Breaking News
Loading...
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554


และแล้ววันที่หลายคนรอคอยก็มาถึงในที่สุดเมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 33 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 และยังได้มีการประกาศ แถลงการณ์สำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎร และการกำหนดวันเลือกตั้ง ลงในราชกิจจานุเบกษาฉบับเดียวกันด้วย ระบุว่า

โดยที่ได้มีพระราชกฤษฏีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2554 แล้ว เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนสิ้สุดลงตามมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญ และจะมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 นั้น รัฐบาลขอชี้แจงเกี่ยวกับการยุบสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

1.การยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นกระบวนการปกติของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ดังที่ปรากฎอยู่ในหลายประเทศที่ใช้ระบอบนี้ ซึ่งประเทศไทยได้ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ บัญญัติรองรับการยุบสภาผู้แทนราษฎรไว้ และได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วหลายครั้ง เช่น เมื่อ พ.ศ. 2539 พ.ศ. 2543 และ พ.ศ. 2549

2.ตามที่รัฐบาลได้เข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงปลายปี พ.ศ. 2551 ซึ่งได้เกิดวิกฤติกาณณ์ภายในประเทศหลายประการ ทั้งในด้านผลกระทบจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เป็นผลทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถดถอยลง มีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และการลงทุนของประเทศชะงักงัน ประกอบกับได้เกิดปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกของชนในชาติ มีการใช้กำลังและความรุนแรงในการชุมนุมประท้วง นั้น

บัดนี้ รัฐบาลได้คลี่คลายปัญหาดังกล่าว จนสามารถฟื้นฟูสภาวะเศรษฐกิจของประเทศให้พ้นจากภาวะวิกฤตแลกลับคืนสู่ภาวะปกติ โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เป็นลำดับอย่างต่อเนื่อง ส่วนปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมก็ได้รับการแก้ไขโดยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะผ่อนคลายความรุนแรงลงแล้ว ประกอบกับรัฐสภาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีความเหมาะสมแลสอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงเห็นควรยุบสภาผู้แทนราษฎรและจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งท่วไป ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจทางการเมืองให้แก่ประชาชน และให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง

3. รัฐบาลได้หารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว และมีความเห็นร่วมกันว่าสมควรกำหนดวันเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554

4. เมื่อมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะย่อมพ้นจากตำแหน่งไปด้วย แต่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดไว้ เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศและบริหารราชการแผ่นดินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้สั่งการให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ตามปกติและให้ระมัดระวังที่จะไม่กระทำการใดอันจะทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม

5. ขอให้ประชาชนทั้งหลายให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 ด้วยการทำหน้าที่และใช้สิทธิเลือกตั้งด้วยความตื่นตัวและรอบคอบ เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมที่สุดซึ่งจะเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองอันเป็นการตัดสินความขัดแย้งอย่างชัดเจน ที่จะส่งผลให้ปัญหาและความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวงยุติลงได้โดยสันติตามวิถีทางรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ

พร้อมกันก็มีข่าวตามติดมาอีกข่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กกต.ได้ออกปฏิทินเลือกตั้งแล้ว หลังมีการยุบสภา ดังนี้

- เปิดรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ วันที่ 19 - 23 พ.ค.2554 ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง
- เปิดรับสมัคร ส.ส.แบ่งเขต วันที่ 24 - 28 พ.ค.2554 เวลา 08.30-16.30 น.
- วันเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 26 มิ.ย.2554
- วันเลือกตั้งจริง วันที่ 3 ก.ค.2554

ในด้านของเอกชนจากสวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,629 คน เรื่อง “ประชาชนกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง” พบว่า

ความคาดหวัง
- 52.66% จะได้ผู้นำประเทศที่เก่ง มีฝีมือเป็นที่ยอมรับ
- 31.03% จะช่วยให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
- 16.31% ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง

ส่วนความกังวลกับการเลือกตั้งครั้งนี้
- 39.17% การสร้างสถานการณ์ของผู้ไม่หวังดี
- 26.08% การออกมาใช้สิทธิของประชาชน
- 19.98% การซื้อสิทธิขายเสียง

สิ่งที่ประชาชนอยากบอกนักการเมืองที่จะลงเลือกตั้ง
- อยากให้นึกถึงประโยชน์ของประเทศชาติ 40.06%
- อยากให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม 26.39%.

และนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปก็จะเป็นช่วงเวลาในการทำหน้าที่ของประชาชนตาม สิทธิ ที่ได้รับมาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และก็เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องระลึกถึง สิทธิ ที่ตนมีได้รับว่ามีขอบเขตอำนาจมากมายเพีบงใดเกี่ยวกับการเลือกสรรตัวบุคคลผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทนโดยการตรวจสอบความรู้ ความสามารถ ประวัติความเป็นมาเป็นไปและผลงานของบรรดาผู้สมัครแต่ละท่านที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารปกครองบ้านเมือง

โดยต้องมองถึงตัวบุคคลที่มีความจริงใจในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคมเป็นลำดับแรก เพราะการวางนโยบายของพรรคการเมืองนั้น สามารถนำมาอ้างอิงได้เฉพาะในกระดาษเท่านั้น แต่แนวทางในการหาเสียงของแต่ละบุคคลมักจะมีแนวทางที่แตกต่างกันออกไป โดยอาศัยพฤติกรรมทางสังคมในช่วงเวลาต่างๆ เป็นหลัก มันเป็นหลักการขั้นมูลฐานของแต่ละท้องถิ่นที่มีความผูกพันเรื่องเกี่ยวกับ อำนาจ บารมี และทรัพย์สินเงินทอง เป็นสำคัญ ส่วนการโฆษณาชวนเชื่อหรือประชาสัมพันธ์ตนเองในรูปแบบต่างๆ ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

แต่ยังคงมีความหวังอยู่ว่า การเชื่อมั่นในความเป็นตระกูลนักการเมืองไม่ควรจะเป็นตัวเลือกของคนไทยอีกต่อไปแล้ว เพราะผู้ยิ่งใหญ่ของแต่ละจังหวัดก็ควรจะจำกัดขอบเขตอำนาจของตนเองไว้เสียบ้าง ไม่ควรก้าวก่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศให้ตกอยู่ภายในอำนาจบารมีเหมือนแต่โบราณกาลที่ผ่านมา เนื่องจากประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้แล้วว่า ผลงานที่ผ่านมาหลายสิบปีนั้นไม่เคยมีการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติโดยรวมแม้แต่น้อย

ทำใจให้ร่มเย็น คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติก่อนลงคะแนนเสียงนะครับ
ขอร้องล่ะ