Breaking News
Loading...
วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Info Post
จากหนังสือประวัติศาสตร์ไทยที่เคยอ่านมาสมัยเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก(ซึ่งไม่รู้ว่าสมัยนี้กระทรวงศึกษาธิการเค้าเอาไปเผาทิ้งหมดรึยัง) รู้ว่าประเทศไทยเคยเสียดินแดนของเราให้แก่ฝรั่งเศสรวม 5 ครั้ง เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 481,600 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องมาจนถึงรัชกาลที่ 5 โดยจำต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไปเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกราชของประเทศและเพื่อรักษาดินแดนส่วนใหญ่ไว้

เราจะมามองเฉพาะสายตะวันออกกันดีกว่าเฉพาะประเทศกัมพูชานี่แหละที่กำลังทุ่มเถียงแย่งกรรมสิทธิ์ครอบครองพื้นที่กันอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย จากเดิมกัมพูชานั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยโดยสมบูรณ์แต่เราต้องเสียแคว้นกัมพูชาซึ่งไม่ใช่ทั้งประเทศให้กับฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2410 แล้วก็มาเสียมณฑลบูรพา ได้แก่ พื้นที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เมื่อปี พ.ศ. 2449 เป็นพื้นที่ 51,000 ตารางกิโลเมตร


ใช่ว่าจะมีแต่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่มาย่ำยีประเทศไทยและประเทศที่อ่อนแอกว่าทั่วโลกในยุคล่าอาณานิคมเพราะแม้แต่ประเทศที่คุยนักหนาว่ามีความเจริญมีอารยธรรมสูงล้ำเช่น อังกฤษ ก็เป็นตัวการสำคัญในการล่าอาณานิคมบุกยึดประเทศต่างๆ แล้วก็กวาดต้อนทรัพยากรของประเทศเหล่านั้นกลับไปยำรุงบำเรอคนในประเทศของตน(แต่ก็ยังมีหน้ามาอวดอ้างว่าเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในทุกด้านในวันนี้) แล้วก็ไม่ใช่เพียง 2 ประเทศเท่านั้น แม้แต่ สเปน โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าจะเป็นชาวยุโรปท้งสิ้น (เพิ่งจะมีเอเซียก็คือ ญี่ปุ่น นี่แหละที่เพิ่งจะคิดใหม่ทำใหม่ ยึดมันไปทั่วเอเซียในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่เว้นแม้แต่จีนที่ใหญ่โตกว่าชนิดบังกันมิด)

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เองที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่ารัฐบาลไทยโดย จอมพล ป.พิบูลสงครามก็แอบไปคุยกับเยอรมันเพื่อร่วมมือกันทุบฝรั่งเศสให้หลุดพ้นไปจากการครอบครองกัมพูชา ซึ่งเยอรมันก็เปิดไฟเขียวร่วมมือด้วยความเต็มใจเพราะตัวเองน่ะยึดประเทศฝรั่งเศสไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ตรงนี้ในบันทึกบางฉบับว่ากันว่าเป็นเหตุการณ์ก่อนประเทศญี่ปุ่นจะกระโดดเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียด้วย และก็เป็นที่น่าคิดว่ารัฐบาลไทยขณะนั้นแอบไปคุยกับญี่ปุ่นไว้ก่อนแล้วในการเดินทางบุกเข้าประเทศไทย นี่เป็นเพียงข้อสงสัยนะอย่าเพิ่งเชื่อล่ะ (แม้ว่ามันจะน่าเชื่อก็ตามที)

ย้อนกลับไปอีกนิดในการยึดดินแดนกัมพูชาบางส่วนกลับมาครั้งนั้นต้นปี 2483 ไทยตะลุยรบกับฝรั่งเศสที่กำลังซวนเซกับการรบกับเยอรมันทำให้กองทัพบูรพา ยึดได้พื้นที่ทางทิศตะวันตกของศรีโสภณ และกองพลจันทบุรี ยึดได้บ้านกุบเรียง และบ้านห้วยเขมร ทางด้านทิศตะวันตกของบ่อไพลิน และพระตะบอง และมีทีท่าว่าจะลุยดันฝรั่งเศสตกทะเลแน่นอน แต่ญี่ปุ่นมองว่าไทยกำลังฮึกเหิมเกินไปจึงเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้เจรจาไกล่เกลี่ยแกมขมขู่ฝรั่งเศสทำให้ไทยได้ดินแดนกัมพูชากลับคืนมาดังเดิม เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2484

เมื่อลองค้นหาหลักฐานยืนยันจากเอกสารต่างๆ ที่พอจะหาได้ก็พบข้อมูลเพิ่มเติมบางประการ เช่น

  • 7 ธันวาคม พ.ศ.2406 มีการทำสนธิสัญญาลับระหว่างราชอาณาจักรสยาม กับราชอาณาจักรกัมพูชา ยืนยันว่ากัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของราชอาณาจักรสยาม
  • พ.ศ.2441 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จเขาพระวิหาร ประทานนามว่า เทพพระวิหาร
  • 11 ตุลาคม พ.ศ.2483 กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร เป็นโบราณสถาน และจัดให้หลวงศรี จำศีลภาวนาที่ถ้ำขุนศรี เป็นผู้รักษาเขาพระวิหาร
  • พ.ศ.2484 ญี่ปุ่นซึ่งชนะฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีน โดยยกดินแดนบางส่วนรวมทั้งปราสาทเขาพระวิหารคืนแก่ไทย เป็นผลให้เกิดจังหวัดจำปาศักดิ์ จังหวัดพระตะบอง จังหวัดพิบูลสงคราม
  • 15 มิถุนายน พ.ศ.2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ได้พิจารณาลงความเห็นด้วยคะแนนเสียงเก้าต่อสามว่า ซากปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนดินแดนใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ทั้งนี้เป็นไปตามแผนที่ซึ่งฝรั่งเศสทำขึ้นตามสนธิสัญญา พ.ศ.2447 และ พ.ศ.2450 โดยอาศัยเหตุผลว่าราชอาณาจักรไทย เพิกเฉยมิได้ประท้วงแผนที่ดังกล่าวนั้น ขณะที่ฝ่ายไทยได้ยืนยันต่อศาลโลก โดยตลอดว่ารัฐบาลไทยถือสันปันน้ำ เป็นเขตแดนตามข้อกำหนดในสนธิสัญญาทุกฉบับ 
  •  15 กรกฎาคม พ.ศ.2505 พลเอก ประภาส จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวคำปราศรัยที่จำต้องสละอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร และทำการรื้อถอนทุกสิ่งออกนอกเขต รวมทั้งเคลื่อนย้ายเสาธงพร้อมธงชาติ จากหน้าผาเป้ยตาดี ลงมาโดยไม่มีการลดธงลงจากยอดเสาแต่อย่างใด 
  •  พื้นที่เขาพระวิหารที่เสียไปเป็นรูปห้าเหลี่ยมคางหมู พื้นที่ประมาณ 150 ไร่