Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

ระยะนี้ในแวดวงออนไลน์กำลังมีการภกเถียงกันเกี่ยวกับ พรบ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่มีการยกร่างขึ้นมาเรียบร้อยแล้วโดยกระทรวงไอซีที แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะนำเข้าที่ประชุมของรัฐสภาเพื่อออกเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ต่อไป ซึ่งมีองค์กรหลากหลายองค์กรกำลังดาหน้ากันเข้ามาทักท้วงหรือคัดค้านเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้กันอย่างกว้างขวาง เพราะบางมาตราก็ฟังดูเข้าที บางมาตราก็ออกอาการกำกวมไม่มีทิศทางแน่ชัดว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร? และหลายมาตราก็เป็นที่น่าเวทนา เนื่องจากบ้านเมืองของเรามีกฎหมายออกมาบังคับใช้กันถี่ยิบ ครอบคลุมไปหมดทุกเรื่องในจักรวาลนี้ แต่หลายฉบับเป็นเหมือนเสือกระดาษเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะไม่มีการปฏิบัติตามของผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงแล้วยังถูกเมินเฉยเหมือนกับว่าไม่เคยมีกฎหมายฉบับนั้นๆ อยู่ในรายการ กฎหมายหลายฉบับก็ออกมาบังคับใช้เฉพาะกิจในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วก็เลิกรากันไป ทั้งๆ ที่กฎหมายฉบับนั้นยังคงมีผลบังคับใช้


อยากจะพูดถึงบางร่างกฎหมายฉบับนี้บางมาตราตามที่ได้รับข่าวสารจาก นสพ.มา เช่น มาตรา 16 "ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" เกือบร้อยเปอร์เซนต์ของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์จะมีความผิดในมาตรานี้อย่างแน่นอนโดยไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ ไม่ยกเว้นแม้แต่กระทรวงไอซีที เพราะโปรแกรมสำเร็จรูปต่างๆ ที่มีให้ใช้งานฟรี ล้วนแล้วแต่โหลดมาจากอินเตอร์เนตทั้งนั้น และอะไร? คือขอบเขตของความหมายของคำว่า น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น เนื่่องจากไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่ามันเกิดความเสียหายเมื่อใด? กับใคร?

มาตรา 25 "ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
การครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ในความหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้รับการชี้แนะเพิ่มเติมว่ามีขอบเขตเพียงใด ซึ่งถ้าข้อมูลนั้นอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่ใช้งานภายในที่พักอาศัยเท่านั้น จนท.มีอำนาจอะไร ? ในการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นภายในที่ี่รโหฐานและน่าจะเป็นการละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง ซึ่งถ้ากฎหมายให้อำนาจต่อ จนท.ให้ปฏิบัติได้ กฎหมายนี้ก็ผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเสียแล้ว เพราะกฎหมายควรจะออกมาเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่และต้องมาจากความยินยอมพร้อมใจของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ด้วยการยกร่างของ จนท.ของรัฐ เพียงไม่กี่คน กับการอนุมัติใช้โดยคนเพียงไม่กี่คนในรัฐสภา(ที่อ้างสิทธิอันชอบธรรมว่ามาจากการเลือกสรรของประชาชน) แต่กฎหมายฉบับนี้ควรจะผ่านการลงประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ เพราะเป็นกฎหมายที่มีผลกระทบต่อ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนโดยรวม รวมถึงมีผลกระทบโดยตรงในส่วนที่คุกคาม ล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จนดูเหมือนรัฐเผด็จการ


บ้านเมืองเราตกอยู่ในวังวนของคำว่า สองมาตราฐาน หรือการเลือกปฏิบัติก็เพราะความกำกวมของกฎหมายที่ทำให้ จนท.ผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกลับใช้ช่องว่างของกฎหมายเหล่านี้ในการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในส่วนที่ตนไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนกลับถูกละเลย เพิกเฉย ละเว้นการปฏิบัติทำให้กฎหมายขาดความศักดิ์สิทธิ์ แต่ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีการออกกฎหมายแก้ไขมาโดยหวังจะอุดช่องว่างดังกล่าว แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกทางเพราะกฎหมายยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งมากเรื่อง บางฉบับก็ออกมาขัดหรือแย้งกับกฎหมายฉบับอื่น บางฉบับก็ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลัก ทำให้ต้องหวนกลับไปดิ้นรนแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอีก

ปัญหาจึงไม่ได้เริ่มต้นที่ประชาชน แต่มาจากความสับสนของผู้มีอำนาจเสียมากกว่า

จึงไม่สมควรผลักปัญหามาถมทับประชาชน แต่ควรเป็นภาระที่จะต้องทบทวนบทบาทของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารประเทศและคณะ รวมไปถึงนักการเมืองทุกคนในสภานิติบัญญัติ

เท่านี้ดีกว่า ชักไม่อยากเขียนแล้ว กลัวติดคุกแบบไม่ตั้งใจ