บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554


ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่มันเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยโบราณนานนมมาแล้ว หากจะไล่เลียงดูก็จะเห็นว่าไม่สามารถมองเห็นจุดเริ่มต้นได้เลยว่ามันเริ่มมาตั้งแต่ตอนไหน ซึ่งหากจะเอาตัวบทกฎหมายมาเป็นหลักให้รัฐบาลได้ยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งพาก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ เพราะกฎหมายเรื่องที่ดินของบ้านเราก็วุ่นวายไม่แพ้กันเนื่องจากไม่ค่อยจะมีบรรทัดฐานอยู่กับร่องกับรอยมากนัก ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังนั้น ปัญหานี้จึงไม่มีทั้งจุดเริ่มต้นและก็จุดสิ้นสุด

มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงก็คือ ชาวบ้านโดยทั่วไปไม่มีใครดิ้นรนไปทำมาหากินด้วยการบุกรุกที่ดินของรัฐ หากไม่มีใครมาปลุกปั่นยุยงหรือชี้นำเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง และก็แน่นอนว่าทุนรอนที่่ใช้ในการบุกรุกแผ้วทางย่อมมีที่มา การลงทุนในทุกเรื่องก็ต้องมุ่งหวังในสิ่งตอบแทนคำตอบอยู่ที่นายทุนเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ กรณีที่เกิดปัญหาขัดแย้งกับผู้บริหารท้องถิ่นก็เป็นเรื่องที่นายทุนจะต้องกางปีกออกปกป้อง อวดศักดาบารมีด้วยการคุ้มครองชาวบ้านที่ไปบุกรุก แต่หากปัญหาลุกลามไปสู่ระดับประเทศหรือสื่อมวลชน นายทุนเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องหดหัวเก็บหางไว้อย่างมิดชิด เพื่อมิให้กระทบต่อชื่อเสียงทางสังคม(ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนมากก็จะรู้เช่นเห็นชาติอยู่แล้วว่าบรรดานายทุนเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นนักการเมืองระดับประเทศ) จากนั้นก็จะปลุกกระแสต่อต้านในด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับสภาพความยากจนของผู้บุกรุกที่อดอยากหิวโหยจนสุดขีด เนื่องจากไม่มีที่ทำกิน (แม้ว่าจะรู้ๆ อยู่ว่าที่เรียกว่าทำกินนั้น ใครเป็นผู้กินตัวจริง)

หากนับย้อนหลังไปสัก 30 ปีกว่าเป็นต้นไปถึงร้อยปี นายทุนเหล่านี้พร้อมที่จะประกาศศักดาเชิดหน้าชูคอรับว่าเป็นผลงานของตนเองอย่างเต็มตัวโดยไม่หวั่นเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เพราะในยุคก่อนนั้น เผด็จการทหารกับนักการเมืองร่วมทาง คือผู้บ่อนทำลายกอบโกยโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยเจตนา ขณะที่นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์โดยไม่เจตนา่ ผู้มีอิทธิพลผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศตั้งแต่ชุมชนระดับหมู่บ้านขึ้นมาแล้วก็บ่มเพาะจนกลายเป็นฐานเสียงของนักการเมืองในทุกวันนี้

การสร้างฐานมวลชนในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนเพราะไม่ต้องใช้เงินหว่านบนหัวอีกแล้ว แต่เป็นการให้ทรัพยากรของประเทศแทน นับว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการซื้อเสียงโดยไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองมาลงทุน แต่ได้ผลตอบแทนมหาศาล ในขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลประโยชน์ก็พอใจในความเอื้อเฟื้อของนายทุนโดยไม่ใส่ใจแม้สักนิดว่าตัวเองกำลังกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของประชาชนทั้งประเทศอย่างน่าละอายที่สุด

การใช้สื่อโฆษณาในการสร้างความชอบธรรมของตนก็เปป็นวิธีการยุคใหม่ที่ให้ผลเลิศด้วยการทุ่มเงินซื้อเวลา ซื้อรายการ และแม้แต่การซื้อสื่อมวลชนเพื่อประโคมโหมโฆษณาสร้างสีดำให้กลายเป็นสีชาว ชี้แจงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นให้ประชาชนมองเห็นเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม นี่คืออิทธิพลของสื่อในมุมมืดที่มองไม่เห็น ทุกคนไม่ปฏิเสธในทรัพย์สินที่ได้มาไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด แม้ว่ามันจะแปดเปื้อนความโสมม

สิ่งที่ควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กฎหมาย
แต่เป็นสันดานของผู้มีอำนาจ และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของคนในแผ่นดิน

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -