บทความยอดนิยม

Archive for ธันวาคม 2010

วันปีใหม่

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          ปีใหม่ย่างก้าวมาถึงแล้ว สิ่งใหม่ๆ ที่จะประสบในครั้งนี้ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของการเขียนวันที่จากเดิมเคยลงท้ายว่า 2553 ก็จะต้องมาเขียนว่า 2554 แทน นั่นคือความใหม่ที่เกิดขึ้นให้เราเห็นเป็นรูปธรรม
          แต่หากจะมองถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของ นักการเมืองหรือนายทุน ก็ขอให้ละความพยายามเสียดีกว่าเพราะไม่มีโอกาสที่จะมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ทว่าอาจจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิมเสียอีกอันเนื่องมาจากวิวัฒนาการของความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างการเมืองกับเศรษฐกิจ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกผันวิถีชีวิตของประชาชนให้หลุดพ้นจากกรอบของสามัญสำนึกและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย และก้าวเข้าสู่เส้นทางของการต่อสู้ช่วงชิงความได้เปรียบในการดำเนินชีวิตอยู่ภายในสังคม รวมถึงการละเลยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ด้วยการเอารัดเอาเปรียบ การใช้อำนาจบารมีทั้งทางสว่างและทางมืดต่อประชาชนโดยทั่วไป เพื่อถีบตัวเองให้ขึ้นสูงเหนือกว่าบุคคลทั่วไป ผลักช่องว่างระหว่างชนชั้นให้แยกห่างกันออกไปอย่างชัดเจน
          เพราะเป็นยุคของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสังคมยุคใหม่
          แต่เป็นความถดถอยทางศีลธรรมและจริยธรรมอย่างน่าเศร้า


          สวัสดีเลขตัวใหม่ที่มาต่อท้าย พ.ศ.

องค์กรอิสระ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
องค์กรอิสระ

          องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีความมุ่งหมายหลักในการจัดตั้งขึ้นมาก็เพื่อเป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในเรื่องต่างๆ  เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน  โดยได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรของรัฐอื่นหรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสสังคมและการกดดันใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคม นี่คือความมุ่งหมายตามตัวบทของกฎหมาย

          หากจะแบ่งตามประสาชาวบ้านก็น่าจะมีเพียง 2 ประเภท คือ
          1. องค์กรตรวจสอบในรูปของศาล อันได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
          2. องค์กรตรวจสอบที่ไม่ใช่ศาล อันได้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เป็นต้น
          สำหรับเหตุผลที่จะต้องมี องค์กรอิสระ ก็น่าจะเกิดจาก
          1. ความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกบางอย่างเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย.รวมไปถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจรัฐ
          2. ความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ ในด้านนโยบาย ด้านการบริหาร ด้านการปกครอง การตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินภาครัฐ
          3. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมตรวจสอบระบบการเมือง ตั้งแต่การดำเนินการทางการเมืองของนักการเมืองหรือพรรคการเมือง การเลือกตั้งในทุกระดับ

          แต่มีปัญหาสำคัญที่ต้องขบคิดในวันนี้ก็คือ เรามีองค์กรที่เป็นอิสระจริงหรือ ? 

          เพราะเมื่อมองไปที่ตัวบุคคลที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่คณะกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆ เราจะพบกับข้อครหา ข้อพิจารณา ข้อสงสัย มากมายในตัวบุคคลเหล่านั้น ทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นในทุกครั้งที่มีการแต่งตั้ง รวมไปถึงความชุลมุนวุ่นวายตั้งแต่การเริ่มแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่สรรหาคณะกรรมการเหล่านั้น ล้วนแต่มีขั้นตอนที่โยงใยเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกครั้ง

          และก่อให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งโต้เถียงทุกครั้งไปเช่นกัน

          องค์กรอิสระ คือความหวังของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่สามารถมอบความหวังที่มีให้กับข้าราชการหรือนักการเมืองได้อย่างเต็มที่สมกับความไว้วางใจ แม้นักการเมืองที่เข้ามาเป็นผู้บริหารเหล่านั้นจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ตาม แต่มีข้อควรพิจารณาว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนบางส่วน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศได้เช่นกันด้วยวิถีทางทางการเมือง

          ผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนบางคนก็ทำตัวเป็นผู้รับใช้ผู้นำทางการเมือง มากกว่าจะรับใช้ประชาชนที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงให้ตน และผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปแล้วส่วนมากก็ไม่เคยสนใจใยดีในเสียงเรียกร้องของประชาชนอีกเลยนอกจากทำตามนโยบายของพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


          สิทธิของประชาชนส่วนมากจึงสูญหายไปในกระแสของการเมืองที่ไร้จริยธรรม

          เสรีภาพของประชาชนก็จะสูญหายไปกับบทบัญญัติของกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากผู้แทนของปวงชนที่นำนโยบายของพรรคการเมืองตนเป็นตัวตั้งคูณด้วยผลประโยชน์ที่พวกตนจะแสวงหา ก่อนจะหารด้วยความจริงใจในการบริหารประเทศ  

          นั่นหมายความว่า ตัวหารก็คือ ศูนย์

เรื่องของผู้แทน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

".......ประธานรัฐสภา เงินประจำตำแหน่ง+เงินเพิ่ม - 64,000+50,000 = 114,000 บาท
ประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+45,500 = 108,500 บาท
รองประธานรัฐสภา - 63,000+45,000 =108,505 บาท
รองประธานวุฒิสภาและรองประธานสภาผู้แทนราษฏร - 63,000+42,500 = 105,500 บาท
ผู้นำฝ่ายค้านในสภา - 63,000+45,500 = 108,500 บาท
ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+42,500 = 105,500 บาท
สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร - 63,000+41,000 = 104,000 บาท

ถ้าเป็น ส.ส. 4 ปี จะมีรายได้รวม 4,992,000 บาท (สี่ล้านเก้าแสนเก้าหมื่นสองพันบาท)
ถ้าเป็น ส.ว. 6 ปี จะมีรายได้รวม 7,488,000 บาท (เจ็ดล้านสี่แสนแปดหมื่นแปดพันบาท)

ในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ยังมีสวัสดิการ มีสิทธิพิเศษมากมาย เช่น เดินทางฟรี ขึ้นเครื่องบินฟรี มีเบี้ยเลี้ยงประชุม
ในการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ก็เบิกได้เต็มที่ 100% เรียกได้ว่าในระหว่างปฏิบัติหน้าที่นั้น สามารถเบิกได้หมด นอกจากนี้แล้ว
ยังมีเงินประจำตำแหน่งในคณะกรรมาธิการต่างๆ ของสภาที่อาจจะได้รับอีก ..............."

ข้อความข้างต้นคัดลอกมาจากจดหมายเวียนในโลกอินเตอร์เน็ต เนื่องจากข่าว "........จะมีการออก พระราชกฤษฎีกาให้บำเหน็จบำนาญ ส.ส.-ส.ว...." จึงมีคำเตือนว่าควร "........อ่านและรักษาสิทธิของเราไว้ เพราะภาษี ของคุณกำลังถูกละลาย เพราะเลือกตั้งได้เป็น สส.หรือ สว..แค่สมัยเดียว ก็ได้บำนาญกินไปทั้งชาติแล้ว...."

อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่บรรดาสมาชิกสภาอันทรงเกียรติที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเข้าไปทำงานแทนเรานั้น กำลังมองเห็นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าที่จะไปทุ่มเทความสนใจให้กับปัญหาปากท้องของประชาชนตามเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยอ้างถึงภารกิจอันหนักอึ้งปานภูผา (ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเห็นหน้าในการเข้าประชุมสามัญเลย) ซึ่งภารกิจหลักของบรรดาท่านๆ เหล่านั้นก็คือการเดินทางไปร่วมงานของหัวคะแนนเพื่่อรักษาฐานเสียงของตนไว้เท่านั้นเอง แต่อย่าพึงหวังเลยว่าการเดินทางไปในแต่ละแห่งหนตำบลใด จะเดินทางไปเพื่อประชาชนอย่างจริงใจ เพราะแค่คิดก็ผิดแล้ว

นี่เองที่เป็นเหตุผลให้บรรดาข้าราชการ ชาวไร่ ชาวนา พ่อค้า นักเลงหัวไม้ ต่างพากันเดินมุ่งหน้าก้าวเข้าสู่ถนนสายการเมือง เพียงเพื่อการสร้างฐานะให้มั่นคงในห้วงเวลาที่ไม่นาน ไม่ต้องสร้างสมฐานะ อำนาจบารมีให้ยาวนาน ขอให้ได้เป็นนักการเมืองซักครั้ง เท่านั้นเป็นพอ ใหญ่แค่ไหนก็เอาไว้ก่อนแล้วค่อยใต่เต้าเติบโตขึ้นมาในวันข้างหน้าโดยอาศัยร่มใบของผู้กว้างขวางเป็นทางเดิน

เพื่อชาติ? คำนี้ไม่เคยมีอยู่ในมันสมองมาตั้งแต่จำความได้อยู่แล้ว

การเมืองภาคประชาชน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การเมืองภาคประชาชน

         การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนตามความคาดหวังของระบอบประชาิธิปไตยนั้น จะต้องเป็นการมีส่วนร่วมแบบสมัครใจ ไม่ใช่เป็นแบบที่เกิดจากการปลุกระดมเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในบ้านเมืองเรา เกี่ยวกับเรื่องนี้มีนักวิชาการมากหน้าหลายตาออกมาวิเคราะห์สถานการณ์และปัญหาที่ประสบอยู่ตามความถนัดและแนวทางของตน ซึ่งบางคนก็มองจากหอคอยงาช้าง บางคนก็มองออกจากใต้กองมูลสุนัข บางคนก็นั่งหลับตาอยู่หลังแสงเทียนริบหรี่ คำวิจารณ์ที่ติดตามมาบางครั้งจึงดูหลุดโลก บางครั้งก็ฟังเข้าท่า ทั้งนี้และทั้งนั้นจะมาลองวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้ด้วยสายตาคนเดินดินกินอุดมคติดูบ้างซักหน ถูกหรือไม่ถูกก็เรื่องของเรา ก็คนมันฉลาดได้เต็มที่แค่นี้จะเอาอะไรกันนักหนา ไม่อยากร่ำรวยเพราะฉลาดเกินคนหรอกน่า

          เหตุผลที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่ก้าวหน้าไปถึงไหน ก็เพราะ

  • ความไม่ศรัทธาในทุกสิ่งทุกอย่างทางการเมือง เนื่องจากไม่เคยพบเห็นว่าการเมืองเกิดประโยชน์อะไรให้กับวิถีชีวิตของประชาชนโดยรวม นอกจากการสร้างความวุ่นวายสับสน การกอบโกย การโกงกิน การเล่นพรรคเล่นพวก การกดขี่ข่มเหง การขูดรีดประชาชน การโกหกพกลม ฯลฯ
  • ประชาชนส่วนมากยังคงขาดความรู้ความเข้าใจถึงแก่นแท้ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันเกิดจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการจัดระบบการศึกษาของภาครัฐที่ไม่ส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจัง
  • พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับใช้สังคมจำนวนมากมาย พึงพอใจที่จะไม่ให้ประชาชนโดยทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจในหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อันอาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค
  • บรรดาผู้ทรงอำนาจ ผู้มีอิทธิพล ข้าราชการชั้นสูง ผู้นำกลุ่มชน นักธุรกิจข้ามชาติ นายทุนลึกลับ ต่างก็พอใจที่จะเหนี่ยวรั้งอำนาจของตนไว้อย่างสุดความสามารถ ในทุกวิถีทาง เพื่อแอบแฝงแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นของส่วนตนอย่างต่อเนื่อง
          ความหวังถึงความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยยังคงอยู่ในมือของประชาชน ในขณะที่ประชาชนก็ยังคงตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ ผู้มีอิทธิพลและนายทุน ที่กำลังไขว่คว้าหาอำนาจทางการเมืองมาเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าของตนเพียงเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนและพวกพ้องไว้ให้มั่นคงชั่วนิรัดร์กาล และร่วมมือกันกอบโกยแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศชาติ โดยไม่สนใจใยดีต่อความเป็นไปประชาชนหรือผืนแผ่นดินไทย เพราะคนเหล่านี้พร้อมที่จะเดินทางออกไปเสวยสุขภายนอกประเทศอย่างบรรเจิด ด้วยทรัพย์สินมากมายมหาศาลที่กอบโกยมา

          ลาก่อนประเทศไทย

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -