บทความยอดนิยม

Archive for สิงหาคม 2010

พรรคการเมือง

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          ถ้าหากจะมองพรรคการเมืองว่า คือ ผู้กำหนดทิศทางในอนาคตของประเทศชาติ ก็จะต้องมองให้ลึกไปถึง "นโยบายของพรรคการเมือง" นั้นว่าให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเรื่องใด และยึดเอาเรื่องใดเป็น หัวใจในการก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนโดยรวม
           การวางแนวนโยบายของพรรคการเมือง ส่วนมากจะมุ่งไปที่่เรื่องต่างๆ ตามความต้องการของประชาชนอยู่แล้ว และ คณะราษฎร ก็ระบุไว้เป็นหลักสำคัญ 6 ประการ อันเป็นเหตุผลสำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็น ระบอบประชาธิปไตย ที่เคยถูกเขียนไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มมี รัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อปี 2475

          โดยหัวข้อหลักของแนวนโยบายในการบริหารประเทศของทุกพรรคการเมืองจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันเสมอ โดยจะต้องมีการกล่าวถึง

  1. ด้านเศรษฐกิจ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง มีการระดมทุนช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ อย่างทุ่มเท โดยมุ่งไปที่อุตสาหกรรมการส่งออกเป็นหลัก แม้กระทั่งในวันนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่า รายได้หลักของประเทศนี้เป็นผลประโยชน์ของใคร ? 
  2. ด้านโครงสร้างพื้นฐานโดยรวมของประเทศจากการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ที่มุ่งถมเงินทองสร้างความเจริญด้านการขนส่ง ด้วยถนน สะพาน อุโมงค์ รถไฟ้าบนดิน ใต้ดินและเหนือพื้นดิน การก่อสร้างที่อยู่อาศัย อาคารพานิชย์ ตึกสูงระฟ้าให้กับ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศ ด้วยงบประมาณที่เมื่อนำมาคิดดูคร่าวๆ เกือบเท่ากับการลงทุนในชนบทกว่าค่อนประเทศ ซึ่งบางพื้นที่ผู้เฒ่าที่เกิดมานานจนเกือบแก่ตายก็ยังไม่มีวาสนาได้เห็นถนนผ่านหน้าบ้านตนเอง บางหมู่บ้านก็ยังไม่เคยเห็นแสงไฟฟ้า บางหมู่บ้านไม่รู้จักน้ำประปา บางหมู่บ้านมีรถเมล์เก่าๆ วิ่งเข้าออกจากหมู่บ้านแค่เที่ยวไปเช้าแล้วก็กลับมาตอนเย็นเท่านั้น 
  3. ด้านสังคม โดยหันมาให้ความสนใจต่อ นโยบายเศรษฐกิจชุมชน มากขึ้นกว่าก่อน แต่การส่งเสริมภาคพลเมือง บนพื้นฐานของการให้ เป็นเพียงแนวนโยบายแบบประชานิยมเท่านั้นเอง เงินเหล่านั้นไร้ค่าสำหรับบางชุมชนเพราะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรมากไปกว่าการมีโอกาสได้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ่ และการสร้างโอกาสให้กับบางครอบครัวที่อาศัยเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้นักวิชาการที่ยืนอยู่บนหอคอยงาช้างย่อมมองไม่เห็น แม้จะรู้ความจริงดีก็ตาม  
  4. ด้านสาธารณสุข ด้วย นโยบายรักษาพยาบาลฟรีแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้เท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ แต่ในความเป็นจริง มาตรฐานในการรักษาพยาบาลย่อมไม่สามารถเท่าเทียมกันได้ด้วยเหตุผลหลายประการ อวัยวะบางชิ้นมีราคาสูงเมื่อต้องการเปลี่ยนถ่าย ยารักษาโรคอย่างเดียวกันมีผู้ผลิตหลายราย และข้อสำคัญที่สุด ประเทศเรามีโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่ามาตรฐานระดับนั้นสำหรับคนมีเงินที่สงวนสิทธิ์เอาไว้  
  5. ด้านการศึกษา ที่มีการโหมประชาสัมพันธ์ต่อยอดกันมาโดยตลอดในโครงการเรียนฟรี 12 ปี จากเดิมที่ต้องลำบากแสนเข็ญกว่าจะส่งลูกเรียนจบ ป.6 ป.7 เผลอๆ จะติดคุกเอาถ้าลูกไมไปเรียนหนังสือ และวิวัฒนาการของสังคมก็บีบรัดให้ต้องส่งลูกเรียนให้สูงที่สุด ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ซึ่งโครงการเรียนฟรี ก็อย่าหวังว่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน เพราะ เงินค่าเล่าเรียนกับเสื้อผ้า 2 ชุดต่อปีน่ะไม่กี่บาทหรอก แต่เงินบำรุงห้องสมุด เงินค่าห้องทดลอง เงินบำรุงห้องโสตทัศนศึกษา เงินค่าประกันชีวิต เงินค่ากิจกรรมและค่าเอกสารการศึกษาจากหลากหลายบริษัท ก็เพียงพอที่จะทำให้พ่อแม่ต้องแย่งกันผูกคอตายมามากแล้ว ปัญหาที่ควรจะมองเห็น ก็น่าจะมองให้ตรงที่ตรงทางก่อนที่จะนำเสนอนโยบายอะไรออกมา
  6. ด้านเกษตรกรรม ซึ่งในยุคปัจจุบันดูจะด้อยความสำคัญและถูกลดบทบาทลงไป จนกำลังจะถูกกลืนหายไปในการกำหนดนโยบายหลักของทุกพรรคการเมืองเสียแล้ว ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุน่าจะมาจากหลายปัจจัย หนึ่งก็คือ เกษตรกรส่วนมากขายพื้นดินให้กับนายทุนไปสร้างบ้านจัดสรร หรือสนามกอล์ฟหมดแล้ว สองก็คือ ที่ดินบางแห่งที่ถูกนายทุนซื้อไปถูกปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ารอให้ถนนตัดผ่านเพื่อเพิ่มมูลค่าของที่ดินผืนนั้น สามก็คือ บรรดาเกษตรกรเปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักการเมืองตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ แล้วก็เปลี่ยนเส้นทางทำมาหากินไปเสียแล้ว  สี่ก็คือ เกษตรกร กำลังจะแปรสภาพไปเป็นนักการเมืองโดยไม่รู้ตัว เมื่อผลผลิตตกต่ำก็ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลช่วย แต่พอผลผลิตราคาสูงขึ้นก็จะถูกชาวบ้านออกมาเดินขบวนประท้วงไม่ยอมซื้อทำให้ผลผลิตเสียหาย เกษตรกรก็จะออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยอีก ห้า เกษตรกรตายไปเพราะความยากจน ที่ดินของตนก็ขายไปหมดแล้ว
          หากพูดถึงนโยบายของพรรคการเมืองแล้วก็ยังนึกวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ คือ ทุกนโยบายที่เขียนไว้ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้ตามที่เขียนไว้แม้แต่พรรคเดียว 
          
          อยากจะวางนโยบายอะไรก็ทำไปเถิด ..... ขออย่างเดียว
          ให้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน 

การเมืองเพื่ออะไร?

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
          ในยามที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในบ้านเมืองเราทุกครั้งนั้น จะเห็นได้ว่าสาเหตุมักจะเริ่มต้นจากเรื่องที่ดูไร้เหตุผลพอที่จะรับฟัง อาจจะเกิดจากเหตุผลเกี่ยวกับความขัดแย้งด้านการเมือง ด้านตัวบุคคล ด้านแนวความคิด หรืออีกหลายเหตุผล แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ เนื่องมาจากความขัดแย้งในด้านผลประโยชน์ ซึ่งควรจะผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่จะเป็นการแก่งแย่งช่วงชิงผลประโยชน์เพื่อตนและพวกพ้อง ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติ  วิวัฒนาการทางการเมืองเปิดประตูให้บรรดา กลุ่มนายทุน นักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพล ผ้มีอำนาจในแต่ละวงการที่มีบทบาทอยู่ในสังคม เช่น วงการทหาร จากวงการสื่อสารมวลชน จากกลุ่มแรงงาน จากกลุ่มที่บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ฯลฯ เกือบท้ั้งหมดต่างก้าวเดินเข้ามาเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน มาเป็นของตนและพวกพ้องอย่างง่ายดาย ด้วยกลไกทางการเมือง ด้วยวิธีการทางนิติบัญญัติ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องที่ถูกต้องในสังคมของการเอารัดเอาเปรียบผู้ที่อ่อนด้อยกว่าทางชนชั้น ต่างคนต่างพยายามปีนป่ายบันไดขึ้นสู่แำนาจสูงสุดทางการบริหาร เพื่อปูเส้นทางไปสู่ อำนาจ บารมี การควบคุมอำนาจการบริหารประเทศ และอำนาจสูงสุดในการต่อรองทางการเมืองกับทุกฝ่าย
แม้แต่กับประชาชน 


          การเฝ้ามองพฤติกรรมของนักการเมืองระดับท้องถิ่นก็เปรียบเสมือนการเฝ้าสังเกตุวิวัฒนาการของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ซึ่งในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะเดินรอยตามเด็กชั้นประถม ซึ่งในวันต่อไปก็จะต้องลอกเลียนพฤติกรรมทุกอย่างของนักเรียนระดับมัธยมไปโดยไม่รู้ตัว หรือบางคนอาจจะมองข้ามไปถึงการลอกแบบจากระดับมหาวิทยาลัย มันเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบที่เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติของมนุษย์อันเป็นปกติวิสัย หากไม่ได้รับการสั่งสอนอบรมในสิ่งที่ถูกต้องจากบุพการี 


          ดังนั้น หากต้องการมองการเมืองอย่างเข้าใจควรจะให้ความสำคัญกับการเมืองท้องถิ่นเสียก่อน เพราะในการเมืองระดับล่างสุดที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด เราสามารถปรับแก้ทัศนคติ แนวความคิดของบรรดาท่านเหล่านั้นได้ง่ายกว่าด้วยการทักท้วงในสิ่งที่ผิดในฐานนะของ บุพการี ในฐานะของญาติ ในฐานะเพื่อน ในฐานะผู้ที่อยู่บ้านใกล้เคียง ฯลฯ
          เสียงของท่านจึงดังพอที่เขาเหล่านั้นจะรับฟัง
          เสียงของท่านมีอำนาจเพราะเป็นคะแนนเสียงหนึ่งที่มีผลในการตัดสิน

          ขอเพียงมีความเข้าใจเกี่ยวกับ "อำนาจจากคะแนนเีสียง" ของท่านและใช้อำนาจนั้นด้วย สติ ปัญญา และวิจารณญานที่ถูกต้อง เล็งเห็นถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน อย่างแท้จริง
          เท่ากับท่านได้ทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์แล้ว ในการใช้สิทธิตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

อยากชวนให้ร้องเพลงนี้ด้วยกันนะ 




ส่วนใครจะคิดอย่างไร ? อยากจะทำอะไร ?
ก็เป็น "สิทธิ" ของแต่ละบุคคล

วิถีมนุษย์

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การหายหน้าหายตาไปจากบ้านไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่อยู่ที่บ้าน แต่อาจจะเป็นความต้องการที่จะอยู่ให้ห่างจากสายตาของผู้อื่นเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลส่วนตัวบางประการ นั่นคือความต้องการของเราซึ่งย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ หรือส่งผลเสียต่อจิตใจอันบอบบางของชาวโลก หรือมีผลก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อื่นอย่างแน่นอน

เพราะนี่เป็นหนึ่งในสิทธิส่วนบุคคลที่ได้รับมาตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นสิ่งเดียวที่ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น สิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และทุกคนควรมีเสรีภาพที่จะได้ใช้มันภายใต้ขอบเขตของสำนึกที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล เนื่องจากมาตรฐานของ "สำนึก" แต่ละคนย่อมไม่เท่าเทียมกัน การตีความถึงความหมายของขอบเขต "สิทธิและเสรีภาพ" ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน นั่นคือมูลเหตุสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน

สังคมเรายุคนี้ แม้จะมีหลากหลายรูปแบบการปกครอง หลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายคำสอนทางศาสนา แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเสียทั้งหมด เนื่องจากพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ของทุกคนนั้นกล่าวได้ว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน นั่นคือ
- มีความพอใจเมื่อได้รับในสิ่งที่ตนต้องการ
- มีความไม่พอใจเมื่อไม่ได้รับสิ่งที่ตนต้องการ
- มีความเสียใจเมื่อสูญเสียในสิ่งที่ตนรัก
- มีความดีใจเมื่อสิ่งที่ตนไม่ชอบถูกทำลาย

มาตรฐานในความเป็นมนุษย์ขึ้นอยู่กับวิธีการควบคุมร่างกายและจิตใจของแต่ละคน นั่นเป็นเหตุแห่งความแตกต่างกันของแนวทางการดำเนินชีวิต การก้าวเดินไปตามกระแสสังคมอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน มีความยับยั้งชั่งใจ มี "สติ สัมปชัญญะ" ในการกระทำของตนทุกย่างก้าว ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ตนต้องการตามสิทธิและเสรีภาพภายในขอบเขต ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือก่อให้เกิดผลเสียหายต่อผู้อื่น ย่อมพาให้เราเดินไปบนเส้นทางชีวิตอย่างมั่นคง และเป็นสุข

ในทางกลับกันหากการก้าวเดินของชีวิตทุกย่างก้าวเป็นไปด้วย "ตัณหา" ชีวิตก็จะร้อนเร่าด้วยไฟที่แผดเผาในทุกก้าวย่างของเส้นทางชีวิต วนเวียนอยู่กับ อารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง มัวเมาอยู่กับ "ตัณหา" และความสุุขเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก่อนที่จะก้าวเดินไปบนไฟตัณหาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดวนเวียนอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะสิ้นลมหายใจ

ยืนยันอีกครั้งว่า จนถึงวันนี้......ยังไม่ได้บวชรอบที่ 2
ยังคงดื่มเบียร์อยู่เป็นนิจ ... อิอิอิ

มีวิดีโออยู่เรื่องหนึ่งที่อยากให้ได้ดูกัน อาจจะช่วยสร้างแนวคิดใหม่ๆ หรือเปลี่ยนวิธีการคิดของบางคนได้ เพราะชีวิตทุกชีวิตในโลกนี้ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับโชคดีหรือสมบูรณ์พร้อมได้ทุกคน และบางคนก็ไม่มีสิทธิที่จะเลือกว่าอยู่หรือตาย แต่สังคมกลับเป็นผู้เลือกที่จะกำหนดเอาว่า ใครที่สมควรจะตาย เพื่อให้อีกชีวิตหนึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้

ไม่ใช่เรื่องเศร้า .. สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นชีวิตหนึ่ง .. ผู้ที่ได้รับเลือกให้มีชีวิตอยู่
ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี ... สำหรับผู้ที่ต้องทำลายอีกชีวิตหนึ่งลงไป โดยไม่มีสิทธิ



โลกนี้โหดร้ายเสมอมาไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ขอแนะนำให้ปิดเสียงของวิทยุด้านล่างก่อนเปิดชมนะครับ

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -