บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๗๘ (๗) บัญญัติให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อทำหน้าที่สอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สภาพัฒนาการเมืองจึงได้รับการจัดตั้งขึ้นและประกาศใช้แล้วอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2551 โดยมีวัตถุประสงค์ตาม มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.๒๕๕๑ ได้แก่

(๑) เพื่อพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(๒) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
(๓) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง
ทั้งนี้ ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว สภาพัฒนาการเมืองจึงต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่บัญญัติไว้ตาม มาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังนี้

(๑) จัดทำแผนพัฒนาการเมือง และแผนปฏิบัติการประจำปีภายใต้แผนพัฒนาการเมืองรวมทั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามแผน ติดตามสอดส่องและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีการนำแผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเคร่งครัด รวมทั้งประสานการดำเนินงาน ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนาการเมือง

(๒) เสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีทางการเมือง วิถีชีวิตประชาธิปไตย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในทางการเมือง และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

(๓) ส่งเสริมและพัฒนาการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองและสถาบันทางการปกครอง และการส่งเสริมการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม รวมทั้งประสานงานสภาพัฒนาการเมือง ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐให้เห็นความสำคัญและร่วมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง

(๔) ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง รวมทั้งสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคพลเมืองในการเผยแพร่และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เผยแพร่และส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นพลเมือง สิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ตลอดจนการเรียนรู้ของประชาชน ชุมชน และเครือข่ายในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมานฉันท์ในความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภูมินิเวศน์ และวัฒนธรรม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมให้สามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย การวางแผนด้านต่างๆทั้งระดับชาติและท้องถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำบริการสาธารณะและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชนเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองฯ

(๕) กำกับดูแลการบริหารโดยทั่วไป รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และหลักเกณฑ์วิธีการในการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง กำหนดนโยบายและเป้าหมายในการดำเนินงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และเผยแพร่ต่อสาธารณชน

(๖) ดำเนินการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมืองฯ เช่น การออกระเบียบเกี่ยวกับการประชุมสภาพัฒนาการเมือง การกำหนดระยะเวลาการประชุมสภาพัฒนาการเมืองแต่ละสมัยประชุม การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันเป็นหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง การเชิญข้าราชการ พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาให้ข้อเท็จจริง ออกระเบียบ กำหนดนโยบายการบริหารสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง ให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีและกรอบวงเงินงบประมาณ แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อติดตามตรวจสอบและประเมินผลงานของสภาพัฒนาการเมือง ออกระเบียบเกี่ยวกับการแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง

ทั้งนี้ การดำเนินการของสภาพัฒนาการเมืองต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางทางการเมือง รวมทั้งการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนของสังคมและจากภูมิภาคต่าง ๆ

ติดตามรายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซท์ของสภาพัฒนาการเมือง http://www.pdc.go.th/th/

มีกรณีที่เป็นข้อกังขาของนักวิชาการในหลายเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาและก็เป็นไปของกฎหมายฉบับนี้ว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่ในกอไผ่หรือเปล่า(ก็ไม่รู้) เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้คลอดออกมาอย่างฉุกละหุกกระทันหันในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงหน้ากากทางการเมือง นั่นคือประเด็นที่ว่า ได้ผ่านการนำเสนอโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(ที่เค้าเรียกว่ายุค คมช.) เป็นการเข็นกฎหมายออกมามีผลบังคับใช้อย่างเงียบเชียบไร้เกริ่นนำใดๆ ทั้งสิ้น (แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นการชักจูงให้เข้าใจได้ว่าผู้นำมีความจริงใจในการพัฒนาการเมืองไทย) มีการนำเอากองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง(ตามมาตรา 67(4) อขง รธน.ปี 50) เข้ามารวมไว้ในสภาพัฒนาการเมือง(นัยว่าจะได้ใช้เป็นอาวุธลับให้สภาพัมฯาการเมืองมีอำนาจต่อรองมากขึ้นก็เป็นได้ เรื่องนี้ก็ควรจะติดตามดูในส่วนของการเสนอของบประมาณประจำปีว่าจะมากน้อยเท่าใด?) รวมไปถึงการสรรหาคณะกรรมการจำนวน 120 คนก็ดูท่าจะไม่ค่อยไปได้สวยงามน่าชมนักเพราะแหล่งที่มาของการสรรหา รวมถึงขั้นตอนการสรรหา คณะกรรมการสรรหา น่าจะเป็นที่วิตกกังวลของประชาชนมากหน้าที่ติดตามความคืบหน้า เนื่องจากมีทีท่าส่อเค้าวุ่นวายทุกขั้นตอน(เหมือนกับการสรรหาในทุกเรื่องนั่นแหละ)

ที่สำคัญก็คือ เลขาธิการของสภาพัฒนาสังคมก็คือเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าที่มีบทบาทในเรื่องการส่งเสริม ให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยแก่ประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว(โดยยังมองไม่เห็นผลสำเร็จเลยสักอย่าง) ทำให้มีความรู้สึกสงสัยว่า สภาพัฒนาการเมือง ก่อตั้งขึ้นมาเพื่ออะไรกันแน่? ซึ่งเรื่องนี้มีผลมาจากการสังเกตุบทบาทการส่งเสริมของภาครัฐเกี่ยวกับการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยแก่ประชาชนว่ายังมีกลิ่นไอของระบบราชการแ่ต่โบราณ หรือ มวยชิงแชมป์โลก(ในประเทศไทย) ที่มีแต่ลีลาพิธีการมากเรื่อง เจ้าหน้าที่ทุกระดับขาดความจริงใจ(อันนี้คงต้องรวมไปถึงนักการเมืองด้วยล่ะที่ไม่ใส่ใจจะให้ประชาชนได้มีความรู้จริงๆ นอกจากลงคะแนนให้ตนเท่านั้น อย่างอื่นไม่ต้องไปสนใจ)

คงจะต้องรออีกนานกว่ารัฐบาลจะมองเห็นคำตอบของปัญหาได้ว่า ความอ่อนล้าของระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เกิดจากการขาดความรู้ของประชาชน แต่เกิดจากความไม่อยากจะรู้ของประชาชนเสียมากกว่า

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -