บทความยอดนิยม

Archive for มิถุนายน 2010

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
อ่านหนังสือพิมพ์วันนี้ก็เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องราวที่เบี่ยงเบนไปในแนวทางสร้างสรรค์น่าใส่ใจซักเท่าไหร่ แต่มีแนวโน้มคล้อยเอนไปในแนวละครน้ำเน่ามากกว่าเพียงแต่เปลี่ยนบทไปบ้างในบางช่วงบางตอน หันเหออกจากบทรักหวานเลี่ยนเอียนอารมณ์หรือบทซาบซึ้งตรึงใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งบทอิจฉาริษยาที่เคยคุ้นเพีงแต่ปรับรูปแบบ โดยหันมาใช้ตัวละครผู้ชายแสดงแทน ทำให้มองดูแปลกพิลึกออกไปบ้าง ส่วนบทชิงรักหักสวาทที่เริ่มรำคาญตัวเองขึ้นมาบ้างแล้วก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นบทชิงบ้านชิงเมือง ชิงดีชิงเด่น เป็นการถาวร สำหรับเนื้อหาก็ยังพยายามรักษารูปแบบไว้ดังเดิมด้วยการวนเวียนไปมาอยู่แต่เรื่องเก่าชนิดที่คนดูรู้ตอนจบตั้งแต่เริ่มต้นเรื่อง

โลกเรามีความจริงอยู่สิ่งหนึ่งตลอดมาตั้งแต่โลกเราเริ่มจำความได้ นั่นคือ การแบ่งออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน มีธรรมะ มีอธรรม มีสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอยู่เสมอไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น แม้บางเรื่องเราจะเห็นว่าทั้งสองฝ่ายไม่ถูกใจเราแต่ลึกลงไปในใจความเอนเอียงย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพียงแต่เราไม่ยอมรับมันเท่านั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกไม่มีความเป็นกลาง ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ตั้งตรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ล้มลงไปข้างหนึ่งข้างใด

เว้นแต่ว่า สิ่งนั้นถูกฝังรากลึกลงไปในพื้นดินอย่างแน่นหนาหรือถูกยึดเหนี่ยวให้ตั้งตรงอยู่ด้วยเครื่องค้ำยันอะไรบางอย่าง สิ่งหนึ่งที่ฝังรากลึกลงไปจนสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว คือ "สันดาน" เป็นที่ยอมรับมาแต่ยรรพกาลว่าสันดานย่อมสืบเชื้อสายถ่ายเทลงไปสู่รุ่นลูกหลานเป็นปกติวิสัย นอกจากบางครั้งที่มีแตกกอผ่าเหล่าออกไปบ้างก็เป็นปกติธรรมดาเช่นกัน เป็นการถ่ายทอดความรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม ในการประพฤติปฏิบัติในสังคมได้อย่างมีหลักการ เที่ยงตรง และคำว่าสันดานไม่ใช่คำหยาบหรือน่าระคายเคืองหูเพราะเป็นคำไทยที่สื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดถึงความต่อเนื่องทางวิวัฒนาการของคน แม้แต่ภาษากฎหมายยังมีคำว่า "ทายาทโดยสืบสันดาน" ให้ได้ยินบ้างเหมือนกัน

อีกสิ่งหนึ่งคือการยึดมั่นในหลักการด้วยการค้ำยันด้วยเครื่องยึดเหนี่ยวบางอย่าง เช่น ด้วยวินัย ด้วยกฎระเบียบ ด้วยกฎหมายบ้านเมือง ด้วยคุณธรรม ด้วยจริยธรรม ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องมีการยึดมั่นอย่างแท้จริงแม้จะไม่จริงใจก็ตาม ต้องตั้งมั่นไม่ยอมให้มีความโอนเอนไปหาด้านหนึ่งด้านใด

แต่นั่นเป็นเพียงความรู้สึกว่าควรจะเป็นเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงในสังคมบ้านเรา

ผ่อนคลายอารมณ์บ้างดีกว่านะด้วยเพลง นางครวญ เหรียญทอง King's cup รายละเอียดดูเอาครับ เผื่อจะหันเหมาหาฟัง "เพลงไทย" จริงๆ กันบ้างเพื่อหลีกหนีจากอารมณ์ดุดันของสังคมปัจจุบัน

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
เปิดหนังสือพิมพ์อ่านตามปกติในวันนี้(20มิ.ย.53)แล้วก็พบข้อความบางส่วนจากลิงค์ของ http://www.komchadluek.net/detail/20100620/63539/ทักษิณทวิตอัดรบ.แกล้งผู้ไขว่ขว้าปชต..html ดังนี้

"ช่วงนี้ประเทศไทยเป็น เผด็จการยิ่งกว่าช่วงปฏิวัติมีการดำเนินคดีผู้ทีไม่ใช่พวกรัฐบาลโดยไม่ใช้ หลักนิติธรรมและกระบวนการพิจารณาคดีตามป.วิอาญา ปากบอกปรองดองแต่พฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแก ปรองดองในความหมายของรัฐบาลคือปราบคนไทยผู้ไขว่คว้าปชต. ปรองดองที่แท้จริงต้องหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกัน

เราคนไทยด้วยกันอยากเห็นประเทศเจริญประชาชนมีสุขสถาบันฯรุ่งเรือง ต้องหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันแบบไทยด้วยกันเราเสียหายมาเยอะแล้วคนเลวกำลัง ได้ดี ได้ดีบนซากสลักหักพังของชาติความทุกข์ยากของประชาชนความสูญเสียโอกาสของชาติ ความเสื่อมโทรมของระบบทุกระบบโดยเฉพาะยุติธรรมและความเคารพศรัทธาต่อกัน

ถ้าบ้านเมืองไหนระบบทำงานไม่ได้คนเลวได้ดีจนข้าราชการต้องยำเกรงเพราะมี อำนาจจัดการสั่งการได้ย่อมอันตรายอย่างยิ่งขอให้ทุกฝ่ายมีสติ/หยุดคิดสัก นิด หันหน้ามาคุยกันดีกว่าผมพร้อมให้ความร่วมมือทุกฝ่ายขอให้ปล่อยวางให้ได้ไม่ ต้องห่วงเรื่องส่วนตัวผม เอาชาติ เอาประชาชน เอาสถาบันฯ เป็นตัวตั้งหลัก

ที่พูดเช่นนี้เพราะผมเห็นว่าขืนปล่อยไว้นาน จะแก้ยาก ทุกภาคส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม จะกร่อนลงไปเรื่อยๆ ท่านที่ตั้งแง่ใส่ผมเพราะไม่ชอบหรือถูกมอมเมาข้อมูลผิดๆมาตลอดก็ดีต้องมีสติ อย่ารีบโดดเข้าร่วม ให้นึกถึงชาติที่เราเกิด เพื่อนร่วมชาติ และสถาบันฯ

แล้วถามตัวเองว่าที่ผมพูดมามันถึงเวลาแล้วยังที่เราจะได้เห็นประเทศไทย กลับมาเหมือนเดิมไม่หูเบา พินิจพิเคราะห์ด้วยเหตุและผล ลดอารมณ์และฐิติลง ขอให้ประเทศไทยรุ่งเรือง มีคนมาเที่ยวมาลงทุน คนไทยยิ้มให้กันได้ไม่แบ่งแยกมีความสุข มีรัฐบาลที่ไม่ใช้คนเลวปกครองข้าราชการ ความยุติธรรมกลับคืน"

บอกตรงๆ ว่าชอบใจอยู่หลายประโยคโดยเฉพาะช่วง .....ถ้าบ้านเมืองไหนระบบทำงานไม่ได้คนเลวได้ดีจนข้าราชการต้องยำเกรงเพราะมีอำนาจจัดการสั่งการได้ย่อมอันตรายอย่างยิ่ง ...... และ ....... มีรัฐบาลที่ไม่ใช้คนเลวปกครองข้าราชการ ......
สะใจที่สุด ไม่รู้ว่าคนเขียนคิดได้ไง แล้วก็พูดออกมาได้ยังไงโดยที่ยังลืมตาอยู่ เรื่องนี้คงต้องยกผลปะโยชน์ให้กับคำว่า "นักการเมืองอาชีพ" ที่พร้อมจะกลืนกินน้ำลายของตนเองได้เสมอโดยไม่มีความละอายใจ(ยังนึกถึงภาพตอนถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วตามลงไปเลียกินไม่ออกว่าภาพจะออกมาเป็นยังไง ... สยอง ) และคนประเภทนี้จะมีข้อแตกต่างกับคนอื่นในการตกแต่งบ้าน เพราะภายในบ้านจะไม่มีกระจกเงาแม้แต่บานเดียว

ขนลุกกับคำกล่าวของท่านผู้นั้น รู้สึกตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออก

แต่ไม่รู้สึกเชื่อเลยแม้แต่ประโยคเดียว ... ไม่รู้เป็นไงซิ

ฟังเพลงดีกว่าวันนี้ขุดลงไปในอดีตอีกนิด จาก The Platters ด้วยเพลง Smoke Gets In Your Eyes เผื่อใครจะหายมึนแล้วก็พอจะนึกออกว่าตัวเองเป็นใคร เคยทำอะไรไว้แล้วก็กำลังถูกควัน "ตัณหา" ครอบคลุมดวงตาอยู่หรือเปล่า

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

               เคยตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง เมื่อประสบกับข้อขัดข้องหมองใจในเรื่องความลำเอียงหรือการเลือกปฏิบัติของข้าราชการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างชัดเจน แต่เมื่อย้อนกลับไปมองอดีตก็ต้องยอมรับความจริงในข้อที่ว่า “ระบบอุปถัมภ์” นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่ยุคโบราณนานมาแล้ว จนยึดถือเป็นส่วนหนึ่งของขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเมืองแห่งวิถีพุทธ ที่มีเรื่อง “บุญคุณ” และ “ความแค้น” เป็นแนวทางชีวิต(ยังกะละครน้ำเน่าแน่ะ) แม้กาลเวลาจะผ่านเลยไปไกลเพียงใดก็ตามที แม้ว่าโลกจะหมุนเอาวิวัฒนาการก้าวหน้าทางการเมืองการปกครอง ทางสังคม มาให้เราชื่นชมมากมายหลายเรื่องแตเราก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับ “ระบบอุปถัมภ์” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขจัดช่องว่างระหว่างชนชั้นทางสังคมไทยที่นับวันก็ยิ่งห่างออกไป มีการแบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นพวกชัดเจนมากยิ่งขึ้น

               ก่อนหน้านั้นบ้านเมืองมีปัญหาจากสาเหตุหลากหลายปัญหาที่คนเราเพียรพยายามสร้างกันขึ้นมาเอง มีการแบ่งแยก ”ที่มา” อาจจะโดยสถาบัน โดยชาติกำเนิด โดยฐานะทางการเงิน โดยอำนาจบารมี โดยอิทธิพลมืด ฯลฯ แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเพราะจากเรื่องนั้นจะเริ่มขยายขอบเขตออกเป็นวงกว้างด้วยวิธีการต่างๆ ต่อเนื่องกันขึ้นมาเป็นระบบอุปถัมภ์มีการเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนกันและกัน มีการช่วยเหลือเจือจานกันและกัน พร้อมกันนั้นก็จะกีดกันบุคคลอื่นให้ห่างออกไปไกลจากวิถีทาง ก่อให้เกิดข้อบาดหมางกับกลุ่มอื่นๆ ที่มีการก่อร่างสร้างเครือข่ายขึ้นมาด้วยวิธีการเดียวกัน จากนั้นความบาดหมางก็จะทวีขอบเขตกว้างออกไป ใหญ่ขึ้น มากขึ้น ทุกช่วงระยะเวลา

               เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม ความสูญเสียของประเทศชาติจะเกิดขึ้น ณ จุดนี้

               ตราบใดที่ประชาชนยังคงเลื่อมใสศรัทธาต่อตัวบุคคลที่มีฐานะสูงส่งทางด้านทรัพย์สินและพูดจาในสิ่งที่ประชาชนต้องการได้ฟัง มากกว่าที่จะมองถึงคุณค่าของจริยธรรมในตัวบุคคลว่ายังมีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การเดินทางของทุกวันไม่มีจุดหมาย แต่ส่วนมากจะมุ่งย้อนกลับไปหาอดีตเพื่อค้นหาคำตอบให้กับสังคมยุคปัจจุบัน ชักชวนให้คนไทยรำลึกถึงบรรพบุรุษที่ก่อร่างสร้างเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ และมาย้อนดูตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ หากย้อนกลับไปนานมากๆ ก็จะพบว่าเหตุผลที่คนไทยถือว่า "ช้าง" เป็นสัตว์สัญญลักษณ์ประจำชาติ น่าจะมีที่มาที่ไปไม่มากก็น้อย ทำให้ต้องลุยเข้าไปในฝูงช้าง เพื่อค้นหาคำตอบ

จุดแรกในส่วนของเอกชน คือ มูลนิธิเพื่อนช้าง ของคุณโซไรดา ซาลวาลา http://www.elephant-soraida.com/ เรามาทำความรู้จักกันพอเป็นแนวทางประดับสติปัญญาไว้บ้างนิดหน่อยหากไปกระตุ้นความรู้สึกบางอย่างและสนใจจะให้ความช่วยเหลือก็คงไม่มีใครว่าอะไร

วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิเพื่อนช้าง
1. ช่วยเหลือช้างให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและในที่สุดสามารถดำรงพันธุ์และ ปรับตัวอยู่ในสภาพธรรมชาติได้
2. ช่วยเหลือผู้ที่มีอาชีพเกี่ยวข้องกับช้าง (ผู้เลี้ยงช้าง,นักวิจัยช้าง,สัตวแพทย์ช้าง ฯลฯ)
3. เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับช้าง
4. เผยแพร่ข้อมูลและรายงานสถานการณ์ช้าง ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับช้างสู่สาธารณชน
5. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณ ประโยชน์
6. ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มการเมืองหรือกลุ่ม ธุรกิจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์แต่ประการใด

มีอีกแห่งหนึ่งที่ดำเนินการโดยรัฐบาล ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดลำปางเช่นเดียวกัน ชื่อ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย http://www.thailandelephant.org/ แต่บางครั้้งก็เรียกว่า สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง
* เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลัก รับผิดชอบดำเนินการ ในการอนุรักษ์-บริบาลช้างไทย
* พัฒนาช้างเลี้ยง บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการให้ได้มาตรฐาน เพื่อก่อให้เกิดการท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์คุณภาพ
* ดำเนินการประสานในการสร้างงานให้แก่ชุมชน ที่เกี่ยวข้องกับช้าง สามารถจัดตั้งวิสาหกิจขนาดย่อม ที่พัฒนาต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง
* เสนอแนวทางการสร้างรายได้ให้ชุมชนผู้เลี้ยงช้าง มีรายได้และแหล่งเลี้ยงช้าง เพียงพอที่จะยึดอาชีพการเลี้ยงช้าง เพื่อการท่องเที่ยว และงานอื่นที่ถูกกฎหมายเป็นอาชีพหลัก ไม่ต้องนำช้างไปเร่ร่อน และทำไม้เถื่อนอีกต่อไป

การอนุรักษ์ช้างควรจะเป็นงานของคนไทยทั้งแผ่นดิน
ถ้าใครอยากรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับช้างไทยก็ควรเข้าไปอ่านเองนะที่ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง เชื่อว่าคงไม่เก็บเงินค่าวิชาแน่นอนเพราะไปอ่านมาแล้ว เผื่อว่าจะรักช้างไทย รักประเทศไทยมากขึ้น
ไปที่ http://www.lib.ru.ac.th/journal/elephant-thaihistory.html

แล้วจะพบทางสว่างรู้จักกับ "ช้าง" ในแบบที่คนไทยควรจะรู้
ไม่ใช่โหยหาพาลูกหลานไปดูแต่หมีแพนด้าอย่างหลงไหล
ขณะที่รัฐบาลก็ทุ่มเทกับการดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ทั้งอาคารหลังใหม่ติดแอร์เย็นฉ่ำ อาหารอุดมสมบูรณ์ตลอดเวลา มีคนคอยเอาอกเอาใจตลอด 24 ชั่วโมง มีหมอเฝ้าคอยดูแลรักษาใกล้ชิด
แต่กลับปล่อยให้ช้างไทยตกงานหิวโหยต้องออกจากป่า มาเดินตากแดดตากฝนหากินตามข้างถนนไปวันๆ อยู่ในเมือง อดอยากมากกว่าอิ่มหนำจนท้องกิ่วไปหมดทั้งช้าง ทั้งควาญช้าง ทั้งเจ้าของช้าง รอเวลาที่จะเดินตกหลุมตกท่อแล้วก็เป็นแผลเน่าเปื่อยจนตายไปในที่สุด

รู้สึกอัับอายบรรพบุรุษหรือไม่ ?
ที่มาทอดทิ้งผู้เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องคุ้มครองประเทศไทยไว้เมื่อครั้งอดีต

มีวิดีโอเก่าๆ ให้ชมเกี่ยวกับ มูลนิธิพาช้างกลับบ้าน ดำเนินการโดยคนต่างชาติครับ


ส่วนที่เหลือยังมีมากมายหลายแง่หลายมุม อยู่ที่ตัวเราว่าต้องการจะรับรู้เพียงใด ?
หากมีเงินเหลือใช้ก็อย่าไปทุ่มเทให้ลูกเปืดร้านผลาญไปโดยไร้ค่า
เอามมาบริจาคเพื่อช่วยช้างไทย ตายไปอาจจะยังมีคนคิดถึงบ้าง
ดีกว่าอยู่ไปก็อาย .... ช้าง
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ระยะนี้เป็นช่วงเวลาของการเดินทางเก็บเกี่ยวความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลายและก็มีอยู่มากมายในโลกที่ไม่ต้องใช้ปากให้มากความทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเมือง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ ดนตรีและภาพยนตร์ ซึ่งก็บุกลุยฝ่าสรรหาแต่สิ่งที่จะช่วยบำรุงสมองเท่านั้นแต่ในด้านที่ทำลายสมองจะไม่พยายามเข้าไปใกล้แม้แต่น้อย(แต่ก็แอบชำเลืองมองบ้างในบางหน)

วันก่อนแวะเวียนเข้าไปในบล็อคเกี่ยวกับเพลงไทยของคุณ Sweetsyrup ชื่อบล็อค http://thaichillmusic.blogspot.com/ ยอมรับว่าเคยเดินหาซื้อเพลงเหล่านี้ตามแผงมาหลายหนแต่ไม่มีโอกาสได้พบเห็นเลยแม้แต่ครั้งเดียว คราวนี้จึงได้จังหวะของการเก็บเกี่ยวบ้างและขออนุญาตทำลิงค์ไว้เพื่อเปิดทางสำหรับผู้อื่นที่สนใจใฝ่รู้ในด้านดนตรีไทยประยุกต์เข้าไปชื่นชมด้วยนะครับ เหตุผลก็เพียงเพื่อสืบสานความเป็นไทยไว้ให้ยั่งยืน(แม้ว่ามันจะดูริบหรี่ลงก็ตามทีเถอะ)

เสียงดนตรีนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสงบทางด้านจิตใจอย่างแท้จริง เพราะหากเป็นเมื่อครั้งเก่าก่อน ผู้คนจะมุ่งหน้าเข้าหาวัด เข้าหาศาสนา เพื่อผ่อนคลายความเครียดความเหนื่อยล้าในจิตใจที่่เกิดจากสภาพของสังคมที่บีบรัดเข้ามาทุกด้าน แต่ในวันนี้สถานที่ที่เคยมุ่งหวังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวบางแห่งหรือหลายแห่งกลับกลายเป็นแหล่งที่ "ซ่องสุม" ความร้อนเร่าในจิตใจให้ทวีคูณมากขึ้นกว่าเดิม จากที่เคยเลื่อมใสศรัทธาเต็มอก กลับกลายเป็นการเฝ้ามองดูด้วยความหดหู่ใจ ทำได้แค่หลับตาลงแล้วก็เปิดเพลงฟังเท่านั้นเอง

ในบางครั้งเมื่อถึงจุดหนึ่งชีวิตของผู้คนจะพบประตูแห่งความสงบสุขที่แท้จริง ...ด้วยตนเอง เพราะความสงบในจิตใจไม่สามารถเกิดได้จากการถูกชักชวนให้เชื่อฟัง หรือเกิดจากการถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม หรือเกิดจากการใช้ชีวิตล่องลอยไปตามกระแสสังคมโดยไม่ใช้ความคิดไตร่ตรองอย่างไร้จุดหมาย แต่จะเกิดความสงบก็ต่อเมื่อ จิตใจของเราเองต้องการ
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ความหงุดหงิดในอารมณ์มีจุดกำเนิดได้จากหลายเหตุผล
บางครั้งเกิดมาจากสถานการณ์บ้านเมือง จนต้องหันมมาเปิดโทรทัศน์ประเภทฟรีทีวีทั้งมวล(ที่มีอยู่นับช่องได้เหมือนเดิม) แล้วก็พบเจอรายการเกมโชว์ที่หาสาระไม่ได้มากมายก่ายกอง ได้เห็นรายการสอนทำอาหารอีกเยอะแยะ ได้เห็นการถ่ายทอดสดการแข่งขันกอล์ฟจากต่างประเทศ ได้เห็นการโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภคประเภทฟุ่มเฟือยที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ได้เห็นรายการละครโทรทัศน์ที่มีเสียงหวีดร้องตะโกนด่าทอใช้กริยาวาจาว่ากล่าวเสียดสีกับเสียงร้องให้โอดครวญเหมือนจะขาดใจ สรุปแล้วก็คือมีแต่ความรันทดของชีวิตมนุษย์ทั้งนั้น พอย้อนมารอบดึกก็มีแต่รายการมิวสิควิดีโอของบริษัทต่างๆ ที่ดาหน้ากันเข้ามาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนักร้องในสังกัดแข่งขันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

สถานีโทรทัศน์ย่อมได้รับผลประโชน์ตอบแทนจากเจ้าของรายการเหล่านี้ในอัตราที่น่าพอใจ
แค่ ... ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากรายการของสถานีโทรทัศน์เหล่านี้

ก็จะมีอยู่บ้างกับรายการเกี่ยวกับการเกษตรชาวบ้านหลายรายการ แต่ทว่ามันจะแฝงอยู่ด้วยการโฆษณาสินค้าทางการเกษตรที่กลายเป็นการชักนำเกษตรกรหันไปหาเรื่องเกี่ยวกับเคมีการเกษตรมากกว่าวิถีการเกษตรแบบชาวบ้าน

ข่าวสารที่เป็นข้อกำหนดว่าต้องมีอยู่กี่ส่วนมากน้อยเพียงใดกลับเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลกับกระบอเสียงของฝ่ายต่อต้าน ความเป็นกลางและความเป็นอิสระทางการนำเสนอที่แท้จริงเป็นเพียงเรื่องที่กล่าวถึงทางลมปาก ไม่ใช่ในความเป็นจริง สิ่งที่ต้องการมีเพียงความนิยมของผู้ชมเป็นพื้นฐานของความต้องการของผู้ควบคุมสถานีโทรทัศน์แห่งนั้น ซึ่งปัจจุบันตกเป็นของกลุ่มนายทุนโดยสมบูรณ์ ทั้งกลุ่มนายทุนทางธุรกิจสื่อสารมวลชน และกลุ่มนายทุนทางการเมือง

ขณะที่รายการดีๆ มีสาระ สร้างสรรค์สังคมต่างถดถอยออกจากวงการทีละรายการเพราะขาดผู้ให้การสนับสนุน(ซึ่งก็คือกลุ่มนายทุนที่มุ่งหวังผลตอบแทนในทรัพย์สินเงินทองมากกว่าการปิดทองหลังพระ)

ลงทุนไปติดตั้งจานดาวเทียมเสียเลยทำให้หลบไปดูรายการจากนอกประเทศได้บ้าง เนื่องจากฟรีทีวีทางดาวเทียมของไทยกลับมีเรื่องที่ไร้สาระมากกว่าปกติเกินกว่าร้อยเท่าพันทวี ทั้งรายการเพลง รายการขายสินค้าหลอกลวงประชาชน รายการสินค้าไร้สติหลากหลายชนิด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็นเรื่องของนายทุนที่มีเงินมีทองพอที่จะจ้างคนมาดำเนินการอย่างไรก็ได้ ตามที่ใจต้องการ บางครั้งก็เป็นเรื่องของลูกคนมีเงินที่อยากจะผลาญเงินพ่อแม่(ที่ได้เงินมายังไงก็ไม่รู้) ออกมานั่งจัดรายการบ้าๆ บอ ไร้สาระไปวันๆ ตามประสาคนมีเงิน

คนดูจะเป็นยังไง จะคิดยังไง ก็ช่าง .... เถอะ

ดูเหมือนว่าผู้จัดรายการท่านคงคิดถูกแล้วว่า ประชาชนทั่วไปทุกคนต้องออกไปทำงานไม่น่าจะมีคนสนใจดูรายการนักหรอก และช่วงค่ำๆ แม่บ้านทำอาหารเสร็จแล้วก็คงจะต้องมานั่งน้ำตาไหลอยู่หน้าจอทีวีติดตามชีวิตรันทดของนางเอกที่ออกแนวปัญญาอ่อน กับนางอิจฉาที่ร้ายกาจแบบสุดๆ จนแทบจะโดดออกมากัดขาคนดูได้ และพอดึกๆ พ่อบ้านก็อาจจะมาดูกอล์ฟเพื่อซ้อมท่าทางเตรียมออกไปไล่ตีหนูนาที่เข้ามาบุกลุยนาข้าว พอตกดึกลูกชายหรือลูกสาวก็จะออกมานั่งฟังเพลงจากสารพัดรายการยามดึกไปจนถึงใกล้สว่างก็ได้เวลาเข้านอนพอดี

นี่คือประโยชน์สูงสุดของโทรทัศน์ ... เพื่อประชาชนในวันนี้ และวันข้างหน้า
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
อาทิตย์หน้าจะมีการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านในละแวกใกล้เคียง เสียงรถโฆษณาหาเสียงได้ยินอยู่ทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น นโยบายที่ใช้็เลียนแบบมาจากเวทีระดับชาติอย่างครบถ้วนกระบวนความ คนเก่าก็ต้องพูดว่าเพื่อสานต่อนโยบายในการพัฒนาหมู่บ้านให้มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง(ทั้งที่มองดูแล้วก็ไม่ได้เคยสร้างประโยชน์อะไรไว้ให้เห็นซักอย่าง เคยเป็นยังไงมันก็เป็นอยู่อย่างนั้น) ส่วนคู่แข่งที่อาจจะเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้าน หรือ อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรืออดีตสารวัตรกำนัน หรือผู้สมัครหน้าใหม่จริงๆ ที่ได้ลูกยุจากหัวคะแนนนักการเมืองใหญ่ ฝ่ายนี้ก็จะชูนโยบาย คิดใหม่ ทำใหม่ (ก็ลอกเค้ามานั่นแหละ เพราะมองๆ ดูแล้วมันก็คงไม่มีทางที่จะเข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรอกถ้าเข้ามาเพราะการชักจูงของคนอื่นมันมองดูแล้วเหมือนตัวอะไรก็ไม่รู้) ที่พูดถึงนี่ไม่ใช่เพราะเหคุผลที่มาจากความเกลียดชังหรือไม่ชอบหน้าผู้สมัคร แต่เป็นเพราะมองดูรูปแบบการหาเสียงและแนวทางที่ใช้แล้วมันชวนให้เบื่อหน่ายกับ "สังคมประชาธิปไตย" ที่เป็นได้แค่ชื่อเท่านั้น การแจกเงินมีให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง เป็นการแจกแข่งกันเหมือนการประมูลสินค้า แต่นี่เป็นการเปิดประมูลตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน และคุณค่าของชาวบ้านก็จะตกอยู่ประมาณหัวละ 200 - 300 บาทเท่านั้น ไม่เหมือนกับชาวบ้านที่อยู่ในเขตเทศบาลที่มีค่าหัวในระบอบประชาธิปไตยโดยเฉลี่ย 500 - 1,000 บาท ทีเดียว ซึ่งปัจจัยนั้นขึ้นอยู่กับความเจริญของท้องถิ่น(งบประมาณของท้องถิ่น)

จะเห็นได้ว่าประชาชนโดยทั่วไปในระดับหมู่บ้านไม่เคยให้ความสำคัญกับ "สิทธิ" และ "หน้าที่" ตามระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากมองว่าไม่ได้มีส่วนทำให้ปากท้องของตนอิ่มขึ้นและมองว่าผลของการเลือกตั้งไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ กับชีวิตของตนเลยแม้แต่น้อย ซึ่งพวกเค้าก็คิดถูก ความไม่ใส่ใจในปัญหาของประชาชนจากผู้นำท้องถิ่นเป็นมานานมากแล้ว เชื่อว่าคงจะยาวนานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 ประชาชนในระดับล่างที่อยู่ในวัยทำงานเกินกว่าครึ่งหนึ่งไม่มีความรู้ พูดตรงๆ ก็คือไม่สนใจที่จะหาความรู้โดยอ้างว่าต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีลูกก็ออกจากโรงเรียนตั้งแต่ ป.6 เพื่อมาช่วยพ่อแม่ทำงาน (แปดสิบเปอร์เซนต์ในจำนวนนี้เป็นกรรมกร สูบบุหรี่ กินเหล้า เที่ยวกลางคืน ตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ถ้าพ่อแม่มีฐานะดี มีตำแหน่ง ก็จะมีโทรศัพท์มือถือ มีรถจักรยานยนต์ไว้โฉบเฉี่ยวไปมา งานก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง เงินก็ใช้ไปในทางฟุ่มเฟือยเสียมากกว่าจะสร้างตัว) ประชาชนบางกลุ่มที่ปลีกตัวจากการศึกษาหาความรู้โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ แม้จะมีโอกาสแต่ก็เกียจคร้านเกินกว่าจะสนใจ มุ่งแต่การแสวงหาทรัพย์สินเพื่อแข่งขันกันกับเพื่อนบ้าน ยอมแม้แต่การทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ นี่คืออันตรายในเส้นทางการดำเนินชีวิตของประชาชนบางกลุ่มที่ขาดความรู้

ดังนั้น เมื่อมามองประชาธิปไตยแล้วมุ่งหวังให้ประชาชนได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นด้วยการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาในปัจจุบันคือ ประชาชนมองเห็นแต่ในด้านของความเสื่อมทรามในระบอบประชาธิปไตย จากวิธีการในกาารแข่งขันหรือเสนอตัวเข้ามาทำงานในท้องถิ่นของผู้สมัคร ... ที่เลียนแบบมาจากระดับประเทศ

ความหวังที่จะได้เห็น คนดี มีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ มาทำงานให้กับท้องถิ่น ดูริบหรี่แต่ยังไม่ถึงกับหมดหวัง เพราะความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของประชาชนต้องใช้เวลาอีกยาวไกล ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของประชาชนเองว่าต้องการทำอะไรเพื่อประเทศชาติของตน

เมื่อมีความหวังก็ต้องมีการรอคอย จนกว่าโอกาสนั้นจะมาถึง
ไม่ใช่มาคอยเร่งเร้าด้วยคำพูดปลุกระดมว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ
จะทำอะไรก็ได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจมายับยั้ง
นี่คือหายนะแน่นอน
ประชาชนจะแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายรบราฆ่าฟันกันตลอดไปชั่วชีวิต
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
รูปแบบของบล็อคถูกปรับปรุงเพิ่มสาระด้านข่าวสารให้มากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย(แต่อาจจะมากไปสำหรับบางคน) ก็มีคำแนะนำอีกว่าควรอ่านไม่เกินวันละหนึ่งครั้ง เพราะการเสพข่าวสารมากจนเกินไปอาจจะทำให้เกิดอาการสมองฝ่อโดยฉับพลัน เนื่องจากข่าวสารทั้งหลายทั้งปวงที่เผยแพร่ออกมามีทั้งการตีใข่ใส่สีละเลงน้ำลายลงไปจนแทบจะมองหาความจริงไม่เจอ แล้วก็ต้องใช้วิจารณญานอย่างสาหัสในการแยกแยะผิดถูกชั่วดี ... ด้วยตนเอง

สรุปก็คือรับรู้ข่าวสารไว้ในทุกเรื่อง ทุกแหล่งข้อมูล แล้วก็อย่าไปเชื่อแม้แต่แหล่งข่าวที่มีคนยืนยันว่าดีเลิศ เป็นกลาง โปร่งใส เพราะในข้อมูลเดียวกันนั้น เราไม่อาจรู้ถึงสาเหตุของที่มา จุดประสงค์ที่แท้จริงของการกระจายข่าว รวมถึงสื่อสารมวลชนนั้นเป็นกลางจริงหรือ ?

ทุกสังคมในโลกนี้ไม่ได้บริสุืทธิ์ผุดผ่อง สดใสไร้มลทิน หอมหวานไปหมดเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะกับสังคมเมืองที่ทุกชีวิตพร้อมที่จะกระโจนเข้าฟาดฟันคู่อริทางความคิดและยินดีปรีดาในการสร้างสงครามกับใครก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้ โดยไม่เลือกหน้า ในทุกวินาที เพื่อชีวิตที่ดีกว่า .... ในความเข้าใจของตนเอง

ชีวิตนี้ควรจะมีเวลาแห่งความสงบสุขบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้จึงนำเพลงคลาสสิคนุ่มหูมาให้ฟังและเพื่อรสชาติที่ดีก็จะมีมิวสิควิดีโอประกอบให้ด้วยแต่ครั้งนี้เป็น Sand Art ศิลปะบนผืนทรายที่สอดคล้องไปกับจินตนาการจากเสียงเพลง แล้วคุณจะรักดนตรีและศิลปะไปพร้อมๆ กันมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

Kseniya Simonova สาวยูเครนกับการเล่าเรื่องบนผืนทรายที่บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เพราะจินตนาการคือสิ่งสำคัญในการเข้าถึงศิลปะ และผลงานของเธอบน YouTube ก็มีมากมายที่ผู้คนเข้ามาชมกันท่วมท้น จะยกตัวอย่างมาให้ดูเพลินๆ ซักตอนก็แล้วกัน


แล้วค่อยมานึกทบทวนเอาเองว่า ความสูญเสียที่ผ่านมาน่ะมันสร้างคุณประโยชน์อะไร ? ให้กับใคร ? และมันสร้างความเสียหายอย่างไร ? ให้กับใคร ? อย่างที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นว่า จินตนาการน่ะมีจริง สัมผัสได้ด้วยตัวตนของเรา เหมือนกับคำว่า สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ที่ก็เป็นเพียงจินตนาการที่ถูกสร้างขึ้นมา เช่นกัน

ขอสันติจงมีแด่ทุกคนที่รักมัน

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -