บทความยอดนิยม

Archive for พฤศจิกายน 2010

แรงงานไทย

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
         มีเรื่องราวบางเรื่องที่มีผลกระทบอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในชนบทแต่จำเป็นต้องดิ้นรนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ด้วยอาชีพรับจ้างหรือใช้แรงงานเพื่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้นอัตราค่าแรงจึงมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน ทิ้งไร่นาสวน เพื่อเข้ามาทำงานที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่า สำหรับในปีนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ(ฉบับที่ 4) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2553 เป็นต้นไป โดยการปรับฐานอัตราค่าจ้างใหม่ทั้งประเทศตามลำดับความสำคัญของจังหวัด(แปลกนะ ที่บ้านเรายังคงมีการแบ่งเป็นเมืองชั้นเอก โท ตรี จัตวา อยู่เหมือนสมัยโบราณ)
         โดยมีเกณฑ์ลดหลั่นกันดังนี้

  • กรุงเทพฯ และสมุทรปราการ เพียง 2 จังหวัด ค่าแรงสูงสุดคือ 206 บาทต่อวัน
  • นนทบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และปทุมธานี รวม 4 จังหวัด 205 บาทต่อวัน
  • ภูเก็ต จังหวัดเดียวเท่านั้น 204 บาทต่อวัน
  • ชลบุรี และสระบุรี 2 จังหวัดนี้ทิ้งห่างออกมาเหลือเพียง 184 บาทต่อวัน
  • 181 บาทต่อวัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • 180 บาทต่อวัน จังหวัดฉะเชิงเทรา
  • 178 บาทต่อวัน จังหวัดระยอง
  • 173 บาทต่อวัน จังหวัดนครราชสีมา พังงา และระนอง
  • 171 บาทต่อวัน จังหวัดเชียงใหม่
  • 170 บาทต่อวัน จังหวัดกระบี่ ปราจีนบุรี และลพบุรี
  • 169 บาทต่อวัน จังหวัดกาญจนบุรี
  • 168 บาทต่อวัน จังหวัดเพชรบุรี
  • 167 บาทต่อวัน จังหวัดจันทบุรี และราชบุรี
  • 165 บาทต่อวัน จังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง
  • 164 บาทต่อวัน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  • 163 บาทต่อวัน จังหวัดเลย สมุทรสงคราม และสระแก้ว
  • 162 บาทต่อวัน จังหวัดตรัง
  • 161 บาทต่อวัน จังหวัดสงขลา
  • 160 บาทต่อวัน จังหวัดชุมพร ตราด นครนายก นราธิวาส ยะลา ลำพูน และอุบลราชธานี
  • 159 บาทต่อวัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี พัทลุง สตูล สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุดรธานี
  • 158 บาทต่อวัน จังหวัดกำแพงเพชร ชัยนาท นครสวรรค์ สุพรรณบุรี และอุทัยธานี
  • 157 บาทต่อวัน จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น เชียงราย บุรีรัมย์ ยโสธร ร้อยเอ็ด และสกลนคร
  • 156 บาทต่อวัน จังหวัดชัยภูมิ ลำปาง และหนองบัวลำภู
  • 155 บาทต่อวัน จังหวัดนครพนม เพชรบูรณ์ มุกดาหาร และอำนาจเจริญ
  • 154 บาทต่อวัน จังหวัดมหาสารคาม
  • 153 บาทต่อวัน จังหวัดตาก พิษณุโลก สุโขทัย สุรินทร์ และอุตรดิตถ์
  • รองสุดท้ายคือ น่าน และศรีสะเกษ ได้รับ 152 บาทต่อวัน
  • ลำดับสุดท้ายได้แก่ พะเยา แพร่ พิจิตร และแม่ฮ่องสอน ได้รับเพียง 151 บาทต่อวัน
         ก็เป็นธรรมดาที่สังคมเราไม่ได้มีความเสมอภาคไปซะหมดทุกเรื่อง หรือจะพูดว่าไม่มีเอาเสียเลยก็ไม่ผิด การตั้งอัตราค่าแรงขั้นต่ำให้แตกต่างกันออกไปจึงน่าจะมีเหตุผลเฉพาะกลุ่ม ด้วยปัจจัยจากจำนวน "งาน" ในถิ่นนั้น จากจำนวน "แรงงาน" ในถิ่นนั้น หรือจากบัญชี "โรงงาน" ว่าเป็นของใคร?

         เพราะถ้าหากเอาปัจจัยการใช้แรงงานมาเป็นตัวตั้ง ก็น่าจะคิดออกว่า "วัตถุที่ต้องแบกหามหนัก 100 กิโลกรัม" ไม่ว่าจะเอาไปชั่งที่จังหวัดใด? มันก็จะต้องหนัก 100 กิโลกรัม เท่ากันอย่างไม่มีข้อสงสัย เพราะแรงดึงดูดของโลกในเขตประเทศเราย่อมไม่มีข้อแตกต่างกัน เมื่อมีการตั้งเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำในเขตใดสูงที่สุด จำนวนผู้ใช้แรงงานย่อมไปกระจุกตัวกันอยู่ที่นั่นเป็นธรรมดา

         แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ค่าแรงของผู้ใช้แรงงานตลอดทั้งปีน่ะ ยังไม่เท่ากับเงินเดือนเพียงเดือนเดียวของคนหลายๆ คน ที่ไม่เคยควักกระเป๋าใช้เงินเดือนของตนเองซักกะบาทด้วยซ้ำ แต่อาศัย "กินตามน้ำ" แค่พออิ่มไปทั้งตระกูลเท่านั้นเอง

ตัณหาและบ้านเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          การได้มีช่วงเวลาเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ทำให้มีโอกาสได้พิจารณาถึงวิถีทางของชีวิตได้อย่างอิสระ มองภาพต่างๆ ได้กว้างมากขึ้น หลายคนเรียกวิธีการนี้ว่า การปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก ซึ่งกล่าวได้ว่าในทางสังคมแล้วจะถูกระบุว่าเป็นบุคคลที่ควรเข้าพบจิตแพทย์ได้แล้ว นั่นคือวิธีการคิดของนักวิชาการที่เดินอยู่บนเส้นทางของสังคม เป็นแนวความคิดของกลุ่มบุคคลที่ยังคงวนเวียนอยู่ในกระแสของวัตถุนิยม มองความอิสระทางความคิดและจิตวิญญานของบุคคลอื่นเป็นเพียงสิ่งเพ้อฝันของคนใกล้บ้าทำนองนั้น
          เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าระหว่างความบ้ากับอัจฉริยะนั้นมีเส้นแบ่งที่เบาบางมาก อัจฉริยะหลายคนกว่าที่คนอื่นจะรู้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี เนื่องจากสังคมในช่วงเวลานั้นไม่ยอมรับ ดังนั้นการตัดสินความคิดของคนอื่นด้วยตัวของเราเองไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องเสมอไป หากเราคิดว่าสิ่งนั้นถูก คนอื่นก็อาจคิดว่าเราผิดได้เช่นกัน ในบางเรื่องอาจมีหลายคนเห็นพ้องกับความคิดของเรา แต่ในขณะเดียวกันอาจมีหลายคนมีความเห็นขัดแย้งไม่เห็นด้วยกับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา นี่คือข้อขัดแย้งทางสังคม อันเกิดจากความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล
          หากตัดความเป็นตัวตนออกไปเสียจากความคิดและนำข้อขัดแย้งนั้นมาพิจารณาด้วยเหตุผลที่เป็นธรรม ด้วยคุณธรรม จริยธรรม คำนึงถึงความถูกต้องในความเป็นจริง มากกว่าด้วยเหตุผลทางกฎหมาย ทุกเรื่องก็จะมีทางออกที่สมบูรณ์ก่อให้เกิดประโยชน์กับสาธารณะอย่างแท้จริง สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคมได้ในที่สุด
          ต้องยอมรับความจริงในข้อหนึ่งที่ว่า ตัณหา คือบ่อเกิดของปัญหาทั้งปวงในสังคม หากละทิ้งหรือปล่อยวางตัณหาลงแล้ว สังคมก็จะพบกับความสงบสุขได้ในทันที แต่ก็มีเพียงน้อยคนที่จะยอมรับความเป็นจริงในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันมีอยู่จริง ตัวตนของตัณหานั้นไม่มี น้ำหนักของตัณหานั้นไม่มี แต่กลับมีพลังอำนาจมากพอที่จะสร้างความพินาศ ความขัดแย้ง การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้กับคนในสังคมได้อย่างมหาศาลไร้ขีดจำกัด


          ตัณหา นั้นสามารถสร้างความสุขให้กับทางกายเท่านั้น เราพอใจกับความร่ำรวย อำนาจบารมี ตำแหน่งหน้าที่ ทรัพย์สินเงินทอง ดำรงชีวิตอยู่อย่างคนมีระดับในการจับจ่ายใช้สอยอย่างฟุมเฟือย เพื่อแสดงถึงระดับฐานะที่สูงกว่าผู้อื่นในทางสังคม แต่ทุกอย่างก็จะเป็นดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ ว่าเราต้องลงทุนด้วยการเผาไหม้ใจของเราเอง เรากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์มาได้มากเพียงใด ก็ย่อมสร้างความโกรธแค้น ชิงชัง เศร้าเสียใจ ให้กับผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้นเท่าเทียมกัน ซึ่งหากผลประโยชน์ที่ถูกกอบโกยไปเหล่านั้นเป็นของประเทศชาติ ประชาชนทั้งแผ่นดินก็ควรจะมีโอกาสได้รับรู้ถึงความเจ็บแค้นนี้เช่นกัน
          แต่ ตัณหา นั้นตามหลักการแล้วเชื่อว่าสามารถปิดบังได้แม้กระทั่งความคิดอ่านที่มีเหตุ มีผล ของบุคคลที่จมปลักอยู่ในห้วงของมัน


          ผู้นำบางคนพยายามปลูกฝังเยาวชนและคนในชาติให้เป็น คนเก่ง 
          แต่ไม่เคยคิดที่จะปลูกฝังเยาวชนและคนในชาติให้เป็น คนดี

          ..... นั่นคือวิสัยทัศน์ของผู้นำ? 
          ..... แล้วประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางใด?
          ..... และประชาชนจะมุ่งหวังอะไรจากการทำความดีเพื่อบ้านเมือง?
          ..... หากประเทศชาติเกลื่อนกลาดไปด้วยผู้นำที่มีแต่ตัณหา




- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -