Breaking News
Loading...
วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554


เมื่อมีการกล่าวถึงความยุติธรรมย่อมหมายความว่าคำตอบที่ได้รับจะต้องตรงกับความต้องการของผู้รับฟัง หากคำตอบนั้นไม่ตรงกับที่ใจของผู้ฟังต้องการได้ยิน ก็หมายความว่าเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมาแล้ว ณ บัดนั้น ในทันที โดยยังไม่จำเป็นต้องมีการทบทวนหรือรับฟังถึงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งในกรณีนี้บางคนอาจมีโอกาสได้ทบทวนถึงเหตุผลตามหลักการและความเป็นจริงตามสถานการณ์ แต่บางคนจะปิดกั้นการรับรู้เหตุและผลทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้และเริ่มต่อต้านคำตอบนั้นแบบถาวร

การจัดการเรื่องต่างๆ ของฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือภาคเอกชน มักจะเน้นไปที่การจัดตั้ง คณะกรรมการ ขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งอาจจะไม่ใช่เพียงคณะกรรมการชุดเดียวแต่อาจจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดอื่นๆ ขึ้นมาในลักษณะคู่ขนานในงานเดียวกันแล้วก็มีการจัดตั้ง คณะอนุกรรมการต่างๆ ขึ้นมาทำงานในลักษณะย่อยลงไปเป็นลำดับ ทำให้งานที่มีอยู่เรื่องเดียวขยายวงกว้างออกไปและมีความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติ(และแน่นอนย่อมเกิดการซ้ำซ้อนในการเบิกจ่ายงบประมาณด้วยเช่นกัน)

อีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ งานที่คณะกรรมการบางชุดต้องดำเนินการนั้นมีการปฏิบัติอยู่แล้วเป็นปกติในระบบงานโดยบุคลากรของหน่วยงานที่ถือเป็นงานประจำที่ต้องปฏิบัติตามตำแหน่งหน้าที่ และความล้มเหลวที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติงานตามหน้าที่ แต่เกิดจากการไม่ได้รับการสนับสนุนหรือให้ความร่วมมือจากหน่วยงานที่บังคับบัญชาอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้นการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อจัดการปัญหาจึงไม่ใช่วิธีการที่ควรจะเป็นทางเลือก เนื่องจากเป็นการสิ้นเปลืองทั้งบุคลากรและงบประมาณ ทำให้มีการทำงานซ้ำซ้อน ทำให้เกิดความขัดแย้งในหน่วยงาน พร้อมกับบั่นทอน ขวัญ กำลังใจ ของข้าราชการประจำให้ตกต่ำลงทุกขณะ

เพราะมีความเชื่ออยู่เสมอว่า คณะกรรมการเฉพาะกิจที่จัดตั้งขึ้นมาในแต่ละเรื่องนั้น ไม่ใช่เทวดา ที่จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วันสร้างตนให้มีความรู้ความสามารถมากกว่าข้าราชการประจำที่ตรากตรำทำงานมากว่าค่อนชีวิต

การจัดการงานทางฝ่ายบริหารของข้าราชการประจำตามระบอบการปกครองแบบบ้านเรา ที่ถูกควบคุม กำักับดูแลโดยข้าราชการฝ่ายการเมืองทำให้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงถูกเบี่ยงเบนไปจากพื้นฐานการปกครองที่มุ่งหวังกระจายความเท่าเทียมกันในพื้นฐานการดำรงชีวิตของประชาชน ซึ่งนักการเมืองเหล่านี้ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่ามีจุดมุ่งหมายอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ในแนวทางการบริหารบ้านเมือง และจะต้องยอมรับความจริงที่ว่า ประชาชนไม่ใช่เป้าหมายที่พวกตนคำนึงถึงเป็นลำดับแรก การแก้ไขปัญหาทางปกครองจึงกระทำไปในลักษณะของการหวังผลทางการเมืองเป็นลำดับแรก การแสวงหาผลประโยชน์เป็นลำดับต่อไป ส่วนประชาชนเป็นเพียงเจ้าของอำนาจที่ต้องยึดถือไว้เพื่ออ้างความชอบธรรมเท่านั้น

ความวุ่นวายทุกอย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไร้ซึ่งทางออกโดยสิ้นเชิง เนื่องจากฝ่ายการเมืองมุ่งหวังที่จะขจัดอำนาจที่มีมาจากแหล่งอื่นๆ ให้หมดสิ้นไปโดยสิ้นเชิง และผลักดันระบอบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตยของประชาชน ขึ้นมาเป็นหนึ่งเดียว โดยกล่าวอ้างถึงอำนาจการปกครองจากมือของประชาชนผ่านระบบการเลือกตั้งที่ สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม(ในความฝัน) แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนทั่วไปยังไม่เข้าใจก็คือ อำนาจในการบริหารปกครองนั้นไม่ได้อยู่ในมือประชาชน แต่อยู่ในกำมือของนักการเมืองเพียงไม่กี่คน ที่มองหาความ สะอาด บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่พบเจอเลยแม้แต่น้อยในตัวตน แต่นักการเมืองในปัจจุบันก็คือ บรรดาข้าราชการชั้นสูงที่เคยเสวยสุขอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ นายทุนหรือนักธุรกิจที่คุ้นเคยกับการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร้จรรยาบรรณ นักเลงอันธพาลที่ต้องการผลักดันตัวเองจากผู้รับใช้นักการเมืองมาเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัวโดยเริ่มต้นจากระดับท้องถิ่นขึ้นมาทีละขั้น ทำให้เกิดคำถามต่อมาว่า จุดมุ่งหมายของการกระจายการปกครองออกไปสู่ท้องถิ่นมีอะไรแอบแฝงอยู่ในจุดประสงค์?

หากจะมองหาความหมายของความยุติธรรม สามารถตอบได้ในทันทีว่า คือ คำตอบที่ถูกต้องตรงกับความคิดของผู้ฟัง ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดจะออกมาตอบโต้ขัดแย้งกับคำพิพากษาจากอำนาจของศาล และก็ไม่แปลกใจที่จะเห็นว่ามีคนบางคนจะออกมาตอบโต้และกล่วอ้างว่าตนเป็นฝ่ายถูก และ ศาลเป็นฝ่ายผิด