บทความยอดนิยม

Archive for กันยายน 2010

กฎหมายมีเพื่อใคร?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
           โดยปกติวิสัยแล้วจะไม่ค่อยชอบสอดหน้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการบ้านการเมืองนักหรอก เพราะมันไม่ค่อยจะมีผลดีต่อสุขภาพจิตและบางครั้งมันก็อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพกายด้วยในบางกรณี ซึ่งมีตัวอย่างจารึกเอาไว้มากมายในประวัติศาสตร์การเมืองบ้านเรา แต่บางครั้งเมื่อเอาบทบัญญัติของกฎหมายมานั่งอ่านแล้วก็พยายามมองในมุมของผู้ยกร่างดูว่า เขาคิดอย่างไร ? มีจุดมุ่งหมายที่แท้จริงอย่างไร ? ในการออกกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็มามองในมุมของผู้ถูกปฏิบัติบ้างว่ามีผลกระทบอย่างไร ? และได้ประโยชน์อะไร ? จากกฎหมายที่ออกมามีผลบังคับใช้กับประชาชน (ซึ่งหากมองในแนวความคิดทางการเมืองแล้วก็หมายความว่า ประชาชนมีส่วนในการออกกฎหมายมาบังคับใช้กับตนเอง โดยไม่สามารถคัดค้านได้) มันก็เป็นเรื่องของหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยน่ะเอง อย่าไปคิดมาก

           ที่อยากจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ถ้าจำไม่ผิด กฎหมายฉบับนี้ยกร่างขึ้นมาเพื่อใช้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นซึ่งเป็นยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แล้วควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่จริงๆ จึงมีการเข็นกฎหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อให้อำนาจแก่ทหารในการดำเนินการทางลัดเกี่ยวกับการปราบปรามการก่อความไม่สงบ อันเป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อนกับอำนาจของกฎอัยการศึกที่ทหารมีอยู่ในมือ นัยว่าเพื่อให้ดูดีขึ้น แต่ตามหลักการแล้วก็ไม่ได้มีส่วนแตกต่างกันนักในสาระสำคัญของกฎหมายและวัตถุประสงค์หลักที่มีอยู่ นั่นคือ การหลบเลี่ยงการใช้อำนาจตามกฎหมายของบ้านเมืองที่มีผลบังคับใช้อยู่ (ไม่รู้ว่ากี่ฉบับ) แต่ไม่มีใครสนใจจะใช้มันอย่างจริงจังซักที และอันที่จริงแล้ว เรื่องของการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนั่นก็เคยมีออกมาแล้วก่อนหน้านั้นแต่ไม่ได้งัดออกมาใช้แสดงอำนาจบ่อยนักเลยดูไร้อำนาจน่ะเอง

           ส่วนเหตุผลที่ใช้นำมาประกอบคำที่ว่าเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายหลักนั่นก็เป็นคำเกริ่นของตัวพระราชกำหนดนั่นเอง "พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๐ และมาตรา ๕๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย" นี่แหละแหล่งให้อำนาจที่แท้จริงของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมีบทบัญญัติการกระทำหรือห้ามกระทำไว้ตามมาตรา 9 ของ พรก.ฉบับนี้ ส่วนอำนาจของรัฐนั้นจะมีใส่อยู่ใน มาตรา 11 และยังมีต่อท้ายอีกด้วย มาตรา 16 ก็ไปหาอ่านเอาเองก็แล้้วกัน เพราะอ่านมาหลายหนหลายรอบยังคงรู้สึกปวดหัวกับกฎหมายของบ้านเราเต็มที

           ในบางกรณีกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมประชาชนก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ้านเมือง หากผู้มีอำนาจใช้อำนาจอย่างเที่ยงธรรมและเสมอภาค ไม่เลือกปฏิบัติ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติมีความจริงใจที่จะปฏิบัติ แต่สำหรับการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้เพียงเพื่อริดรอนขัดขวางความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเป็นสิ่งไม่สมควร เพราะเรื่องของประชาชนบางเรื่องควรให้ประชาชนเป็นผู้เลือกเอง การสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้สับสนดูเหมือนจะเป็นแนวทางหลักของการเมืองในการที่เบนความสนใจของประชาชนให้หันเหออกไปจากวิถีทางที่ตนและพวกพ้องมุ่งหวัง เรื่องอะไรก็ไม่รู้ ? และก็อย่าไปอยากรู้มันเลย

           การรู้ไปหมดทุกเรื่องอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สังคมใหม่

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดเกี่ยวกับการดำรงชีวิตคือการได้รับหมายเรียกคดีมโนสาเร่(12 ก.) จากศาลจังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2546 เป็นคดีหมายเลขดำที่ ม 216/2546 ระหว่าง ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) ฯ โจทก์ กับ ร้อยเอก กุรุ  เซ็นซิริวัฒนา(ผู้กู้) จำเลยที่ 1 และ ร้อยเอก ชนินท์  เพชรรัตน์ (ผู้ค้ำประกัน)จำเลยที่ 2 ข้อหาหรือฐานความผิด สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันจำนวนทุนทรัพย์ 32,260.51 บาท โดยท้ายคำฟ้องแพ่งขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 32,260.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 23695.79 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยทั้งสองชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ด้วย
          ผลที่ติดตามมาคือการดำรงชีวิตอยู่กับความวุ่นวายในการเดินทางเข้าให้ปากคำอีกสามครั้งภายในเวลาสองปีหลังจากนั้น ก่อนที่จะมีคำพิพากษาของศาลออกมา และการใช้ชีวิตอยู่แบบมนุษย์เงินเดือนก็เริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงินเพราะไม่สามารถขอกู้เงินได้จากแหล่งหลักของอาชีพ รวมถึงการถูกขึ้นบัญชีดำไว้กับทุกธนาคาร สถาบันการเงินภายในประเทศทุกแห่ง ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการไปสร้างหนี้นอกระบบมาต่อเนื่องยาวนาน
          สาเหตุของการถูกฟ้องร้องครั้งนี้เกิดจากความไม่มีจิตสำนึกในความรับผิดชอบการกระทำของผู้กู้ ซึ่งไร้จริยธรรมและขาดวินัยอย่่างเห็นได้ชัด ก่อให้เกิดผลกระทบกับชีวิตของผู้ค้ำประกันที่นับได้ว่ามีพระคุณอย่างสูงต่อตน ส่วนตัวเองกลับวิ่งเต้นขอย้ายไปต่างพื้นที่ มีความก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ ได้รับการแต่งตั้งยศสูงขึ้น จริงอยู่ตัวเองอาจจะมองเห็นว่าเงินจำนวนนี้มันน้อยนิด น้อยกว่าเงินเดือนเพียงเดือนเดียวของตนด้วยซ้ำไป แต่กรุณาระลึกไว้ด้วยว่าเงินจำนวน 23,695.79 บาท ได้เปลี่ยนชีวิตคนไปคนหนึ่งแล้วเกือบ 10 ปี
          ถึงแม้ว่าเงินจำนวนนั้นจะได้มีการชำระหนี้เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2548 แต่จนถึงวันนี้ (16 กันยายน 2553) แบบคำขอกู้เงินจากธนาคารทหารไทยก็ยังคงถูกปฏิเสธการอนุมัติให้กู้ เหตุผลคงไม่ต้องพูดถึงแล้วว่าเครดิตที่ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่เกิด ก็ยังคงเป็นคนที่ไม่มีโอกาสจะมีเครดิตให้ใครเชื่อถืออยู่เช่นเดิมจากการค้ำประกันสัญญาเงินกู้ฉบับเดียว และด้วยเงินเพียง 23,695.79 บาท
          ทั่วแผ่นดินไทยมีผู้คนมากหน้าหลากหลายอาชีพ มีข้าราชการชั้นสูง มีนักการเมือง ที่สรรหาโครงการใหญ่ๆ มานำเสนอ มุ่งหน้ากอบโกยแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากเงินงบประมาณแผ่นดินมากมาย มีนักธุรกิจที่ปลิ้นปล้อนขอกู้เงินจากแหล่งเงินทุนนับร้อยนับพันนับหมื่นล้านในทุกวัน แล้ววันต่อมาก็ถูกฟ้องล้มละลาย เพื่อที่จะไปก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาแล้วก็เริ่มต้นวงจรอุบาทว์ต่อไป

          หรือแผ่นดินนี้จะต้องมีแต่คนเลว ?

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -