บทความยอดนิยม

Posted by : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์ วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

นิตยสาร "การเงินธนาคาร" จัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ประจำปี 2553 พบว่า ปีนี้ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 235,000 ล้านบาท เศรษฐีหุ้นไทยมี 500 อันดับ ถ้าคิดเป็นตระกูลมีประมาณ 200 ตระกูล

ต่อไปนี้คือ ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทย ที่การเงินธนาคาร รวบรวมจากตลาดหุ้นปี 2553


@มาลีนนท์ ช่อง 3 ครองแชมป์
ตระกูลเศรษฐีหุ้น 12 ปีซ้อน

ปี 2553 นับเป็นปีที่ 12 แล้ว ที่ตระกูลมาลีนนท์ ยังครองตำแหน่งแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเครือญาติในตระกูลมาลีนนท์จำนวน 10 คน ได้แก่ ประวิทย์ ประชุม ประสาร รัตนา อัมพร สกลศรี ปิยวดี นภา เทรซีแอน และแคทลีน มาลีนนท์ ถือครองหุ้นรวมกันมีมูลค่าทั้งสิ้น 44,176.45 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นถึง 18,306.34 ล้านบาท หรือ 70.76%

ตระกูลมาลีนนท์ก้าวเข้ามาเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2540 หลังจากที่นำ บมจ.บีอีซี เวิล์ด (BEC) เจ้าของไทยทีวีสี ช่อง 3 เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2539 ซึ่งนอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ยังมีหุ้นที่เครือญาติในตระกูลมาลีนนท์ถือครองอีก 3 บริษัทคือ บมจ.ศิครินทร์ (SKR) บจม.เวฟ เอ็มเตอร์เทนเมนท์ (WAVE) และบมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า (CENTEL)

ส่วนตระกูลเสรษฐีหุ้นอันดับ 2 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ของแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปีนี้ โดยครอบครัววิจิตรพงศ์พันธุ์ นำโดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น PS ที่ทำโครงการหมู่บ้านจัดสรรแบรนด์ "พฤกษา" รวมมูลค่า 37,618.75 ล้านบาท คิดเป็นความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น 18,804.83 ล้านบาท หรือ 99.95%

ตระกูลอัศวโภคิน ปีนี้ตกลงมาอยู่อันดับ 3 โดย 6 เครือ ญาติ อนันต์ ทรงพล บุญทรง สุดา และอภิชิต ถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 21,868.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,753.46 ล้านบาท หรือ 8.72%

@ตระกูลกาญจนพาสน์
มั่งคั่งเพิ่มขึ้นกว่า 1,000%

ตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 4 ได้แก่ กาญจนพาสน์ โดยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 1135.90% หรือ 18,629.49 ล้านบาท จากการถือครองหุ้น บมจ.บีทีเอส กรุป โฮลดิ้งส์ (BTS) ของ คีรี และกวิน กาญจนพาสต์ และการถือครองหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) ของอนันต์ และสาคร กาญจนพาสน์ คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ตระกูลกาญจนพาสน์ถือครองรวมทั้งสิ้น 20,269.56 ล้านบาท ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ปีนี้อยู่ในอันดับ 5 โดยมีเครือญาติในตระกูลที่ติดอันดับเศรษฐีหุ้นมากที่สุดถึง 30 คน ถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 18,325.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,039.41 ล้านบาท หรือ 37.93%

โดยหุ้นกลุ่มจิราธิวัฒน์ถือครอง ได้แก่ บมจ.เอบิโก้ โฮลดิ้ง (ABICO) บมจ.บิ๊กซีซูปเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บมจ.รงแรมเซ็นทรัลพลาว่า (CENTEL) บมจ.มาลีสามพราน (MALEE) บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) บมจ.โพสต์พับลิซชิง (POST) บมจ.เพาเวอร์-พี (POWER) บมจ.ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBIN) บมจ.ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล (TRS) และ บมจ.ยานภัณฑ์ (YNP)

@200 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย
รับเงินปันผล 1.3 หมื่นล้าน

นอกเหนือจากกำไรที่ได้จากส่วนต่างของราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว บรรดาเศรษฐีหุ้นไทยเหล่านี้ ยังมีรายได้จากเงินปันผลที่เข้ามาเสริมความมั่งคั่นให้กับเศรษฐีหุ้นไทยอีกเป็นจำนวนมหาศาล โดยรายได้จากเงินปันผลของ 200 อันดับ เศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุด ซึ่งคำนวณจากการจ่ายเงินปันผลในช่วง 30 กันยายน 2552-30 กันยายน 2553 นั้น รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 13,426 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นการคำนวณภายใต้สมมุติฐานว่าเศรษฐีหุ้นทั้งหมดถือหุ้นไว้ในรอบปีดังกล่าวโดยไม่มีการขายหุ้นออก

สำหรับเศรษฐีหุ้นที่ได้รับเงินปันผลสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ อนันต์ อัศวโภคิน ที่ได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้น LH และ MANRIN รวมทั้งสิ้น 810.10 ล้านบาท ตามด้วยอันดับ 2 ทองมา วีรบวรพงศ์ 359.97 ล้านบาท อันดับ 4 ประวิทย์ มาลีนนท์ 331.18 ล้านบาท

อันดับ 5 รุ่งโรจน์ แสงศาสตรา 265.00 ล้านบาท อันดับ 6 ประทีป ตั้งมติธรรม 256.74 ล้านบาท อันดับ 7 ประชุม มาลีนนท์ 230.19 ล้านบาท อันดับ 8 รัตนา มาลีนนท์ 229.46 ล้านบาท อันดับ 9 อัมพร มาลีนนท์ 229.43 ล้านบาท และ อันดับ 10 ประสาร มาลีนนท์ 227.85 ล้านบาท

@ ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สิน 60.9 %
หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาท/ครัวเรือน

ตัวเลขหนี้สินของคนไทยทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ ปรากฎอยู่ในรายงานการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของครัวเรือน ปี 2552 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

ตัวเลขล่าสุด รายได้ครัวเรือน ปี 2552 จากผลการสำรวจ ในปี 2552 พบว่า ครัวเรือนทั่วประเทศ มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,903 บาท ส่วนใหญ่เป็นรายได้ จากการทำงาน(ร้อยละ 72.0) ซึ่งได้แก่ ค่าจ้างเงินเดือน (ร้อยละ 40.3) จากการทำธุรกิจ(ร้อยละ20.3) และจากการทำการเกษตร(ร้อยละ 11.4) และมีรายได้ที่ไม่ได้เกิดจาก การทำงาน เช่น เงินที่ได้รับความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นนอก ครัวเรือน/รัฐ(ร้อยละ 10.2) รายได้จากทรัพย์สิน เช่น ดอกเบี้ย(ร้อยละ1.6) นอกจากนั้นยังมีรายได้ในรูปสวัสดิการ/สินค้าและบริการต่างๆ(ร้อยละ 14.5)

ครัวเรือนทั่วประเทศ มีหนี้สินร้อยละ 60.9 โดยมีจำนวน หนี้สินเฉลี่ย 134,699 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่(ร้อยละ 67.7) เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน คือซื้อบ้าน/ที่ดินร้อยละ 34.3 ใช้ในการอุปโภคบริโภคร้อยละ 30.8 และหนี้เพื่อใช้ในการศึกษา มีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น สำหรับหนี้ใช้ทำธุรกิจจะสูงกว่า การเกษตร ร้อยละ 2.1

ครัวเรือนทั่วประเทศที่มีหนี้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้สินในระบบโดยเป็นครัวเรือนที่มีหนี้ในระบบอย่างเดียวร้อยละ 82.4 และเป็นครัวเรือนที่เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบร้อยละ 9.7

สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้นอกระบบอย่างเดียว มีเพียงร้อยละ 7.9 และพบว่าจำนวนเงินเฉลี่ยที่เป็นหนี้ในระบบสูงกว่านอกระบบ ถึง 18 เท่า (127,715 และ 6,984 บาท ตามลำดับ)

ครัวเรือนที่มีหนี้สินในระบบทั่วประเทศ ในปี 2552 พบว่าการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อบ้านและที่ดินสูงที่สุด คือ ร้อยละ 35.3 อาจเป็นผลจากมาตรการ การกระตุ้นธุรกิจ

อสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีในการซื้อ/โอนบ้าน รองลงมาใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 30.6 สำหรับใช้ทำธุรกิจ และทำการเกษตรใกล้เคียงกันคือร้อยละ 15.6 และ 14.3ตามลำดับ ส่วนหนี้เพื่อใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้น

สำหรับครัวเรือนที่มีหนี้สินนอกระบบ ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค คือร้อยละ 33.8 รองลงมา เพื่อใช้ทำธุรกิจ ใช้ซื้อบ้านและที่ดิน และใช้ทำการเกษตร คือร้อยละ 27.7 17.0 และ 11.7 ตามลำดับ สำหรับหนี้เพื่อ ใช้ในการศึกษามีเพียงร้อยละ 2.7 เท่านั้น

นี่คือ ภาพสองด้านของประเทศไทยในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ข้อมูลข้างต้นจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1293527580&grpid=01&catid=no

นี่คือ ช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมที่นับวันก็จะยิ่งถีบตัวหนีห่างออกจากกันมากขึ้นทุกเวลา แม้คนในสังคมจะออกมาพูดกันว่าไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยก็ตามที แต่ก็เป็นเพียงคำพูดเพื่อปลอบใจตัวเองหรือเบี่ยงเบนประเด็นมากกว่า เพราะบรรดาเศรษฐีเหล่านี้รักที่จะเก็บปากเก็บคำเก็บอาการร่ำรวยจนเกินกว่าความต้องการที่จะใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวัน

ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า
อะไร? คือความพอเพียงสำหรับบุคคลเหล่านี้
เท่าไหร่? คือจุดหมายหลายทางของบุคคลเหล่านี้

กลุ่มนายทุน เป็นกลุ่มบุคคลเพียงน้อยนิดในสังคมที่ดำรงชีวิตอย่างฟุ่่มเฟือยอยู่บนความเหลือกินเหลือใช้
ในขณะที่ประชาชนมากกว่า 90% ของประเทศยังคงดิ้นรนอยู่บนความอัตคัดขาดแคลนในปัจจัยของการดำรงชีวิต ไม่มีแม้กระทั่งศักดิ์ศรีในความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์ แม้จะมีการเขียนไว้อย่างสวยหรูในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับก็ตามที แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดกล้าเสนอหน้าออกมายืนยันว่ามันมีอยู่ให้เห็นเงาบนโลกแห่งความเป็นจริง

แต่สิทธิที่เหนือกว่าบุคคลอื่นอันเนื่องมาจากฐานะทางการเงิน .... มีอยู่จริงในสังคม
ในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ต่ำชั้นกว่าอีกมากมายพร้อมที่จะก้มหัวยอมเป็นผู้รับใช้ เพียงเพื่อดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากความขาดแคลนโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของศักดิ์ศรีแห่งความเท่าเทียมกันของความเป็นมนุษย์

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -