้สมาชิกที่มาประชุมเลือกตั้งกันเองขึ้นเป็นประธานคนหนึ่งชั่วคราวประชุมนั้น
มาตรา ๒๑ การประชุมปกติให้เป็นหน้าที่ของสภาเป็นผู้กำหนดการประชุมพิเศษจะมีได้ต่อเมื่อสมาชิกมีจำนวนรวมกันไม่น้อยกว่า ๑๕ คนได้ร้องขอหรือคณะกรรมการราษฎรได้ร้องขอให้เรียกประชุม การนัดประชุมพิเศษ ประธานหรือผู้ทำการแทนประธานเป็นผู้สั่งนัด
มาตรา ๒๒ การประชุมทุกคราวต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดจึ่งจะเป็นองค์ประชุมปรึกษาการได้
มาตรา ๒๓ การลงมติวินิจฉัยข้อปรึกษานั้น ให้ถือเอาเสียงข้างมากเป็นประมาณสมาชิกคนหนึ่งย่อมมีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีจำนวนเสียงลงคะแนนเท่ากันให้ผู้เป็นประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๒๔ สมาชิกไม่ต้องรับผิดในถ้อยคำใดๆ ที่ได้กล่าวหรือแสดงเป็นความเห็นหรือในการออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม ผู้หนึ่งผู้ใดจะว่ากล่าวฟ้องร้องเพราะเหตุนั้นหาได้ไม่
มาตรา ๒๕ ในการประชุมทุกคราวประธานต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่ประจำในสภาจดรายงานรักษาไว้และเสนอเพื่อให้สมาชิกได้ตรวจแก้ไขรับรอง แล้วให้ผู้เป็นประธานในที่ประชุมลงนามกำกับไว้
มาตรา ๒๖ สภามีอำนาจตั้งอนุกรรมการเพื่อทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้สอบสวนพิจารณาทำความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นเสนอต่อที่ประชุมใหญ่เพื่อปรึกษาหารือตกลงอีกชั้นหนึ่งก็ได้ประธานอนุกรรมการนั้นเมื่อสภาไม่ได้ตั้งก็ให้อนุกรรมการเลือกกันเองตั้งขึ้นเป็นประธานได้
อนุกรรมการมีอำนาจเชิญบุคคลใดๆ มาชี้แจงแสดงความเห็นได้อนุกรรมการและผู้ที่เชิญมาได้รับสิทธิในการแสดงความเห็นตามมาตรา ๒๔
ในการประชุมอนุกรรมการนั้นต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า ๓ นายจึ่งจะเป็นองค์ประชุมปรึกษาการได้เว้นแต่อนุกรรมการนั้นจะมีจำนวนตั้งขึ้นเพียง ๓ คน เมื่อมาประชุมแต่ ๒ คนก็ให้นับว่าเป็นองค์ประชุมได้
มาตรา ๒๗ สภามีอำนาจตั้งระเบียบการปรึกษาหารือเพื่อดำเนิรการให้เป็นไปตามธรรมนูญนี้(ในชั้นแรกนี้ให้อนุโลมใช้ข้อบังคับสภากรรมการองคมนตรีฉะเพาะที่ไม่ขัดกับธรรมนูญนี้ไปพลางก่อน)

หมวดที่๔
คณะกรรมการราษฎร
ส่วนที่๑
อำนาจและหน้าที่
มาตรา ๒๘ คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจและหน้าที่ดำเนิรการให้เป็นไปตามวัตถุที่ประสงค์ของสภา
มาตรา ๒๙ ถ้ามีการฉุกเฉินเกิดขึ้นซึ่งคณะกรรมการจะเรียกประชุมสภาราษฎรให้ทันท่วงทีมิได้และคณะกรรมการราษฎรเห็นสมควรจะต้องออกกฎหมาย เพื่อให้เหมาะแก่การฉุกเฉินนั้นๆ ก็ทำได้แต่จะต้องรีบนำกฎหมายนั้นขึ้นให้สภารับรอง
มาตรา ๓๐ คณะกรรมการราษฎรมีอำนาจให้อภัยโทษแต่ให้นำความขึ้นขอพระบรมราชานุญาตเสียก่อน
มาตรา ๓๑ ให้เสนาบดีกระทรวงต่างๆ เป็นผู้รับผิดชอบต่อคณะกรรมการราษฎรในกิจการทั้งปวง สิ่งใดซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อคำสั่งหรือระเบียบการของคณะกรรมการราษฎร หรือกระทำไปโดยธรรมนูญไม่อนุญาตให้ทำได้ให้ถือว่าการนั้นเป็นโมฆะ

ส่วนที่ ๒
กรรมการราษฎรและเจ้าหน้าที่ประจำ
มาตรา ๓๒ คณะกรรมการราษฎรประกอบด้วยประธานคณะกรรมการราษฎร ๑ นาย และกรมการราษฎร ๑๔ นาย รวมเป็น ๑๕ นาย
มาตรา ๓๓ ให้สภาเลือกตั้งสมาชิกในสภาผู้๑ ขึ้นเป็นประธานกรรมการ และให้ผู้เป็นประธานนั้นเลือกสมาชิกในสภาอีก ๑๔ นายเพื่อเป็นกรรมการ การเลือกนี้เมื่อได้รับความเห็นชอบของสภาแล้ว ให้ถือว่าผู้ที่ได้รับเลือกนั้นๆ เป็นกรรมการของสภา ในเมื่อสภาเห็นว่ากรรมการมิได้ดำเนิรกิจการตามรัฐประศาสโนบายของสภา สภามีอำนาจเชิญกรรมการให้ออกจากหน้าที่แล้วเลือกตั้งใหม่ตามที่กล่าวในตอนนั้น
มาตรา ๓๔ กรรมการคนใดมีเหตุอันกระทำให้กรรมการคนนั้นขาดคุณสมบัติอันกำหนดไว้สำหรับผู้แทนในมาตรา ๑๑ ก็ตาม หรือตายก็ตาม ให้สภาเลือกกรมการแทนสำหรับตำแหน่งนั้นๆ ในเมื่อสภาได้เลือกตั้งกรรมการแล้ว สภาชุดนั้นหมดกำหนดอายุตำแหน่งเมื่อใด ให้ถือว่ากรรมการชุดนั้นย่อมหมดกำหนดอายุตำแหน่งด้วย
มาตรา ๓๕ การตั้งการถอดตำแหน่งเสนาบดีย่อมเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์พระราชอำนาจนี้จะทรงใช้แต่โดยตามคำแนะนำของคณะกรรมการราษฎร
มาตรา ๓๖ การเจรจาการเมืองกับต่างประเทศเป็นหน้าที่ของกรรมการผู้แทนราษฎร และกรรมการอาจตั้งผู้แทนเพื่อการนี้ได้ การเจรจาได้ดำเนิรไปประการใดให้กรรมการรายงานกราบบังคมทูลกษัตริย์ทรงทราบ
การให้สัตยาบันสัญญาทางพระราชไมตรีเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ตามคำแนะนำของกรรมการราษฎร
มาตรา ๓๗ การประกาศสงครามเป็นพระราชอำนาจของกษัตริย์ แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ตามคำแนะนำของกรรมการราษฎร
ส่วนที่ ๓
ระเบียบการประชุม
มาตรา ๓๘ ระเบียบการประชุมของคณะกรรมการราษฎรให้อนุโลมตามที่บัญญัติในหมวดที่ ๓

หมวดที่๕
ศาล
มาตรา ๓๙ การระงับข้อพิพาทให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานี้

ประกาศมา ณ วันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ และให้ใช้บังคับได้แต่บัดนี้เป็นต้นไป

(พระบรมนามาภิธัย) ประชาธิปก ป.ร.
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
 รก. เล่ม ๔๙ หน้า ๑๖๖


จากเว็บไซท์ของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา / มกราคม 2553

ประกาศคณะราษฎร

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

          วันเวลาที่ล่วงเลยมานานนับร้อยปี ประชาชนผ่านพ้นรูปแบบการปกครองมาแล้วมากมาย ตามวิวัฒนาการของโลก หลายครั้งหลายหนในช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่ง ผู้นำการเปลี่ยนแปลงย่อมมีเหตุผลในการชักจูงโน้มน้าวให้ประชาชนส่วนมากมีความคิดที่คล้อยตามและเห็นพ้องด้วย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น ซึ่งเหตุผลที่นำมากล่าวอ้างย่อมมีทั้งเหตุผลที่คาดว่าประชาชนจะต้องเห็นดีด้วยและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ แต่ในความเป็นจริงนั้น ผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ย่อมมีเหตุผลส่วนตัวที่เป็นสาเหตุสำคัญของความคิดในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง และเหตุผลในส่วนนี้ย่อมไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้อย่างแน่นอน
          ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เป็นวันที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการปกครองแผ่นดิน มาเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้กฎหมาย ด้วยการยึดอำนาจการปกครองของ "คณะราษฎร" โดยการนำของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร และหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) หัวหน้าฝ่ายพลเรือน ร่วมด้วยนายทหารบก ทหารเรือ และพลเรือน อันเป็นการสิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และเริ่มต้นการปกครองด้วยระบอบ ประชาธิปไตย ที่ทาง "คณะราษฎร" คาดหวังไว้ว่าจะทำให้อำนาจอธิปไตยในการปกครองบริหารประเทศตกเป็นของประชาชนอย่างสมบูรณ์ภายใต้รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ทำให้การมีส่วนร่วมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีความเท่าเทียมกันตามระบอบ ประชาธิปไตย นั่นคือสิ่งที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ความหวังไว้กับประชาชนตามประกาศของ "คณะราษฎร"

ประกาศคณะราษฎร

ฉบับที่ ๑
          ราษฎรทั้งหลาย เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศ เพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน
          รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอย ๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าราษฎรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้และคงจะไม่ยอม ให้ทำนาบนหลังคน
          ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่ สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย
          เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า
          ๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
          ๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
          ๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
          ๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
          ๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
          ๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
          ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้ สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า
คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ 

จนถึงวันนี้เราก็
          ยังคงแหงนหน้ารอคอยความเท่าเทียมกันในสังคม
          ยังคงรอคอยความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
          ยังคงฝันถึงสิทธิและเสรีภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
          ยังคงเจ็บปวดกับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่
          ยังคงร้อนเร่าด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อำนาจเป็นอาวุธ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการข่มเหงประชาชน

ล้างกิเลสทางลัด

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เคยเขียนบทความพาดพิงไปถึงเรื่องราวต่างๆ ในทางที่ถือได้ว่าเป็นอกุศลธรรม ซึ่งอยู่ในแนวทางที่ใกล้เคียงกับผู้ชำนาญการเกี่ยวกับศาสนา ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวา ยกเว้นเข้าไปช่วยเอาไฟเผาญาติๆ เพื่อนฝูง รุ่นน้องรุ่นพี่รุ่นลูกรุ่นหลานที่หนีจากโลกนี้ไปด้วยสาเหตุต่างๆ นาๆ แต่การที่เราจะเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมะก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปนุ่งเหลืองห่มขาววนเวียนอยู่ในวัดเช่นกัน เพราะธรรมะเกิดขึ้นจากใจเราและจะส่งผลต่อกายเราในภายหลังหรือไม่? ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปห่วงกังวล แต่ในพระไตรปิฎกก็มีคำปลอบโยน(หรือจะเรียกว่าหลอกล่อก็ย่อมได้) ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลตอบแทนที่จะได้รับจากการสร้างทาน ซึ่งแม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีสาวแก่สาวน้อยหลายๆ ท่านยึดถือปฏิบัติอยู่ นั่นก็คือ การกวาดลานวัด ที่คนโบราณหรือพระในยุคนี้มักกล่าวว่า เปรียบเสมือนการกวาดกิเลสให้หมดไปจะช่วยสร้างให้ผิวพรรณผุดผ่องสดใสเป็นประกายเฉิดฉายแจ่มจรัสด้วยผลบุญนี้


แต่นั่นเป็นการแปลความหมายที่ผิดไปจากการตีความของพระภิกษุสายธรรมะที่แท้จริง ซึ่งเห็นว่า การกวาดลานวัดก็เพื่่อให้พิจารณาถึงความหมายของชีวิตจากใบไม้ที่กวาดอยู่ ว่าเมื่ออยู่นานไปก็ย่อมเหี่ยวเฉา และร่วงโรยหล่นลงมาจากต้นเพื่อเน่าเปื่อยเสื่อมสลายกลายเป็นดินในที่สุด ซึ่งแล้วแต่การพิจารณาถึงเหตุและผลของแต่ละคนล่ะครับ แต่จอลองยกส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎกเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้อ่านกันเพื่อทบทวนก่อนการใช้สติ และปัญญาที่ควรจะเริ่มมีไว้บ้างในยุคนี้

จาก อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท โกธวรรคที่ ๑๗
๑๗. โกธวรรควรรณนา
๑. เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี [๑๗๔]

ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงปรารภเจ้าหญิงโรหิณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โกธํ ชเห" เป็นต้น.

สร้างโรงฉันหายจากโรคผิวหนังได้
ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง พระอนุรุทธผู้มีอายุได้ไปเมืองกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐. ครั้งนั้น พวกพระญาติของท่านทรงสดับว่าพระเถระมา จึงได้ไปสู่สำนักพระเถระ เว้นแต่พระน้องนางของพระเถระชื่อโรหิณี. พระเถระถามพวกพระญาติว่า "พระนางโรหิณีอยู่ไหน?"
พวกพระญาติ. อยู่ในตำหนัก เจ้าข้า.
พระเถระ. เหตุไร? จึงไม่เสด็จมา.
พวกพระญาติ. พระนางไม่เสด็จมาเพราะทรงละอายว่า ‘โรคผิวหนังเกิดที่สรีระของเขา’ เจ้าข้า.
พระเถระกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงเชิญพระนางเสด็จมาเถิด" ให้ไปเชิญพระนางเสด็จมาแล้ว จึงกล่าวอย่างนี้ กะพระนางผู้ทรงฉลองพระองค์เสด็จมาแล้วว่า "โรหิณี เหตุไร? เธอจึงไม่เสด็จมา."
พระนางโรหิณี. ท่านผู้เจริญ โรคผิวหนังเกิดขึ้นที่สรีระของหม่อมฉัน เหตุนั้น หม่อมฉันจึงมิได้มาด้วยความละอาย.
พระเถระ. ก็เธอทรงทำบุญไม่ควรหรือ?
พระนางโรหิณี. จะทำอะไร? เจ้าข้า.
พระเถระ. จงให้สร้างโรงฉัน.
พระนางโรหิณี. หม่อมฉันจะเอาอะไรทำ?
พระเถระ. ก็เครื่องประดับของเธอไม่มีหรือ?
พระนางโรหิณี. มีอยู่ เจ้าข้า.
พระเถระ. ราคาเท่าไร?
พระนางโรหิณี. จักมีราคาหมื่นหนึ่ง.
พระเถระ. ถ้ากระนั้น จงขายเครื่องประดับนั้น ให้สร้างโรงฉันเถิด.
พระนางโรหิณี. ใครเล่า? จักทำให้หม่อมฉัน เจ้าข้า.
พระเถระแลดูพระญาติซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้แล้ว กล่าวว่า "ขอจงเป็นภาระของพวกท่านทั้งหลาย."
พวกพระญาติ. ก็พระคุณเจ้าจักทำอะไรหรือ? เจ้าข้า.
พระเถระ. แม้อาตมภาพก็จักอยู่ในที่นี้เหมือนกัน, ถ้ากระนั้น พวกท่านจงนำทัพพสัมภาระมาเพื่อโรงฉันนี่.
พวกพระญาตินั้นตรัสว่า "ดีละ เจ้าข้า" จึงนำมาแล้ว.
พระเถระ เมื่อจะจัดโรงฉัน จึงกล่าวกะพระนางโรหิณีว่า "เธอจงให้ทำโรงฉันเป็น ๒ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้ว จงกวาดพื้นล่าง แล้วให้ปูอาสนะไว้เสมอๆ, จงให้ตั้งหม้อน้ำดื่มไว้เสมอๆ." พระนางรับคำว่า "ดีละ เจ้าข้า" แล้วจำหน่ายเครื่องประดับ ให้ทำโรงฉัน ๒ ชั้น เริ่มแต่กาลที่ให้พื้นชั้นบนเรียบแล้ว ได้ทรงทำกิจมีการกวาดพื้นล่างเป็นต้นเนืองๆ. พวกภิกษุก็นั่งเสมอๆ.
ลำดับนั้น เมื่อพระนางกวาดโรงฉันอยู่นั่นแล. โรคผิวหนังก็ราบไปแล้ว. เมื่อโรงฉันเสร็จ พระนางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้ว ได้ถวายขาทนียะและโภชนียะที่ประณีตแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขซึ่งนั่งเต็มโรงฉัน.
พระศาสดาทรงทำภัตกิจเสร็จแล้ว ตรัสถามว่า "นี่เป็นทานของใคร?"
พระอนุรุทธ. ของโรหิณีพระน้องนางของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็นางไปไหน?
พระอนุรุทธ. อยู่ในตำหนัก พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกท่านจงไปเรียกนางมา.
พระนางไม่ประสงค์จะเสด็จมา. ทีนั้น พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระนางแม้ไม่ปรารถนา (จะมา) จนได้, ก็แลพระศาสดาตรัสกะพระนางผู้เสด็จมาถวายบังคม ประทับนั่งแล้วว่า "โรหิณี เหตุไร เธอจึงไม่มา?"
พระนางโรหิณี. "โรคผิวหนังมีที่สรีระของหม่อมฉัน พระเจ้าข้า. หม่อมฉันละอายด้วยโรคนั้น จึงมิได้มา."
พระศาสดา. ก็เธอรู้ไหมว่า ‘โรคนั้นอาศัยกรรมอะไรของเธอ จึงเกิดขึ้น?’
พระนางโรหิณี. หม่อมฉันไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. โรคนั้นอาศัยความโกรธของเธอ จึงเกิดขึ้นแล้ว.
พระนางโรหิณี. ก็หม่อมฉันทำกรรมอะไรไว้? พระเจ้าข้า.

บุรพกรรมของพระนางโรหิณี
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสแก่พระนาง) ว่า :-
ในอดีตกาล พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ผูกอาฆาตในหญิงนักฟ้อนของพระราชาองค์หนึ่ง ทรงดำริว่า "เราจักให้ทุกข์เกิดแก่หญิงนั้น" แล้วให้เขานำลูกเต่าร้างใหญ่(๑-)มา รับสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนนั้นมายังสำนักของตนแล้ว ให้ใส่ผงเต่าร้างบนที่นอน ที่ผ้าห่ม และที่ระหว่างเครื่องใช้ มีผ้าปูที่นอนเป็นต้นของหญิงนักฟ้อนนั้น โดยประการที่นางไม่ทันรู้ตัว. โปรยลงแม้ที่ตัวของนาง ราวกะทำความเย้ยหยันเล่น ทันใดนั้นเอง สรีระของหญิงนั้นได้พุพองขึ้นเป็นตุ่มน้อยตุ่มใหญ่. นางเกาอยู่ไปนอนบนที่นอน. เมื่อนางถูกผงเต่าร้างกัดแม้บนที่นอนนั้น เวทนากล้ายิ่งนักเกิดขึ้นแล้ว. พระอัครมเหสีในกาลนั้นได้เป็นพระนางโรหิณี.
____________________________
๑- ๑. แปลว่า หมามุ้ยใหญ่ ก็มี.

พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า "โรหิณี ก็กรรมนั่นที่เธอทำแล้วในกาลนั้น, ก็ความโกรธก็ดี ความริษยาก็ดี แม้มีประมาณเล็กน้อย ย่อมไม่ควรทำเลย"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. โกธํ ชเห วิปฺปชเหยฺย มานํ
สญฺโญชนํ(๒-) สพฺพมติกฺกเมยฺย
ตนฺนามรูปสฺมึ อสชฺชมานํ
อกิญฺจนํ นานุปตนฺติ ทุกฺขา.
บุคคลพึงละความโกรธ, สละความถือตัว, ล่วงสังโยชน์
ทั้งสิ้นได้ ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้น ผู้ไม่
ข้องในนามรูป ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล.

____________________________
๒- อรรถกถา เป็น สํโยชนํ.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธํ ความว่า พึงละความโกรธทุกๆ อาการก็ดี มานะ ๙ อย่างก็ดี.
บทว่า สํโยชนํ ความว่า พึงล่วงสังโยชน์ทั้ง ๑๐ อย่าง มีกามราคสังโยชน์เป็นต้น.
บทว่า อสชฺชมานํ ความว่า ไม่ข้องอยู่.
อธิบายว่า ก็ผู้ใดยึดถือนามรูปโดยนัยว่า "รูปของเรา, เวทนาของเราเป็นต้น และเมื่อนามรูปนั้นแตกไป ย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน ผู้นี้ชื่อว่าข้องอยู่ในนามรูป;
ส่วนผู้ไม่ยึดถืออย่างนั้น ชื่อว่าย่อมไม่ขัดข้อง ขึ้นชื่อว่าทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกต้องบุคคลนั้นผู้ไม่ข้องอยู่อย่างนั้น ผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องกังวล เพราะไม่มีราคะเป็นต้น.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
แม้พระนางโรหิณี ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. สรีระของพระนางได้มีวรรณะดุจทองคำ ในขณะนั้นเอง. พระนางจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในระหว่างเขตแดนของเทพบุตร ๔ องค์ ในภพดาวดึงส์ ได้เป็นผู้น่าเลื่อมใส ถึงความเป็นผู้มีรูปงามเลิศ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์เห็นนางแล้ว เป็นผู้เกิดความสิเนหา วิวาทกันว่า "นางเกิดภายในแดนของเรา, นางเกิดภายในแดนของเรา" ไปสู่สำนักของท้าวสักกเทวราช กราบทูลว่า "ข้าแต่เทพเจ้า ข้าพระองค์ทั้งสี่เกิดคดีขึ้นเพราะอาศัยเทพธิดานี้, ขอพระองค์ทรงวินิจฉัยคดีนั้น."
แม้ท้าวสักกะ แต่พอได้ทรงเห็นพระนาง ก็เป็นผู้เกิดสิเนหา ตรัสอย่างนี้ว่า "จำเดิมแต่กาลที่พวกท่านเห็นเทพธิดานี้แล้ว จิตเกิดขึ้นอย่างไร?"
ลำดับนั้น เทพบุตรองค์หนึ่งกราบทูลว่า "จิตของข้าพระองค์เกิดขึ้นดุจกลองในคราวสงครามก่อน ไม่อาจจะสงบลงได้เลย."
องค์ที่ ๒. จิตของข้าพระองค์ [เกิดขึ้น] เหมือนแม่น้ำตกจากภูเขา ย่อมเป็นไปเร็วพลันทีเดียว.
องค์ที่ ๓. จำเดิมแต่กาลที่ข้าพระองค์เห็นนางนี้แล้ว ตาทั้งสองถลนออกแล้ว ดุจตาของปู.
องค์ที่ ๔. จิตของข้าพระองค์ประดุจธงที่เขายกขึ้นบนเจดีย์ ไม่สามารถจะดำรงนิ่งอยู่ได้.
ครั้งนั้น ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรทั้งสี่นั้นว่า "พ่อทั้งหลาย จิตของพวกท่านยังพอข่มได้ก่อน ส่วนเราเมื่อได้เห็นเทพธิดานี้ จึงจักเป็นอยู่ เมื่อเราไม่ได้ จักต้องตาย."
พวกเทพบุตรจึงทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พวกข้าพระองค์ไม่มีความต้องการด้วยความตายของพระองค์" แล้วต่างสละเทพธิดานั้นถวายท้าวสักกะแล้วหลีกไป.
เทพธิดานั้นได้เป็นที่รักที่พอพระหฤทัยของท้าวสักกะ. เมื่อนางกราบทูลว่า "หม่อมฉันจักไปสู่สนามเล่นชื่อโน้น" ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะทรงขัดคำของนางได้เลย ดังนี้แล.

เรื่องเจ้าหญิงโรหิณี จบ.
---------------------------
(คัดลอกจาก http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=27&p=1 ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อ)

ทุนนิยม

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          ในโลกของสังคมออนไลน์ เราสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ในทุกสาขาวิชาการ ทุกเรื่องในความสนใจใคร่รู้ย่อมสามารถค้นหาคำตอบได้เสมอในโลกของวิทยาการยุคใหม่ ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่ามีความสนใจเพียงใดและมีความมานะพยายามเพียงใด และเรื่องที่สนใจนั้นสร้างประโยชน์ให้กับเราหรือไม่ ? แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ช่วยไม่ให้เรามีอาการสมองฝ่อจากการไม่ต้องคิดอะไรเลยซักอย่าง นอกจากใช้ชีวิตแบบอยู่ไปวันๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อประเทศชาติ ต่อสาธารณชน ต่อบุคคลอื่น ต่อครอบครัว หรือแม้แต่ต่อตนเอง การแสวงหาความรู้เป็นคำตอบของการมีชีวิตอยู่ในโลก ไม่ใช่เพื่อนิพพาน แต่เพื่อให้ตนเองเกิดสติ รู้จักพิจารณาถึงเหตุและผล จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลคำตอบ ซึ่งวันนี้ก็ไปสะดุดกับบทคามหนึ่งเลยเก็บมาฝากโดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของก่อน จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ และขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานครับ


"ทุนนิยม" ประตูสู่ยุคล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism)
โดย ปรวิชย์ มะกรวัฒนะ อัยการประจำกรม สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด
มติชนรายวัน วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10574

การนำพาประเทศไปสู่ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจนั้น ไม่เพียงแต่ผู้นำประเทศต้องมีความรู้ความสามารถ ทันโลกทันเหตุการณ์เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้นำที่รู้ระบบรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตนปกครองเป็นอย่างดี

หรือกล่าวง่ายๆ ว่าต้องรู้จักระดับขีดความสามารถของตนเองก่อนที่จะพัฒนาไปสู่เป้าหมายได้

การเร่งรัดประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยมโดยไม่หันมามองความพร้อมของประชาชาติส่วนใหญ่ นับเป็นการตัดสินใจ ที่เสี่ยงต่อการสูญเสียอำนาจอธิปไตยในยุคแห่งการล่าอาณานิคมใหม่ (Neo-colonialism) อย่างแท้จริง

ภายหลังเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ทั่วโลกได้ล้มเลิกลัทธิการล่าอาณานิคม (Decolonization) เพื่อให้แต่ละประเทศมีเสรีภาพในการปกครองประชาชนของตัวเอง

กฎหมายระหว่างประเทศได้ถูกนำมากล่าวอ้าง และบังคับใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อสร้างความชอบธรรม ในอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน ตามประเพณีระหว่างประเทศบนหลัก uti possedetis

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ยุทธศาสตร์การล่าอาณานิคมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม

สงครามในโลกใหม่แห่งเสรีนิยมได้ก่อตัวขึ้นในรูปแบบของสงครามทางเศรษฐกิจ การนำระบบทุนนิยมมาบังคับใช้ผ่านข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ จึงเป็นเครื่องมือและกลยุทธ์ในการต่อสู้ยื้อแย่งให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยทางเศรษฐกิจของแต่ละชาติ

และนับว่าเป็นมาตรการสำคัญของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในการแสวงหาทรัพยากรจากประเทศโลกที่สาม ผ่านวิธีการล่าอาณานิคมใหม่นี้

ในทางทฤษฎี ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่าอีกประเทศหนึ่ง ย่อมถือว่ามีอำนาจอธิปไตยเชิงเศรษฐกิจ เหนือกว่าอีกประเทศหนึ่ง

ความได้เปรียบเชิงเศรษฐกิจและกฎหมายระหว่างประเทศ ของประเทศผู้ล่าอาณานิคม ย่อมเปรียบเสมือนอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ไปวางประจำการไว้ ณ ประเทศที่เป็นเหยื่อแห่งการถูกล่าอาณานิคม

การนำประเทศไทยเข้าสู่ระบบทุนนิยม ผู้นำประเทศต้องไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบว่าในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศจะตกอยู่ในภาวะของผู้ล่าอาณานิคม หรือผู้ถูกล่ากันแน่

หากคำตอบยังคลุมเครืออยู่และยังไม่ได้ศึกษาให้ชัดเจน แต่เสี่ยงที่จะตัดสินใจเข้าต่อสู้กับทุนนิยมต่างชาติ เพื่อหวังเพียงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ชั่วคราวของนักธุรกิจไทยเฉพาะกลุ่ม ก็คงเปรียบไปไม่ต่างจากการนำบริษัท ไปลงทุนระยะสั้นที่ดำเนินกิจการได้ 5-6 ปี เมื่อได้กำไรแล้วก็ขายกิจการทิ้งไปให้กับนักลงทุนต่างชาติในที่สุด

เพียงแต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจในระดับบริษัทเป็นเพียงแค่พนักงานและลูกจ้างเท่านั้น

แต่ในระดับประเทศ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือ stakeholder คือ ประชาชน และอธิปไตยของประเทศที่บรรพบุรุษ ได้เคยรักษาไว้เป็นเวลาช้านาน

ประชาชนที่เป็น stakeholder ในสังคมไทยอาจแบ่งแยกได้เป็น 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง ซึ่งทั้ง 3 ชนชั้นนี้ มีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน

คือ พิจารณาจากขีดความสามารถในการใช้จ่ายจากมากไปสู่น้อย การสร้างค่านิยมที่ฟุ่มเฟือยทางเศรษฐกิจของชนชั้นสูง ย่อมส่งผลกระทบให้ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเดินตาม เพื่อเป็นการผลักดันตัวเองให้ข้ามไปอยู่ในอีกชนชั้นหนึ่ง และเพื่อให้ได้เป็นที่ยอมรับในสังคม ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไปในลัทธิแบบทุนนิยมและวัตถุนิยม

รัฐบาลในระบบทุนนิยมมักจะรณรงค์ให้ประชาชนนำเงินออกมาใช้จ่ายมากกว่าที่จะออกเงิน เพราะเชื่อว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้สูงขึ้น

แต่การใช้จ่ายเงินที่เกินตัวของชนชั้นล่างจะทำให้เกิดภาวะรากหญ้าที่อ่อนแอ ซึ่งนับเป็นสัญญาณของการถูกคุกคาม และความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ชนชั้นล่างจึงเป็นเหยื่อรายแรกของระบบทุนนิยมที่ล้มเหลว

การนำเงินในอนาคตมาใช้หรือการนำสินทรัพย์มาแปลงเป็นทุนนับเป็นการทุบหม้อข้าวหม้อแกงของตัวเองทิ้ง และพร้อมจะเข้าเสี่ยงต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจหากได้กระทำไปโดยปราศจากความพร้อมและการวางแผนที่ดี

แนวคิดทางธุรกิจที่ขาดความรอบคอบดังกล่าวเคยเกิดขึ้น เมื่อครั้งนึงปรัชญาทางการทำธุรกิจในอดีตเชื่อว่า ธุรกิจ คือ "การสร้างเงิน" (making money) บริษัททุกบริษัทต่างตั้งเป้าหาเงินโดยไม่มีระบบการตรวจสอบความโปร่งใสของผู้บริหาร จึงเป็นเหตุให้นานาประเทศต้องปรับเปลี่ยนปรัชญาทางธุรกิจใหม่คือ "การสร้างธรรมาภิบาลในบริษัท" (Good Corporate Governance) ไม่ใช่เป็นการสร้างขั้นตอนและอุปสรรคเพื่อหยุดยั้งความเจริญเติบโตของบริษัท แต่เป็นการปรับโครงสร้างใหม่และเพิ่มการตรวจสอบภายในของบริษัทอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อความก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพของบริษัทในระยะยาว (มากกว่าความก้าวหน้าของผู้บริหารอย่างเดียว)

อีกทั้งยังเป็นการรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ หรือ stakeholders อันได้แก่ ลูกค้า ลูกจ้าง ประชาชน รัฐบาล และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

แนวความคิดในการสร้างธรรมาธิบาลมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับภาคธุรกิจเท่านั้น แต่มีรากฐานมาจากการสร้างธรรมาภิบาล ในการบริหารประเทศ ของรัฐบาล (Good Government) ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

Stakeholders ที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม จึงได้แก่ภาคประชาชนที่มีรายได้ต่ำและชนชั้นกลาง

หากการนำระบบทุนนิยมมาปรับใช้แล้ว สามารถจะนำพาบุคคลเหล่านั้นให้มีอาชีพที่มั่นคงในระยะยาวได้ก็คงเป็นเรื่องที่ดี

แต่หากทุนนิยมเป็นเพียงปรากฏการณ์สร้างรายได้เพียงในระยะสั้น (short-term benefit) แต่ในระยะยาวแล้ว กลับทำให้บุคคลเหล่านั้นต้องถูกกดขี่จากนายทุนต่างชาติ เราคงต้องกลับมาไตร่ตรอง ถึงระดับความเหมาะสมและความพอดี

ในประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่เกิน 80% ของประเทศยังอยู่ในภาวะที่ขาดความพอเพียงในการดำรงชีวิต

ความพอเพียงอาจเทียบได้กับทางสายกลางในพุทธศาสนาในสังคม แต่ละบุคคลจึงมีความพอเพียง ในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน ความพอเพียงจึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจน ระหว่างครอบครัวหนึ่งกับอีกครอบครัวหนึ่ง

ความพอเพียงไม่อาจกำหนดให้เป็นตัวเลขได้ชัดเจนเหมือนกับจีดีพี (GDP)

และที่สำคัญความมีอยู่อย่างพอเพียงไม่ได้หมายความเพียงแค่ "มีเพียงพอ" หรือ "มีพอดี" เท่านั้น

ความพอเพียงให้ความสำคัญต่อความผาสุกของคนในประเทศในระยะยาวเป็นหลัก เป็นปรัชญาซึ่งสอดคล้องกันกับ GDH (Gross Domestic Happiness)

กล่าวคือ ความสุขมวลรวมของคนในประเทศขึ้นอยู่กับความกินดีอยู่ดีของประชาชน รวมไปถึงความเข้มแข็งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้รักสามัคคีของคนในชาติด้วย

ความสุขของชนชาติจึงนับเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดที่ผู้นำประเทศในหลายยุคหลายสมัยพยายามหาวิธีการ และวางกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเพื่อที่จะสร้างให้เกิดรายได้ประชากรมากขึ้น เพราะรัฐเชื่อว่ารายได้ที่มากขึ้นน่าจะนำความผาสุกมาให้กับประชาชน

ตัวเลขจีดีพีจึงเป็นเพียงเกณฑ์หนึ่งที่ช่วยชี้วัดความเป็นอยู่ที่น่าจะดีขึ้นของประชาชนในประเทศ แม้กระนั่นก็ตาม ตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้นไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ

ประวัติศาสตร์และศาสนาของประเทศในซีกโลกตะวันออกมักมองสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ให้อยู่บนความสมดุลในระดับที่เหมาะสม

ฉะนั้น ความพอเพียงในระดับที่เหมาะสมไม่ได้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่าสังคมจะต้องหยุดนิ่ง และไม่กระตือรือร้นที่จะหารายได้ให้เพิ่มขึ้น

ในทางตรงกันข้าม ความสมดุลและความพอเพียง จะทำให้เกิดพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง และความมั่นคงในระยะยาว โดยพยายามลดอัตราความเสี่ยงทางธุรกิจ (business risk) ให้น้อยลงไปซึ่งแตกต่างจากแนวความคิดแบบทุนนิยม

การพัฒนาการที่ต่อเนื่องและยั่งยืนย่อมก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคตที่มีความชัดเจนมากกว่า บรรพบุรุษไทยนับแต่โบราณกาลจึงได้รู้จักอดออมและเลือกตัดสินใจลงทุนใช้จ่ายเต็มที่ในยามเมื่อโอกาสที่ดีมาถึง อย่างถูกต้อง รอบคอบ และเหมาะสม

การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระบบทุนนิยม ไม่ได้หมายถึงการเปิดประเทศทั้งหมดเพื่อตอบรับเข้าสู่ระบบทุนนิยมของต่างชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ได้รับจากมัน

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า ไม่ว่าจะชอบหรือไม่เราไม่อาจเลี่ยงที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้ มีนัยคล้ายกับว่าผู้นำประเทศย่อมไม่มีทางเลือกและต้องนำพาประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามทุกครั้งเสมอไป

แท้จริงแล้วการปรับกลยุทธ์เศรษฐกิจภายในประเทศบางส่วนเพื่อตอบรับลัทธิทุนนิยม น่าจะเป็นคำตอบที่ดีหากมีความจำเป็นต้องนำพาประเทศเข้าต่อสู้กับระบบทุนนิยมต่างชาติ

แม้กระนั้นก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องนำพาประเทศทั้งประเทศ และสร้างความเชื่อให้ทุกชนชั้นในสังคม เข้าสู่ระบบทุนนิยมทั้งหมดด้วยกัน

ทุนนิยมเป็นปรัชญาของผู้ซึ่งมีอำนาจทางการเงินสูง ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจที่จะซื้อ จะขาย อยู่หรือไปจากธุรกิจ แน่นอนผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้ขนาดนั้นย่อมไม่ใช่คนชั้นกลางหรือชนชั้นล่าง ดังนั้นการนำแนวความคิดนี้ มาสร้างความคิดประชาชาติ (Self-determination) จะทำให้เกิดความสับสนทางเศรษฐกิจในสังคมทุกระดับชั้น

ในภาวะทุนนิยมอย่างแท้จริงจะไม่มีผู้ใดมีความพอดีในชีวิต ไม่มีมากไปก็มีน้อยไป เพราะทุกคนจะหันมามองหาความสุขที่เกิดเฉพาะจากรายได้หรือจากวัตถุเพียงอย่างเดียว และหากทุกคนต่างระดมทุนจนเกินขีดความสามารถหรือเกินความพอดีแล้ว จะทำให้เกิดภาวะวัตถุนิยมที่ไม่มีวันสิ้นสุด หนี้สินและความลำบากของประชาชนจะเป็นตัวแปรทำให้ปัญหาอาชญากรรมในสังคมสูงขึ้นอย่างทวีคูณ

สังคมที่เจริญเฉพาะด้านวัตถุเพียงอย่างเดียวจะทำให้ความเจริญในด้านจิตใจจะลดถอยลง ส่งผลกระทบให้ความรุนแรงและความขัดแย้งในสังคมสูงขึ้นเป็นลำดับ โครงสร้างสังคมที่อ่อนแอ จะนำมาซึ่งความตกต่ำทางสังคม วัฒนธรรม ดังที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกในขณะนี้

ทุนนิยมจะเป็นประโยชน์กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม คือ บุคคลที่มีความพร้อมทางธุรกิจ หรือผู้ที่มีรากฐานที่มั่นคงอยู่แล้ว หรือนักเสี่ยงโชคซึ่งพร้อมจะเผชิญผลเสียหายทางธุรกิจ

ทุนนิยมจะเกิดประโยชน์เมื่อเราได้คำนึงและระมัดระวังถึงผลกระทบที่เกิดจากตัวมันเป็นอย่างดี

ทุนนิยมอาจนำพามาซึ่งหายนะในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ทุนนิยมอาจทำให้ประเทศชาติต้องเผชิญต่อการสูญเสียอำนาจอธิปไตยในยุคแห่งการล่าอาณานิคมใหม่

บุคคลรายแรกผู้เป็นเหยื่อแห่งสงครามในระบบทุนนิยมจึงเป็นประชาชนผู้ที่เดินตามหลัง ไม่ใช่แม้กระทั่งบุคคลที่เป็นผู้ตัดสินใจนำประเทศไว้บนวิถีแห่งความเสี่ยงของตนเอง

(จาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007feb21p4.htm)

เหตุที่ต้องคัดลอกมาลงทั้งหมดก็เพราะเชื่อว่าเพื่อนๆ คงไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปค้นหาบทความดีๆ มาอ่านกัน แต่ถ้าหาหนังโป๊หรือภาพโป๊ เชื่อว่าทุกคนมีความสามารถเฉพาะตัวสูงส่งอยู่แล้ว

สิทธิ เสรีภาพ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้มีอารมณ์หงุดหงิดกับข่าวชิ้นหนึ่งจากโทรทัศน์ คงไม่ต้องบอกก็น่าจะเดาออกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เพราะกระแสคลั่งประชาธิปไตยแบบไม่ลืมหูลืมตากำลังทำให้คำว่า ประชาธิปไตย หมายความถึง การใช้สิทธิ เสรีภาพ โดยเล็งเห็นแต่ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเมื่อพิจารณาตามคำปลุกระดมของผู้ที่อวดอ้างตนว่ามีความรักและห่วงใยชาติบ้านเมืองเหนือกว่าผู้อื่่นจนขาดสติและไร้เหตุผล


จึงของัดเอา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐/หมวด ๓ ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาอ่านเพื่อทบทวนเนื้อหาอีกซักหน เพราะเกรงว่าตัวเองอาจจะมองข้ามอะไรไปบางอย่าง

มาตรา ๒๖
การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๒๗
สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง
มาตรา ๒๘
บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
มาตรา ๒๙
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎหรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วย โดยอนุโลม
มาตรา ๓๐
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
มาตรา ๓๑
บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย
การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้
การจับ คุมขัง ตรวจค้นตัวบุคคล หรือการกระทำใดอันกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มาตรา ๓๒
บุคคลจะไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
[แก้ไข]มาตรา ๓๓
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิดก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้
มาตรา ๓๔
สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง
การกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความหรือภาพไม่ว่าด้วยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
มาตรา ๓๕
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน
บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองในการที่จะอยู่อาศัยและครอบครอง เคหสถานโดยปกติสุข การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครองครอง หรือการตรวจค้นเคหสถาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
มาตรา ๓๖
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราชอาณาจักร
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์
การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาราจักร หรือห้ามมิให้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาราจักร จะกระทำมิได้
มาตรา ๓๗
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย
การตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดต่อถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการอื่นใดเพื่อให้ล่วงรู้ถึงข้อความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมีติดต่อถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา ๓๘
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น
มาตรา ๓๙
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน
การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้
การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามความในวรรคสองเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้
มาตรา ๔๐
คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
มาตรา ๔๑
พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ
ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
มาตรา ๔๒
บุคคลย่อมเสรีภาพในทางวิชาการ
การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา ๔๓
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๔
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา ๔๕
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ
มาตรา ๔๖
บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๗
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
การจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ และข้อบังคับของพรรคการเมือง ต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้มติหรือข้อบังคับนั้นเป็นอันยกเลิกไป
มาตรา ๔๘
สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
การสืบมรดกย่อมได้รับความคุ้มครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๔๙
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การอันจำเป็นในการป้องกันประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตร หรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นและต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจน ผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายในการเวนคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การกำหนดค่าทดแทนตามวรรคหนึ่ง ต้องกำหนดให้อย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติ การได้มา สภาพและที่ตั้งอสังหาริมทรัพย์และความเสียหายของผู้ถูกเวนคืน
กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืน และกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ไว้ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว ต้องคืนให้เจ้าของเดิมหรือทายาท
การคืนอสังหาริมทรัพย์ให้เจ้าของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๐
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบ การประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
มาตรา ๕๑
การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งให้กระทำได้ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา ๕๒
บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบริการทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะกระทำได้
การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิดมูลค่าและทันต่อเหตุการณ์ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๓
เด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม
เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมจากรัฐทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๔
บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๕
บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๖
สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่อง ในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ย่อมได้รับความคุ้มครอง
มาตรา ๕๗
สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
มาตรา ๕๘
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๕๙
บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่นก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๐
บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๑
บุคคลย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๒
สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา ๖๓
บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้รู้เห็นการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้
มาตรา ๖๔
บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ พนักงานส่วนท้องถิ่น และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์การของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดในกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจรรยาบรรณ
มาตรา ๖๕
บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้

วันนี้ขอเพียงแค่นี้โอกาสหน้าเราจะมาลองไล่ไปทีละมาตราเพื่อหาเหตุผลในการออกกฎหมายแต่ละมาตรา

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -