Breaking News
Loading...
วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2548 ในประเทศไทย มีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 โดยพรรคไทยรักไทยของนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ได้ 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคชาติไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้ 26 ที่นั่ง ต่อมาภายหลังได้เป็นฝ่ายค้าน ส่วนฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ 96 ที่นั่ง แต่พื้นที่ภาคใต้ได้ถึง 52 ที่นั่ง จากทั้งหมด 54 ที่นั่ง และพรรคมหาชน ได้เพียง 3 ที่นั่ง

พรรคไทยรักไทยในยุคนี้เกิดจากการรวมพรรคต่างๆ เช่นพรรคความหวังใหม่, พรรคชาติพัฒนา, พรรคกิจสังคม, พรรคเสรีธรรม, พรรคเอกภาพเข้ากับไทยรักไทยก่อนหน้านั้นภายหลังจากการเลือกตั้ง เมื่อ 6 มกราคม 2544 และพรรคเหล่านี้ได้เข้าร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล จากนั้นจึงได้ยุบรวมพรรคทำให้บรรดา ส.ส.ของทุกพรรคถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในร่มเงาของพรรคไทยรักไทย ทำให้มั่นใจได้ในจำนวน ส.ส.ของพรรคที่จะต้องท่วมท้นอย่างแน่นอนเป็นหลักประกันว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านการเกิดระบอบเผด็จการรัฐสภาเกิดขึ้นในช่วงนั้น อันเนื่องมาจากความไม่ไว้วางใจในความโปร่งใสในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลและของตัวนายกรัฐมนตรีเอง อันเป็นเหตุให้ นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภาเพื่อหนีการลงมติไม่ไว้วางใจ ประกอบกับมีลูกพรรคบางส่วนที่เข้ามารวมจากพรรคการเมืองอื่นเริ่มตีตนออกห่างและเกิดความคลางแคลงใจในวิธีการบริหารงานของนายกรัฐมนตรี จุดแตกหักจึงเกิดขึ้นเพราะเป็นการยุบสภาโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร ทั้งๆ ที่พรรคของตนมีคะแนนเสียงมากมาย แต่ปัญหาเกิดจากบรรดารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจกลับไม่สามารถชี้แจงข้อข้องใจได้อย่างชัดเจน

การโฆษณาชวนเชื่อด้วยการอ้างถึงผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรจะกล่าวถึงด้วยความยินดี เพราะเหตุผลที่รู้กันดีอยู่ว่าคะแนนเสียงเหล่านี้แม้จะเกิดจากการลงคะแนนเลือกตั้งโดยบริสุทธิ์ของประชาชน แต่ก็เกิดมาจากการใช้เล่ห์กลทางการเมืองในการกวาดต้อนบรรดา ส.ส.ให้เข้ามาสังกัดพรรคด้วยวิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่ด้วยนโยบายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีแนวทางเดียวกันอย่างแน่นอน และจนถึงทุกวันนี้ก็มีนักการเมืองบางกลุ่มยังคงใช้วิธีการเดิมๆ มาใช้อีกครั้ง โดยมุ่งหวังเพียงเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลและรับรางวัลตอบแทนด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ทำให้สนามเลือกตั้งวันนี้เหมือนกับหลายครั้งที่ผ่านมา

ประชาชนเท่านั้นที่จะตัดสินความเป็นไปของประเทศนี้
ว่าจะเดินไปในทิศทางใด?