บทความยอดนิยม

Archive for มกราคม 2011

เรื่องของคนรวย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
 
ตามรอยข่าว
คราวก่อนทราบถึงรายชื่อเศรษฐีหุ้นไทยไปแล้ว คราวนี้มาลองข่าวใหม่บ้างจาก http://it.siamhost4u.com/other/most-rich.html

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมว่า นิตยสาร “ฟอร์บส์” ของสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่การจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย 40 อันดับ โดยอาศัยข้อมูลจากตลาดหลักทัพย์และกระทรวงพาณิชย์ และการประเมินมูลค่าของทรัพย์สินว่า จะมีมูลค่าเท่าใด หากนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในกรณีบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทเอกชนที่ยังไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ใช้ราคาหลักทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2551 เป็นข้อมูลประเมินทรัพย์สินครั้งนี้

ฟอร์บส์ ระบุภาพรวมว่า มูลค่าของทรัพย์สินของบุคคลที่ร่ำรวยมากที่สุดของไทย 40 อันดับเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6,000 ล้านดอลลาร์เป็นรวมทั้งสิ้น 25,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 825,000 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์) และตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า กลุ่มมหาเศรษฐีทั้ง 40 คน ยังคงเป็นกลุ่มเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สาเหตุอาจเป็นเพราะความมั่งคั่งที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนั้น ใน 10 อันดับแรกสุด ประกอบไปด้วยนักธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจด้านสื่อมากถึง 6 คน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ในอันดับ 16 ทรัพย์สินรวม 400 ล้านดอลลาร์ ?


ฟอร์บส์ ระบุว่า

อันดับ 1 นายเฉลียว อยู่วิทยา อายุ 76 ปี กลับมาเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของไทยอีกครั้งหนึ่งหลังจากยอดจำหน่ายกระทิงแดง เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่นายเฉลียว ร่วมกับนายดีทริช มาเตสชิทซ์ นักธุรกิจออสเตรียเริ่มผลิตขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ยอดขายเพิ่มจากปี 2547-2550 ถึงเกือบเท่าตัวเป็น 4,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 136,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 500 ล้านดอลลาร์

อันดับ 2 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของธุรกิจวิสกี้และเบียร์ (เหล้าแม่โขง , เบียร์ช้าง ฯลฯ ) ที่เพิ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์เมื่อปี 2549 ทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการโรงแรมพลาซ่า แอทธินี่ และไอเอ็มเอ็ม อีกด้วย มูลค่าทรัพย์สินรวม 3,900 ล้านดอลลาร์

อันดับ 3 ตระกูล “จิราธิวัฒน์” มีกิจการหลายอย่างตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก (ห้างเซ็นทรัล) ?,อสังหาริมทรัพย์ ,โรงแรม เป็นต้น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2,800 ล้านดอลลาร์

อันดับ 4 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) กิจการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี.) อายุ 69 ปี มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ์ 2,000 ล้านดอลลาร์

อันดับ 5 นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ประธานและซีอีโอของบริษัท บางกอก บรอดคาสติ้ง แอนด์ ทีวี (บีบีทีวี) และครอบครัว ทรัพย์สินรวมถึงหุ้นในธนาคารกรุงศรีอยุธยา และปูนซิเมนต์นครหลวง มูลค่าทรัพย์สินรวม 1,000 ล้านดอลลาร์
?
อันดับ 6 คุณหญิงประณีตศิลป์ วัชรพล และครอบครัว เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ มูลค่าทรัพย์สินรวม 940 ล้านดอลลาร์

อับดับ 7 นายวิชัย มาลีนนท์ และครอบครัว เจ้าของกิจการ บีอีซีเวิร์ลด์ และไทยทีวีสีช่อง 3 มูลค่าทรัพย์สินรวม 880 ล้านดอลลาร์

อันดับ 8 นายจำนงค์ ภิรมย์ภักดี ประธานบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ (เบียร์สิงห์) และครอบครัว มูลค่าทรัพย์สินรวม 820 ล้านดอลลาร์

อันดับ 9 นายสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานเครือบริษัท ไทยซัมมิต ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ถือหุ้นส่วนหนึ่งอยู่ในเนชั่น มัลติมีเดียมูลค่าทรัพย์สินรวม 580 ล้านดอลลาร์

อันดับ 10 นายอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้งบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮาส์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 525 ล้านดอลลาร์

อันดับ 11 นายสรรเสริญ จุฬางกูร ผู้ก่อตั้งบริษัท สามมิตมอเตอร์ ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 520 ล้านดอลลาร์

อันดับ 12 นายประยุทธ มหากิจศิริ และครอบครัว เจ้าของกิจการเหล็กกล้า ไทยน็อกซ์ สแตนเลส มูลค่าทรัพย์สินรวม 515 ล้านดอลลาร์

อันดับ 13 นายบุญชัย เบญจรงคกุล และครอบครัว ผู้ก่อตั้งบริษัทโทรคมนาคม ดีแทค มูลค่าทรัพย์สินรวม 475 ล้านดอลลาร์

อันดับ 14 นายอิสระ วงศ์กุศลกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทมิตรผลและครอบครัว มูลค่าทรัพย์สินรวม 470 ล้านดอลลาร์

อันดับ 15 วิลเลียม อี. ไฮเนคกี้ และครอบครัว เจ้าของกิจการ ไมเนอร์ คอร์ป., ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ทำธุรกิจ อาทิ เอสปรี และธุรกิจภัตตาคาร ,สปา ,โรงแรม มากกว่า 800 แห่งในหลายประเทศ

อันดับ 16 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทรัพย์สินรวม 400 ล้านดอลลาร์? ทั้งนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย? แม้ว่าจะถูกอายัดทรัพย์ และหมดยุคเรืองอำนาจเพราะถูกกระทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 แต่ตัวเลขทางการเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเพิ่มขึ้นกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3,300 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน

อันดับ 17 นายวาณิช ไชยวรรณ และครอบครัว เจ้าของกิจการไทยประกันชีวิต มูลค่าทรัพย์สินรวม 390 ล้านดอลลาร์
อันดับ 18 นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ เจ้าของกิจการพฤกษาเรียลเอสเตท มูลค่าทรัพย์สินรวม 380 ล้านดอลลาร์

อันดับ 19 น.ส.นิชิต้า ชาห์ อายุน้อยที่สุดคือ 28 ปี สาวโสด เพียงรายเดียวจากทั้งหมด สืบทอดกิจการ พรีเชียส ชิปปิ้งจากบิดา ก่อนขยายออกไปสู่วงการแฟชั่นและเสื้อผ้าสำเร็จรูป มูลค่าทรัพย์สินรวม 375 ล้านดอลลาร์

อันดับ 20 นางสุรางค์ เปรมปรีดิ์ กรรมการผู้จัดการบีบีทีวี (ช่อง7) มูลค่าทรัพย์สินรวม 335 ล้านดอลลาร์

อันดับ 21 นางนันทา ชินธรรมมิตร เจ้าของกิจการน้ำตาลขอนแก่น มูลค่าทรัพย์สินรวม 330 ล้านดอลลาร์

อันดับ 22 นายประเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งและเจ้าของกิจการบางกอกแอร์เวยส์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 245 ล้านดอลลาร์

อันดับ 23 คุณหญิงประภา และนายวิทย์ วิริยะประไพกิจ ผู้บริหาร สหวิริยา สตีล อินดัสตรี้ มูลค่าทรัพย์สินรวม 210 ล้านดอลลาร์

อันดับ 24 นายนิธิ โอสถานุเคราะห์ ได้รับตกทอดหุ้นบริษัท โอสถสภามา 25% มีเงินลงทุนอยู่ในไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล และทำงานอยู่กับเมอร์ริลล์ ลินช์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 200 ล้านดอลลาร์

อันดับ 25 นายเปรมชัย กรรณสูต ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อิตาเลียน-ไทย มูลค่าทรัพย์สินรวม 195 ล้านดอลลาร์

อันดับ 26 นายวิชัย รักศรีอักษร ผู้ก่อตั้งบริษัท คิงพาวเวอร์ ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดภาษี มูลค่าทรัพย์สินรวม 190 ล้านดอลลาร์

อันดับ 27 นายเฉลิม อยู่วิทยา เจ้าของกิจการสยาม ไวเนอรี่ ประธานบริษัทเรดบุล อังกฤษ และมีหุ้นอยู่ในบริษัท กระทิงแดง 2% มูลค่าทรัพย์สินรวม 185 ล้านดอลลาร์ อันดับ

อันดับ 28 นายเกษม ณรงค์เดช และครอบครัว ประธานกลุ่มบริษัท เคพีเอ็น ที่มีบริษัทอยู่ในเครือมากกว่า 24 บริษัท มูลค่าทรัพย์สินรวม 180 ล้านดอลลาร์

อันดับ 29 นายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ในกิจการบิ๊กซี ซุปเปอร์มาร์เก็ต รองประธาน เซ็นทรัลพัฒนา กิจการอสังหาริมทรัพย์ในเครือ “จิราธิวัฒน์” มูลค่าทรัพย์สินรวม 177 ล้านดอลลาร์

อันดับ 30 นายเพชร และรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มีหุ้นอยู่ในโอสถสภาคนละ 20 เปอร์เซ็นต์ รายหลังดำรงตำแหน่ง ซีอีโอของบริษัทอีกด้วย มูลค่าทรัพย์สินรวม 175 ล้านดอลลาร์,

อันดับ 31 พรดี ลี้อิสระนุกูล สืบทอดกิจการในเครือกลุ่มบริษัทสิทธิผลจาก วิทยาผู้เป็นสามี มีหุ้นอยู่ในสิทธิผลมอเตอร์,ไทย สแตนเลย์ อีเลคทริค และบริษัทร่วมทุน อินูเอะ รับเบอร์ มูลค่าทรัพย์สินรวม 170 ล้านดอลลาร์,

อันดับ 32 วิชา พูลวรลักษณ์ เจ้าของกิจการ เมเจอร์ ซีนีเพลกซ์ เครือข่ายธุรกิจโรงภาพยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าทรัพย์สินรวม 165 ล้านดอลลาร์

อันดับ 33 นิจพร สรณจิต ผู้ถิอหุ้นใหญ่ในอิตาเลียน-ไทย พี่สาวของเปรมชัย กรรณสูต เป็นประธานโรงแรมโอเรียนเต็ล และมีหุ้นส่วนตัวอยู่ในเครือโรงแรมอมารี มูลค่าทรัพย์สินรวม 160ล้านดอลลาร์

อันดับ 34 วิกรม กรมดิษฐ์ เจ้าของกิจการนิคมอุตสาหกรรม อมตนคร มูลค่าทรัพย์สินรวม 145 ล้านดอลลาร์

อันดับ 35 พรเทพ พรประภา และครอบครัว เจ้าของกิจการสยามกลการ มีหุ้นอยู่ใน เอพีฮอนด้า และเอสพี ซูซูกิ มูลค่าทรัพย์สินรวม 140 ล้านดอลลาร์

อันดับ 36 ไกรสร ชาญสิริ ประธานและผู้ก่อตั้ง ไทย ยูเนียน ฟรอซเซน กิจการทูน่ากระป๋องที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก มูลค่าทรัพย์สินรวม 115 ล้านดอลลาร์

อันดับ 37 ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกลุ่มจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ มูลค่าทรัพย์สินรวม 110 ล้านดอลลาร์

อันดับ 38 ปลิว ตรีวิศวเวทย์ เจ้าของกิจการบริษัทก่อสร้าง ช.การช่าง มูลค่าทรัพย์สินรวม 100 ล้านดอลลาร์

อันดับ 39 สุเมธ ตันธุวณิช ผู้ก่อตั้ง รีเจอนัล คอนเทนเนอร์ ไลน์ กิจการเดินเรือ มูลค่าทรัพย์สินรวม 85 ล้านดอลลาร์

อันดับ 40 มาลิณี กิตะพาณิช และครอบครัว สืบทอดสมบูรณ์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี บริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากผู้เป็นสามี มูลค่าทรัพย์สินรวม 65 ล้านดอลลาร์

ที่มา : rssthai.com

************
และหลายปีที่ผ่านไป มหาเศรษฐีก็ย่อมมีการแข่งขันกันร่ำรวยเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เพราะในปีล่าสุด 2553 จากนิตยสารของต่างประเทศฉบับเดียวกันนี้ อยากให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมไปบ้าง (ข้อมูลจาก http://itshee.exteen.com/20100902/entry)

อันดับ

ชื่อผลิตภัณฑ์เงิน
(ล้านบาท)
ประเภทธุรกิจ
1

ธนินท์ เจียรวนนท์ ซีพี 217,000 อาหาร
2

เฉลียว อยู่วิทยา กระทิงแดง 130,000 เครื่องดื่ม
3

เจริญ สิริวัฒนภักดี เบียร์ช้าง 129,000 เครื่องดื่ม
4

ครอบครัว จิราธิวัฒน์ เซ็นทรัล 90,000 ห้างสรรพสินค้า
5

กฤตย์ รัตนรักษ์ ช่อง 7 53,000 สื่อ
6

Aloke Lohia อินโดเพ็ต 39,000 เคมี
7

จำนงค์ ภิรมย์ภักดี เบียร์สิงห์ 37,000 เครื่องดื่ม
8

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ พฤกษา 36,000 อสังหาริมทรัพย์
9

วิชัย มาลีนนท์ ช่อง 3 34,000 สื่อ
10

อิสระ ว่องกุศลกิจ น้ำตาลมิตรผล 34,000 อาหาร
11

ประณีตศิลป์ วัชรพล ไทยรัฐ 33,000 สื่อ
12

วาณิช ไชยวรรณ ไทยประกันชีวิต 21,000 ประกัน
13

คีรี กาญจนพาสน์ บีทีเอส 20,000 ขนส่ง
14

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ไทยซัมมิท 18,000 ยานยนต์
15

สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ช่อง 7 17,000 สื่อ
16

ประยุทธ มหากิจศิริ เนสกาแฟ 16,000 อาหาร
17

อนันต์ อัศวโภคิน แลนด์แอนด์เฮาส์ 16,000 อสังหาริมทรัพย์
18

ไกรสร ชาญสิริ ไทย ยูเนียน ฟรอซเซน 13,000 อาหาร
19

วิลเลียม อี ไฮเนคกี้ ไมเนอร์กรุ๊ป 13,000 โรงแรม
20

สรรเสริญ จุฬางกูร ซัมมิท 13,000 ยานยนต์
21

บุญชัย เบญจรงคกุล ดีแทค (ก่อตั้ง) 13,000 สื่อสาร
22

ประภา และ วิทย์ วิริยประไพกิจ เหล็กสหวิริยา 12,000 อุตสาหกรรมหนัก
23

ทักษิณ ชินวัตร เอไอเอส 12,000 สื่อสาร
24

Nishita Shah Precious Shipping 11,000 ขนส่ง
25

วรวิทย์ วีรบวรพงษ์ สยามแก๊ส 10,000 อุปโภคบริโภค
26

จำรูญ และ นันทา ชินธรรมมิตร์ น้ำตาลขอนแก่น 10,000 อาหาร
27

ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ปราสาททองโอสถ 8,000 ยา
28

นิจพร จรณะจิตต์ อิตาเลียนไทย 7,000 อสังหาริมทรัพย์
29

เปรมชัย กรรณสูต อิตาเลียนไทย 7,000 อสังหาริมทรัพย์
30

นิธิ โอสถานุเคราะห์ เอ็ม 150 7,000 เครื่องดื่ม
31

รุ่งโรจน์ แสงศาสตรา ไดนาสตี้ เซรามิค 6,000 อุปโภคบริโภค
32

เฉลิม อยู่วิทยา กระทิงแดง 6,000 เครื่องดื่ม
33

ประทีป ตั้งมติธรรม ศุภาลัย 6,000 อสังหาริมทรัพย์
34

วิโรจน์ ธนาลงกรณ์ ซาบีน่า 6,000 เสื้อผ้า
35

วิชัย รักศรีอักษร คิงเพาเวอร์ 6,000 ห้างสรรพสินค้า
36

พรดี ลี้อิสสระนุกุล สิทธิผล 5,000 ยานยนต์
37

วิชา พูลวรลักษณ์ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ 5,000 บันเทิง
38

ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ช.การช่าง 5,000 อสังหาริมทรัพย์
39

เพชร และ รัตน์ โอสถานุเคราะห์ เอ็ม 150 5,000 เครื่องดื่ม
40

พงษ์ศักดิ์ วิทยากร โรงพยาบาลกรุงเทพ 4,000 โรงพยาบาล

อ่านจบแล้วก็อย่าไปคิดอะไรมากเลย เพราะความคิดความต้องการของคนเรามันแตกต่างกัน

"ตัณหา" เป็นตัวกำหนดวิถึทางไว้ให้เรา "เลือก" เดิน ไม่ใช่ "กำหนด" เส้นทางไว้ให้เราเดิน

ผู้แสวงหาย่อมมีความพอใจในการดิ้นรนแสวงหาโดยไม่มีที่สิ้นสุด และไม่ต้องการตอบคำถามถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่คำตอบถึง "ความเพียงพอ" ในทรัพย์สินที่ตนแสวงหามาตลอดทั้งชีวิต

ขอให้มีความสุขในแบบที่ทุกคนต้องการครับ

เศรษฐีหุ้นไทย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
นิตยสาร "การเงินธนาคาร" จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ประจำปี 2553 พบว่า ปีนี้ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 235,000 ล้านบาท เศรษฐีหุ้นไทยมี 500 อันดับ ถ้าคิดเป็นตระกูลมีประมาณ 200 ตระกูล

ต่อไปนี้คือ ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย ที่การเงินธนาคาร รวบรวมจากตลาดหุ้นปี 2553


@มาลีนนท์ ช่อง 3 ครองแชมป์
ตระกูลเศรษฐีหุ้น 12 ปีซ้อน

ปี 2553 นับเป็นปีที่ 12 แล้ว ที่ตระกูลมาลีนนท์ ยังครองตำแหน่งแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเครือญาติในตระกูลมาลีนนท์จำนวน 10 คน ได้แก่ ประวิทย์ ประชุม ประสาร รัตนา อัมพร สกลศรี ปิยวดี นภา เทรซีแอน และแคทลีน มาลีนนท์ ถือครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทั้งสิ้น 44,176.45 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถึง 18,306.34 ล้านบาท หรือ 70.76%

ตระกูลมาลีนนท์ก้าวเข้ามาเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2540 หลังจากที่นำ บมจ.บีอีซี เวิล์ด (BEC) เจ้าของไทยทีวีสี ช่อง 3 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2539 ซึ่งนอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ยังมีหุ้นที่เครือญาติในตระกูลมาลีนนท์ถือครองอีก 3 บริษัทคือ บมจ.ศิครินทร์ (SKR) บจม.เวฟ เอ็มเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า (CENTEL)

ส่วนตระกูลเสรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ของแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้ โดยครอบครัววิจิตรพงศ์พันธุ์ นำโดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น PS ที่ทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรแบรนด์ "พฤกษา" รวมมูลค่า 37,618.75 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 18,804.83 ล้านบาท หรือ 99.95%

ตระกูลอัศวโภคิน ปีนี้ตกลงมาอยู่อันดับ 3 โดย 6 เครือ ญาติ อนันต์ ทรงพล บุญทรง สุดา และอภิชิต ถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 21,868.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.46 ล้านบาท หรือ 8.72%

@ตระกูลกาญจนพาสน์
มั่งคั่งเพิ่มขึ้นกว่า 1,000%

ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ กาญจนพาสน์ โดยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1135.90% หรือ 18,629.49 ล้านบาท จากการถือครองหุ้น บมจ.บีทีเอส กรุป โฮลดิ้งส์ (BTS) ของ คีรี และกวิน กาญจนพาสต์ และการถือครองหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) ของอนันต์ และสาคร กาญจนพาสน์ คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ตระกูลกาญจนพาสน์ถือครองรวมทั้งสิ้น 20,269.56 ล้านบาท ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ปีนี้อยู่ในอันดับ 5 โดยมีเครือญาติในตระกูลที่ติดอันดับเศรษฐีหุ้นมากที่สุดถึง 30 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 18,325.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,039.41 ล้านบาท หรือ 37.93%

โดยหุ้นกลุ่มจิราธิวัฒน์ถือครอง ได้แก่ บมจ.เอบิโก้ โฮลดิ้ง (ABICO) บมจ.บิ๊กซีซูปเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บมจ.รงแรมเซ็นทรัลพลาว่า (CENTEL) บมจ.มาลีสามพราน (MALEE) บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) บมจ.โพสต์พับลิซชิง (POST) บมจ.เพาเวอร์-พี (POWER) บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBIN) บมจ.ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล (TRS) และ บมจ.ยานภัณฑ์ (YNP)

@200 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย
รับเงินปันผล 1.3 หมื่นล้าน

นอกเหนือจากกำไรที่ได้จากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว บรรดาเศรษฐีหุ้นไทยเหล่านี้ ยังมีรายได้จากเงินปันผลที่เข้ามาเสริมความมั่งคั่นให้กับเศรษฐีหุ้นไทยอีกเป็นจำนวนมหาศาล โดยรายได้จากเงินปันผลของ 200 อันดับ เศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุด ซึ่งคำนวณจากการจ่ายเงินปันผลในช่วง 30 กันยายน 2552-30 กันยายน 2553 นั้น รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 13,426 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการคำนวณภายใต้สมมุติฐานว่าเศรษฐีหุ้นทั้งหมดถือหุ้นไว้ในรอบปีดังกล่าวโดยไม่มีการขายหุ้นออก

สำหรับเศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน ที่ได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้น LH และ MANRIN รวมทั้งสิ้น 810.10 ล้านบาท ตามด้วยอันดับ 2 ทองมา วีรบวรพงศ์ 359.97 ล้านบาท อันดับ 4 ประวิทย์ มาลีนนท์ 331.18 ล้านบาท

อันดับ 5 รุ่งโรจน์ แสงศาสตรา 265.00 ล้านบาท อันดับ 6 ประทีป ตั้งมติธรรม 256.74 ล้านบาท อันดับ 7 ประชุม มาลีนนท์ 230.19 ล้านบาท อันดับ 8 รัตนา มาลีนนท์ 229.46 ล้านบาท อันดับ 9 อัมพร มาลีนนท์ 229.43 ล้านบาท และ อันดับ 10 ประสาร มาลีนนท์ 227.85 ล้านบาท

@ ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สิน 60.9 %
หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาท/ครัวเรือน

ตัวเลขหนี้สินของคนไทยทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ ปรากฎอยู่ในรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของครัวเรือน ปี 2552 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

ตัวเลขล่าสุด รายได้ครัวเรือน ปี 2552 จากผลการสำรวจ ในปี 2552 พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,903 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้ จากการทำงาน(ร้อยละ 72.0) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างเงินเดือน (ร้อยละ 40.3) จากการทำธุรกิจ(ร้อยละ20.3) และจากการทำการเกษตร(ร้อยละ 11.4) และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจาก การทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอก ครัวเรือน/รัฐ(ร้อยละ 10.2) รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ย(ร้อยละ1.6) นอกจากนั้นยังมีรายได้ในรูปสวัสดิการ/สินค้าและบริการต่างๆ(ร้อยละ 14.5)

ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินร้อยละ 60.9 โดยมีจำนวน หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่(ร้อยละ 67.7) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้าน/ที่ดินร้อยละ 34.3 ใช้ในการอุปโภคบริโภคร้อยละ 30.8 และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา มีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น สำหรับหนี้ใช้ทำธุรกิจจะสูงกว่า การเกษตร ร้อยละ 2.1

ครัวเรือนทั่วประเทศที่มีหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินในระบบโดยเป็นครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 82.4 และเป็นครัวเรือนที่เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบร้อยละ 9.7

สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียว มีเพียงร้อยละ 7.9 และพบว่าจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบ ถึง 18 เท่า (127,715 และ 6,984 บาท ตามลำดับ)

ครัวเรือนที่มีหนี้สินในระบบทั่วประเทศ ในปี 2552 พบว่าการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและที่ดินสูงที่สุด คือ ร้อยละ 35.3 อาจเป็นผลจากมาตรการ การกระตุ้นธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีในการซื้อ/โอนบ้าน รองลงมาใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 30.6 สำหรับใช้ทำธุรกิจ และทำการเกษตรใกล้เคียงกันคือร้อยละ 15.6 และ 14.3ตามลำดับ ส่วนหนี้เพื่อใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น

สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้สินนอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 33.8 รองลงมา เพื่อใช้ทำธุรกิจ ใช้ซื้อบ้านและที่ดิน และใช้ทำการเกษตร คือร้อยละ 27.7 17.0 และ 11.7 ตามลำดับ สำหรับหนี้เพื่อ ใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.7 เท่านั้น

นี่คือ ภาพสองด้านของประเทศไทยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ข้อมูลข้างต้นจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293527580&grpid=01&catid=no

นี่คือ ช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมที่นับวันก็จะยิ่งถีบตัวหนีห่างออกจากกันมากขึ้นทุกเวลา แม้คนในสังคมจะออกมาพูดกันว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็ตามที แต่ก็เป็นเพียงคำพูดเพื่อปลอบใจตัวเองหรือเบี่ยงเบนประเด็นมากกว่า เพราะบรรดาเศรษฐีเหล่านี้รักที่จะเก็บปากเก็บคำเก็บอาการร่ำรวยจนเกินกว่าความต้องการที่จะใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวัน

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
อะไร? คือความพอเพียงสำหรับบุคคลเหล่านี้
เท่าไหร่? คือจุดหมายหลายทางของบุคคลเหล่านี้

กลุ่มนายทุน เป็นกลุ่มบุคคลเพียงน้อยนิดในสังคมที่ดำรงชีวิตอย่างฟุ่่มเฟือยอยู่บนความเหลือกินเหลือใช้
ในขณะที่ประชาชนมากกว่า 90% ของประเทศยังคงดิ้นรนอยู่บนความอัตคัดขาดแคลนในปัจจัยของการดำรงชีวิต ไม่มีแม้กระทั่งศักดิ์ศรีในความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์ แม้จะมีการเขียนไว้อย่างสวยหรูในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับก็ตามที แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าเสนอหน้าออกมายืนยันว่ามันมีอยู่ให้เห็นเงาบนโลกแห่งความเป็นจริง

แต่สิทธิที่เหนือกว่าบุคคลอื่นอันเนื่องมาจากฐานะทางการเงิน .... มีอยู่จริงในสังคม
ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ต่ำชั้นกว่าอีกมากมายพร้อมที่จะก้มหัวยอมเป็นผู้รับใช้ เพียงเพื่อดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากความขาดแคลนโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของศักดิ์ศรีแห่งความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์

อยู่อย่างไทย?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
  
         ".....ประเทศไทยมีเนื้อที่ทั้งประเทศประมาณ 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ หรือป่าไม้อยู่เพียง 80 ล้านไร่ หรือร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ และมีพื้นที่เป็นป่าเสื่อมสภาพและถูกยึดครองโดยประชาชนทั่วไปอีกไม่ต่ำกว่า 80 ล้านไร่เช่นกัน
รวมกันแล้วประเทศไทยยังมีเนื้อที่ป่าตามกฎหมายอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ประเทศหรือประมาณ 160 ล้านไร่ (พ.ศ.2504 มี 171 ล้านไร่) เพราะตามพระราชบัญญัติป่าไม้พุทธศักราช 2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า พื้นที่ใดหากไม่มีเอกสารสิทธิตาม พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ให้ถือว่าที่ดินนั้นยังคงเป็นที่ดินป่าไม้อยู่...."
(นิวัติ เรืองพานิช นายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ อดีตคณบดีคณะวนศาสตร์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10541)

         ".....ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ปี 2549 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ร้อยละ 40 ของครัวเรือนภาคเกษตร ไม่มีที่ดินเลย หรือถือครองที่ดินน้อยกว่า 10 ไร่ และจำนวนครัวเรือนที่ไม่ได้ถือครองที่ดินเลยนับวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตอย่างแท้จริง แต่เป็นการซื้อที่ดินของนายทุนเพื่อเก็งกำไร...."

         "......งานวิจัยเรื่อง นโยบายเศรษฐกิจที่ดินของไทยในสตวรรษใหม่ ของ “ปรีชา วทัญญู” ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเศรษฐกิจที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2544) ระบุว่า ร้อยละ 10 ของคนทั้งประเทศเป็นผู้ถือครองที่ดินมากกว่า 100 ไร่ ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 90 เป็นผู้ถือครองที่ดินน้อยกว่า หรือ เท่ากับ 1 ไร่ เท่านั้น....."

         ".....เมื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินผ่านบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ สมาชิกวุฒิสภา ทั้งสองสภา รวม 630 คน
ในจำนวนนี้ 580 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 69,942-2-67 ไร่ รวมมูลค่า 24,760 ล้านบาท (มูลค่าตามราคาประเมินของกรมที่ดินขณะนั้น)
พรรคที่ถือครองที่ดินมากสุดคือ พรรคเพื่อไทย โดยมี ส.ส.แจ้งว่าเป็นเจ้าของที่ดิน 172 คน รวมเนื้อที่ 21,042-2-40 ไร่ มูลค่า 4,755.9 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ ผู้ถือครองที่ดินตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปมีทั้งสิ้น 39 คน......"

         "....กรุงเทพธุรกิจ สำรวจทีดินทรัพย์สินรัฐมนตรี 4 รัฐบาล พบ 40 รัฐมนตรีมีที่ดินครอบครองเกิน 100 ไร่ "อุไรวรรณ เทียนทอง" ถือครองที่ดินถึง 1,886 ไร่ ขณะที่คนไทย 90% ของประเทศมีที่ดินเป็นของตัวเองไม่ถึง 1 ไร่
         จากการสำรวจของ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่าการถือครองที่ดินของรัฐมนตรี ใน 4 รัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง เฉพาะที่ถือในนามบุคคล ผ่านบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกอบด้วย รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
         รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มีรัฐมนตรีรวม 35 คน ถือครองที่ดินทั้งหมด 7,099 ไร่ รัฐบาลนายสมชาย มีรัฐมนตรี 36 คน ถือครองรวมกัน 6,304 ไร่ รัฐบาลนายสมัคร มีรัฐมนตรี 34 คน มีที่ดินรวมกัน 5,865 ไร่ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ มีรัฐมนตรี 29 คน ถือครองรวมกัน 5,418 ไร่
         นอกจากนี้ ยังพบว่าทั้ง 4 รัฐบาล ผู้ที่มีที่ดินครอบครองมากที่สุด คือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แจ้งบัญชีพร้อมคู่สมรสนายเสนาะ เทียนทอง มีที่ดินทั้งสิ้น 1,886 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 142 ล้านบาท...."
         อย่างไรก็ตาม การรวบรวมการถือครองที่ดินของนักการเมือง ในนามบุคคล ยังไม่สามารถสะท้อนได้ทั้งหมด เนื่องจากนักการเมืองหลายคนยังมีที่ดินที่ถือในนามนิติบุคคลและให้ญาติพี่น้องถือแทนอีกจำนวนมาก รวมถึงที่ดินสาธารณประโยชน์ต่างๆ ที่มีข่าวการบุกรุกให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

         ข้อมูลต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาจากหลายๆ แหล่งข่าวบนโลกออนไลน์ไม่ได้ให้คำตอบที่ต้องการได้เลยว่าที่ดินทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ถือครองของผู้ใดมากที่สุด แน่นอนว่าคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ และก็ไม่ผิดอย่างแน่นอน ก็คือ "นักการเมือง" แม้จะไม่มีหลักฐานมาวางให้เห็นเด่นชัดก็ตามที เนื่องจากการมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปมีชื่อเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์แทนตน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับประเทศไทย ดังนั้นที่ดินที่มองเห็นอยู่ทั่วไปย่อมมีเจ้าของกรรมสิทธิ์(แม้ว่าบางแห่งจะเป็นเขตป่าสงวนแห่่งชาติ) นานมาแล้วจะพบข่าวที่ชาวบ้านพากันบุกรุกป่าสงวนต่อมาก็มีนักการเมืองเข้าไปร่วมต่อสู้เรียกร้องจนชาวบ้านได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้วก็ขายให้กับบรรดานายทุน(ซึ่งก็เป็นกลุ่มของนักการเมืองท่านนั้นเอง) ชาวบ้านเหล่านั้นเมื่อขายที่ดินแล้วก็จะพากันโยกย้ายไปหาบุกรุกที่ดินแห่งอื่นๆ ต่อไป(ตามคำสั่งของนักการเมือง) อ่านแล้วก็นึกเสียว่าเป็นนวนิยายก็แล้วกัน เพราะในความเป็นจริงคงไม่มีนักการเมืองท่านใดเลวขนาดนั้น

         ปัญหาที่กำลังติดตามมาอย่างต่อเนื่องก็มาจากชาวบ้านเช่นเดิมแต่คราวนี้เปลี่ยนมาจากบรรดาผู้นิยมของนอกไต่เต้าไปหาความร่ำรวยโดยไม่ต้องใช้การศึกษาหรือการประกอบอาชีพอื่นใดด้วยการแสวงหาสามีเป็นชาวต่างชาติอย่างเป็นขบวนการ เส้นทางต่อจากนั้นคือการหลั่งไหลตามกันมาและกว้านซื้อที่ดินในนามของภรรยา เมื่อมีบุตรธิดาก็ได้สัญชาติไทยโดยกำเนิด มีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยสมบูรณ์

         กรรมสิทธิ์ในผืนแผ่นดินไทยกำลังถูกรุกรานเปลี่ยนมือและถูกกวาดต้อนไปเป็นของกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนและบางส่วนก็ตกไปเป็นของชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง มันเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียเอกราชในความเป็นไทยทีละน้อย ด้วยความเห็นแก่ตัวของคนเพียงไม่กี่คนที่มองถึงผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและความเป็นเอกราชในความเป็นไทย


ที่มาของข้อมูล :

  • http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1277465590&grpid=no&catid=03
  • http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q1/2007jan19p2.htm
  • http://www.yst1.net/forum/viewthread.php?thread_id=655
  • http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/property/property/20100727/345006/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99.html

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -