Breaking News
Loading...
วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554


เมื่อ 20 กันยายน 2554 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง หรือโครงการบ้านหลังแรก ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอ โดยนำค่าใช้จ่ายในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ พร้อมที่ดิน หรืออาคารห้องชุดที่เป็นที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง ในอัตราไม่เกิน 10 % ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยให้ทยอยหักภาษี ในจำนวนปีละเท่าๆ กัน เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่ม ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป

หลักเกณฑ์ตามโครงการบ้านหลังแรก มีดังนี้

1. ผู้มีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป
2. ต้องเป็นบ้านใหม่ หรือคอนโดมิเนียมใหม่ ราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท ไม่นับรวมที่อยู่อาศัยสร้างเอง หรือบ้านมือสอง
3. ให้นำค่าใช้จ่ายที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ มาหักลดหย่อนภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
4. ผู้มีเงินได้มีสิทธิยกเว้นภาษีเป็นจำนวนเท่า ๆ กันในแต่ละปีเป็นเวลา 5 ปีภาษีต่อเนื่องกัน ตามจำนวนที่จ่ายจริง
5. การยกเว้นภาษีจะใช้วิธีการหักค่าลดหย่อน ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถเลือกใช้สิทธิ์ครั้งแรกสำหรับเงินได้ในปีที่ได้โอนกรรมสิทธิ์หรือปีถัดไปก็ได้ โดยสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 ปี
6. ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แล้วเสร็จ ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2554 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555
7. ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน
8. ต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องไม่เคยผ่านการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาก่อนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ทั้งนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่ามาตรการบ้านหลังแรกในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำตามสัญญาที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ และยืนยันว่าประชาชนทุกคนได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีเท่ากันหมดถ้าอยู่ในระบบภาษี ส่วนผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี หรือเงินเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ก็สามารถขอใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณภาษีในปี 55 แต่อย่างใด

รมช.คลัง ยังกล่าวอีกว่า มาตรการนี้เป็นมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและยังไม่เคยมีบ้านหรือมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน และยืนยันว่าไม่ได้ช่วยเหลือภาคธุรกิจอสังหาริมทรัย์ เพราะถ้าทางรัฐบาลต้องการช่วยเหลือจริงจะไม่กำหนดวงเงินของบ้านหลังละไม่เกิน 5 ล้านบาทอย่างแน่นอน



หลับตาแล้วก็นึกถึงภาพในความฝันที่ประชาชนคนไทยมีเงินได้รายเดือนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นไปได้ เอาเป็นว่ามีซักครึ่งประเทศก็ยังไม่มีโอกาสจะได้เห็นเลยเพราะค่าแรงขึ้นต่ำยกระดับขึ้นสุดชีวิตก็ยังแค่ 300 บาทต่อวันถ้าทำงานแบบไม่มีวันหยุดก็จะได้เดือนละ 9 พันบาทแค่นั้น หรือจะบวกโอีเข้าไปด้วยอีกซัก 3 พันก็ได้แค่ หนึ่งหมื่นสองพันบาท และเชื่อเถอะว่าไม่มีกรรมกรคนไหนโง่พอที่จะไปซื้อบ้านราคาเป็นล้านหรอก สู้ขนเงินกลับไปไถ่ถอนที่นาเป็นของตัวเองแล้วปลูกบ้านหลังเล็กๆ อยู่ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

เพราะฉะนั้นมองดูรอบตัวแล้วสรุปได้ว่าโครงการนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์ก็จะมีแต่คนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว(และก็แน่นอนว่าต้องมีบ้านใหญ่ยังกับวัง) ดังนั้นการซื้อบ้านหลังแรกในครั้งนี้จึงต้องใช้ชื่อของลูกๆ หรือของคนใช้ เป็นผู้ซื้อแทน(หรือของเมียน้อย) แต่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์แบบสวรรค์บันดาลก็คือ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ๆ ซึ่งทำท่าว่าจะล้มละลายอยู่ในเร็ววันนี้ อย่าให้เอ่ยถึงเลยว่ามีบริษัทใดบ้างเพราะเป็นที่รู้กันทั่วไปแต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ ได้แต่กล่าวชมเชยนโยบายของรัฐบาล ทั้งๆ ที่ประชาชนตาดำๆ ทั้งแผ่นดินไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เลยแม้แต่คนเดียว เนื่องจากเงินรายได้ตลอดทั้งปีน่ะยังไม่มากพอที่จะนำมาคำนวณภาษีเงินได้ด้วยซ้ำไป

แต่หากจะมองไปอีกมุมหนึ่งจะเห็นว่าขบวนการฟอกเงินน่าจะยิ้มได้เพราะมองเห็นช่องทางในการใช้เงินอย่างสำราญและทั่วถึงเสียทีดีกว่าเก็บไส่ปี๊ปฝังดินให้ปลวกแทะเล่น และบรรดานักการเมืองหน้าใหม่หรือนักการเมืองเฉพาะกาลจะได้ลืมตาอ้าปากมีโอกาสได้บ้านใหม่ๆ เป็นของขวัญโดยไม่ละอายใจเพื่อตอบแทนน้ำใจไมตรีที่ทุ่มเทให้กับพรรคการเมืองที่รักแบบสุดตัวโดยไม่สนใจใยดีกับเสียงก่นด่าของประชาชน เชื่อว่าคุ้มค่าแล้วล่ะ

นโยบายของรัฐบาลค่อยๆ เดินหน้าและก็เปิดตัวเปิดใจให้ประชาชนได้รับรู้กันทั่วไปว่า ทำเพื่อใคร?
ส่วนที่ประชาชนแต่ละคนจะมีวิจารณญานแค่ไหน? นั่นก็สุดแล้วแต่เวรกรรมของแต่ละคน
เพราะบางทีส่วนแบ่งของผลประโยชน์มันก็มากมายพอที่จะอุดปากได้สนิท

แต่เชื่อมั้ยว่าตามปกติน่ะ เค้าใช้แค่เหรียญบาทเหรียญเดียวเท่านั้นใส่ไว้ในปาก