Breaking News
Loading...
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


สัจธรรม ในความหมายที่รู้กันโดยทั่วไปนั้นคือความเป็นจริงของธรรมชาติบนโลกใบนี้ และทุกๆ สิ่งนั้นมีมาก่อนที่พระพุทธเจ้าจะค้นพบเสียอีก ตัวอย่างเช่น การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและทุกคนก็รับรู้ด้วยตนเองว่ามีอยู่จริงไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่จริง เมื่อมาถึงยุคสมัยการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ก็มีการกล่าวถึง ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค ซึ่งได้อธิบายขยายความเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้โดยละเอียดและลึกซึ้ง ซึ่งทุกคนบนโลกใบนี้เมื่อมีโอกาสได้พิจารณาด้วยเหตุและผล ก็ยอมรับได้ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ เรียกว่า "สัจธรรม" หรือ "อริยสัจ" หรือ อริยสัจ 4 ตามประสาชาวบ้าน เป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นความจริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ไม่มีใครสรรค์สร้างขึ้นมา แม้แต่ในปัจจุบันที่มนุษย์เพียรพยายามเปลี่ยนแปลงกฎแห่งธรรมชาติเหล่านี้อย่างไม่หยุดยั้งก็ตาม

เรื่องที่คนทุกคนจะต้องดำเนินการต่อมาจากการ "รับรู้" ในสัจธรรมแล้ว ก็คือ การปฏิบัติตนของแต่ละบุคคล เพื่อเลือกเส้นทางในการดำเนินชีวิตของตนว่า "ต้องการทำเพื่ออะไร ?" ซึ่งจุดประสงค์นั้นสามารถแสดงให้้เห็นถึงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของบุคคลนั้นๆ ว่ามีอุปนิสัยใจคอเช่นไร ? และมีความ "เข้าใจ" ในสัจธรรมที่แท้จริงหรือไม่ ? เพราะสัจธรรมไม่ใช่ปัจจัยในการสร้างความสำเร็จให้กับชีวิตโดยสมบูรณ์ หาก "ใจ" ไม่รู้สึกถึงสัจธรรมที่ควรจะเป็นไปตามวิถีทางของธรรมชาติ

ชีวิตในสังคมปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ แต่พยายามที่จะสร้างสรรค์ปรุงแต่ง "สิ่งไร้ค่า" ให้กลับกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ในขณะเดียวกันก็ทำลายคุณค่าของ "สิ่งที่มีค่า" ให้ด้อยในคุณค่า ด้วยวิถีทางทางสังคมสมัยใหม่โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิด วิสัยทัศน์ของผู้คนให้มุ่งไปกำหนดคุณค่าของ "เงินตรา" ให้สูงส่งเหนือกว่าคุณค่าของ "จิตใจ" เปลี่ยนจิตใจของผู้คนให้ตกต่ำลงจนเกือบอยู่ในระดับเดียวกับสัตว์และในบางคนก็ต่ำลงกว่าระดับสัตว์เดรัจฉานเสียด้วยซ้ำไป

สัจจะ คือ ความจริง และมักใช้คำนี้ในลักษณะเดียวกับคำว่า ซื่อสัตย์ นั่นหมายความถึง ความจริงใจ ซื่อตรง เชื่อถือได้ เมื่อนำมาใช้ร่วมกันทั้งประโยคก็จะมีความหมายที่สมบูรณ์ขึ้น เช่น รักษาสัตย์ มีวาจาสัตย์ รักษาสัจจะ และโดยปกติคำๆ นี้นักการเมืองของบ้านเราชอบที่จะนำมาใช้ทั้งๆ ที่ตนเองไม่สามารถที่จะกระทำได้ เพราะมองเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นสำคัญมากกว่ามองไปถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน บ่มเพาะขยายพันธุ์มนุษย์ที่มีนิสัยเปลี่ยนไปในทางอมนุษย์ ด้วยความก้าวร้าวรุนแรงทั้งความคิดและการกระทำ ชอบพูดจาเสียดสีให้ร้ายผู้อื่น ชอบข่มขู่ท้าทายผู้อื่น มุ่งแสวงหาอำนาจบารมีและทรัพย์สินด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ(ซึ่งผ่านการพิจารณาจากบุคคลกลุ่มนี้เช่นกัน) ไม่มีความสนใจใคร่รู้ว่าประเทศชาติและประชาชนจะดำเนินชีวิตไปอย่างไรในอนาคต

จึงทำให้เกิดคำพูดเกี่ยวกับสัจธรรมในภาษาเฉพาะขึ้นว่า สัตว์จะทำ