Breaking News
Loading...
วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Info Post
          ประวัติศาสตร์ไทยในทุกยุคทุกสมัยไล่ราวมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่มีความรู้หรือนักปราชญ์ของทุกยุคมักจะเริ่มการจดบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับวีรกรรมของบรรดานักรบ การต่อสู่เพื่อแย่งชิงดินแดน การรบราฆ่าฟัน  เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบราบคาบจนไม่มีอะไรให้เขียนถึงแล้วจึงหันมาสนใจเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ และวิถีชีวิตของประชาชน ซึ่งในยุคก่อนๆ ก็มองไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนสำคัญพอที่จะให้ความสนใจเอาเสียเลย เพราะมีแต่เรื่องของ ไพร่หลวง ไพร่สม ไพร่ส่วย ที่ดำเนินชีวิตวนเวียนอยู่กับความเป็นทาส หรือกึ่งทาส ใช้ชีวิตอยู่แบบไม่มีจุดหมายและก็ตายไปง่ายๆ แบบไร้เหตุผลตามคำสั่งของผู้มีอำนาจควบคุม ทั้งจากการรบ การกดขี่ข่มเหง ตามกฎหมายของบ้านเมืองที่ออกโดยผู้มีอำนาจ



          แต่วันนี้นั่งอ่านเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับเก่าๆ มาสะดุดอยู่ที่ ปี 2502 ซึ่งเป็น ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ประกาศใช้เมื่อ 28 มกราคม 2502 ในยุคสมัยการปฏิวัติโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และมีอยู่เพียง 20 มาตรา โดยเฉพาะ มาตรา 17 นั้นเป็นที่กล่าวขานถึงมานานตราบเท่าทุกวันนี้กับเนื้อหาที่สั้นกระทัดรัด แต่ความหมายกว้างไกลยิ่งกว่าทุกมาตราของรัฐธรรมนูญทุกฉบับมารวมกัน ก็เหมือนเดิมคือ ต้องการให้อ่านเพื่อศึกษาถึงเจตนารมณ์ในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ใช้อำนาจเผด็จการเต็มรูปแบบในร่มเงาของระบอบประชาธิปไตย


**************
ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ณ วันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2502
เป็นปีที่ 14 ในรัชการปัจจุบัน

          พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรี นฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า

          โดยที่หัวหน้าคณะปฏิวัติซึ่งได้กระทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ.2501 ได้นำความกราบบังคมทูลว่า การที่คณะปฏิวัติได้ประกาศให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2495 เสียนั้นก็โดยปรารถนาจะให้มีรัฐธรรมนูญที่เหมาะสมและให้การปกครองประเทศเป็นไปโดยเรียบร้อยยิ่งกว่าที่เป็น อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนั้น การที่จะให้มีรัฐธรรมนูญเช่นว่านี้สมควรจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิจัดร่างขึ้นประกาศใช้ต่อไป แต่ในระหว่างระยะเวลาก่อนที่จะได้มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญซึ่งร่างขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้น สมควรให้มีธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเพื่อใช้ไปพลางก่อน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วย และเพื่อให้การเป็นไปตามที่หัวหน้าคณะปฏิวัตินำความกราบบังคมทูล จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ใช้บทบัญญัติต่อไปนี้เป็นธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร จนกว่าจะได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญจะได้จัดร่างขึ้น
           มาตรา 1 อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย
           มาตรา 2 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
          มาตรา 3 องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
          มาตรา 4 ให้มีคณะองคมนตรีคณะหนึ่ง มีจำนวนไม่เกินเก้าคน การแต่งตั้งและการพ้นจากตำแหน่งองคมนตรีให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
          มาตรา 5 พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชบัญญัติใช้บังคับโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
          คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจบริหารและศาลใช้อำนาจตุลาการ ทั้งนี้ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
          มาตรา 6 ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญและให้มีฐานะเป็นรัฐสภา ทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย
          มาตรา 7 สภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสองร้อยสี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตั้ง
          ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกว่างลง จะได้ทรงตั้งแทนในตำแหน่งที่ว่างนั้น
          มาตรา 8 พระมหากษัตริย์ทรงตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมติของสภา ให้เป็นประธานสภาคนหนึ่ง เป็นรองประธานคนหนึ่งหรือหลายคนก็ได้
          มาตรา 9 ภายใต้บังคับมาตรา 10 และมาตรา 11 สภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจตราข้อบังคับการประชุมปรึกษาของสภาเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติการเสนอญัตติการประชุม การปรึกษาและกิจการอื่น เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
          มาตรา 10 เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญประชุมในฐานะรัฐสภา พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้นว่า จะให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ประกาศใช้หรือไม่ การประชุมปรึกษาดังกล่าวนี้สภาจะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญนั้นประการใดมิได้
          การประชุมตามความในวรรคก่อน ต้องมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนสมาชิกสภาจึงจะเป็นองค์ประชุม
          การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ประธานสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
           มาตรา 11 ในกรณีการลงมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามความในมาตรา 10 ไม่ได้คะแนนเสียงของสมาชิกให้นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และดำเนินการต่อไปตามบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้
          มาตรา 12 ในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดๆ ในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือ แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ไม่เป็นกรณีที่จะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวผู้นั้นในทางใด
          ความคุ้มครองดังกล่าวในวรรคก่อน ให้ใช้แก่ผู้พิมพ์และผู้โฆษณารายงานการประชุมโดยคำสั่งของสภาด้วย
          มาตรา 13 ในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญถูกควบคุมหรือขัง หรือถูกฟ้องในคดีอาญา ให้สั่งปล่อยหรืองดการพิจารณา ในเมื่อประธานสภาร้องขอ
           มาตรา 14 พระมหากษัตริย์ทรงตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีมีจำนวนตามสมควรประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน
          นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภามิได้
            นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีสิทธิเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมสภา แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
          มาตรา 15 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง
          มาตรา 16 ก่อนตั้งคณะรัฐมนตรีหัวหน้าคณะปฏิวัติปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
           มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆได้และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้น เป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
          เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ
          มาตรา 18 บรรดาบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการใดอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
          การตั้งนายกรัฐมนตรีให้ประธานสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
          มาตรา 19 ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย
          มาตรา 20 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใดๆ ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย
          ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวแก่การวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคก่อนเกิดขึ้นในวงงานของสภา หรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรี ขอให้สภาวินิจฉัย ให้สภาวินิจฉัยชี้ขาด

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล สฤษดิ์ธนะรัชต์
หัวหน้าคณะปฏิวัติ
วันที่ 28 มกราคม พุทธศักราช 2502 รก เล่มที่ 76 ตอนที่ 19

************

          ประวัติศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอโดยอาศัยเอกสารหลักฐานอ้างอิงใหม่ๆ ที่ค้นพบและถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงนั้นจะต้องไม่มีชีวิตหรืออำนาจบารมีใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว และการเปิดเผยนั้น .. แน่นอนว่าย่อมมาจากการอนุเคราะห์ของฝ่ายตรงข้ามเพื่อหวังผลในการพลิกผันประวัติศาสตร์ ให้ปรับเปลี่ยนตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์กันครั้งใหญ่

          แต่ไม่ได้หมายความว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่นั้นจะถูกต้อง เที่ยงตรง เสมอไป เพราะอำนาจที่ถูกเปลี่ยนมือ หมายความถึง ประวัติศาสตร์หน้าใหม่กำลังจะถูกบิดเบือนไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว ในอีกแง่มุมหนึ่งของการมองเห็น