บทความยอดนิยม

Archive for พฤษภาคม 2010

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
การใช้เวลาให้หมดไปกับการพักผ่อนตามอัธยาศัย ไม่ใช่สิ่งที่เคยทำมาก่อนเพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีแต่งานกับงานแม้แต่เวลาเฮฮากับเพื่อนพ้องก็ยังมีเรื่องงานมาปะปนอยู่ทุกครั้ง แต่ในวันนี้การพักผ่อนส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นการพักผ่อนด้วยการนอนแต่เป็นการเดินไปทั่วบริเวณบ้านในช่วงเช้าและเย็น พบเห็นอะไรพอจะทำได้ก็จะลงมือทำพอเป็นพิธี จากนั้นก็ขึ้นมาอาบน้ำเปิดคอมพิวเตอร์แล้วก็ใช้เวลากับการท่องเที่ยวหาความรู้ในทุกเรื่องที่อยากจะรู้ ค้นคว้าไปในทุกๆ เรื่องที่พบเห็น โดยไม่เจาะจงที่หมาย

จากนั้นก็จะใช้เวลากับการดูหนังเรื่องยาวที่ค่อนข้างใหม่ทีเดียวจากเว็บไซท์เกี่ยวกับหนังที่มีอยู่มากมาย บางครั้งก็ใช้โปรแกรมเฉพาะที่หามาไว้ในเครื่องเพื่อเปิดดูโทรทัศน์ของทุกประเทศทั่วโลก แต่ส่วนมากจะดูการ์ตูนกับหนังเก่าๆ ซะมากกว่า เบื่อแล้วก็เปิดเพลงจากสถานีวิทยุทั่วโลกเลทอกหาเพลงที่ถูกใจแล้วก็เปิดงานส่วนตัวมาทำไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะช่วงนี้กำลังทดสอบเขียนเว็บไซท์ฉบับสมบูรณ์ใน Host ที่เป็นของฟรี

แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น YouTube ที่ต้องเปิดดูทุกวันเพื่อค้นหาเพลงเก่าๆ มาฟังหรือหาหนังเก่าๆ มาดู แล้วก็บันทึกเก็บไว้ในเครื่อง วันนีก็จะขอแบ่งให้ฟังซักเพลง เป็นเพลงเก่าที่เคยฟังตั้งแต่สมัยยังเด็กรุ่นๆ แล้วก็ติดหูติดใจฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ หลายคนก็อาจจะชอบเหมือนกัน นั่นคือเพลง To Sir With Love ของ Lulu


ก็มาทบทวนความหลังกันบ้างเพื่อให้ลืมบรรยากาศรอบตัวไปซักระยะหนึ่ง เพราะจะตามมาด้วเพลงของ The Cascade อีกเพลงหนึ่ง เหตุผลก็เพราะมีฝนตกมาทุกวันจนพื้นดินชุ่มฉ่ำเหลือกำลัง ชื่อเพลง Rhythm of the Rain

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์

ในเวลาที่ชาวบ้านเริ่มเดินทางออกจากบ้านไปทำงานในยามเช้าตรู่ กลับกลายเป็นเวลาที่เราจะเข้าไปนอน อากาศยามเช้าเย็นยะเยือกทำให้อดไม่ได้ที่จะเดินออกไปสูดอากาศให้ชุ่มปอด เป็นอากาศที่บริสุทธิ์หอมเย็นด้วยกลิ่นความหนาวและกลิ่นดอกแก้วที่บานอยู่หน้าบ้าน นั่นเป็นบรรยากาศตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 ไม่ใช่อากาศในวันนี้ที่ร้อนระอุตั้งแต่เช้าตรู่เป็นต้นไป กลิ่นควันไฟจากเมืองหลวงล่องลอยตามลมมาจนถึงที่บ้าน แต่โชคดีที่ความขัดแย้งไม่เคยย่างกรายผ่านเขตรั้วบ้านเข้ามา เพราะโลกส่วนตัวไม่เคยมีความขัดแย้ง

คนเราหากไม่สามารถขจัดความขัดแย้งในจิตใจของตนเองได้แล้ว
ก็อย่าไปหวังพึ่งว่าจะสามารถขจัดความขัดแย้งในสังคมโดยรวมได้เช่นกัน
จะเป็นได้ก็เพียงลมปากที่ต้องการเพียงผ่านพ้นไปจากปากเท่านั้นเอง ไม่มีความหมายอื่นมาแปดเปื้อนอีก เนื่องจากคนบางคนไม่เคยใส่ใจในคำพูดของตน ไม่รู้จักความสำคัญของ "คำพูด" ไม่เคยให้ความสำคัญกับ "คำพูด" ในขณะที่คนบางคนที่เป็นผู้ฟังก็ไม่เคยใส่ใจที่จะจดจำและให้ความสำคัญต่อความหมายในเชิงคุณค่าเช่นกัน

คนที่ไม่มีความเคารพต่อผู้อื่น ก็อย่าไปมุ่งหวังให้ผู้อื่นเคารพท่าน
เพราะเป็นที่แน่นอนว่าท่านเองก็คงไม่เคยเคารพต่อตัวเองเช่นกัน
นอกจากเคารพเชื่อฟังความคิดของตัวเอง ปล่อยให้ความคิดเป็นเครื่องชี้นำ
ไม่ใช่ความถูกต้องเป็นเครื่องนำพา


ภาพนี้เปิดแฟลชช่วยเต็มที่ภาพจึงออกมาเด่นชัดท่ามกลางไอหมอกยามเช้าตรู่ในช่วงเวลาเดียวกับภาพบน แต่ภาพบนนั้นเปิดแฟลชไว้ทำให้ภาพดูเหมือนจะสว่างจ้ามากไป แต่เหมือนมีความโดดเด่นอะไรบางอย่างในตัว มันเป็นความเชื่อแบบไทยที่มีติดตัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษที่ให้ความเคารพในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไสิ่งที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ สิ่งที่ไม่ควรมีใครกล้าลบหลู่

แต่มีอยู่บ้างที่หลายคนไม่เชื่อถือถึงขนาดกล้ายกมือไหว้สาบานได้หน้าตาเฉยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในแผ่นดิน แล้วก็กลับคำสาบานกระทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย แต่ในทางกลับกันบางครั้งก็วิ่งเข้าหาพระหาหมอดูเพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาชีวิตของตน เพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้ายให้หมดสิ้นไป

ทั้งๆ ที่เคราะห์ร้ายนั้นคือ กรรมที่กำลังตามมาสนองและทวงคืนคำสาบานที่มีอยู่
เป็นเคราะห์ร้ายที่เกิดจากการทำความเลวต่อแผ่นดินเกิด
เป็นเคราะห์ที่เกิดมาจากการเนรคุณต่อบรรพบุรุษไทย
เป็นเคราะห์กรรมที่เกิดมาจากการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนจากความทุกข์ยาก จากน้ำตาและเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ผู้ตกเป็นเครื่องมือเพราะรู้ไม่เท่าทัน
ซึ่งกรรมนี้ ไม่มีสวรรค์หรือเทวดาตนใดจะเหาะลงมาช่วยได้
นอกจาก ยมบาล เท่านั้น
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
คืนวันที่ผ่านเลยไปย่อมไม่สามารถย้อนคืนกลับมาใหม่ได้

                ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองวันนี้ ไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีที่มาจากเรื่องใด ? ผู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นมีจุุดมุ่งหมายอย่งไร ? และผลสรุปจะเป็นอย่างไร ? แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีคำตอบเสียทีเดียว ปัญหานั้นอยู่ที่ตัวบุคคลว่าจะเปิดใจรับรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ ? และพร้อมที่จะเปิดใจรับรู้ถึงเป้าหมายของผู้บงการที่แท้จริงหรือไม่ ?
ความสูญเสียเกิดขึ้นทวีคูณตามวันเวลาที่ผ่านไป

                ด้วยการกล่าวอ้างถึงการเรียกร้อง "ประชาธิปไตย"

                เป็นการเรียกร้องหาสิ่งที่มีอยู่แล้ว ด้วยวิธีการที่ผิดไปจากระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ด้วยการฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง และที่สำคัญก็คือเป็นกฎหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นมาตามวิถีทางประชาธิปไตยผ่านระบบรัฐสภา ผ่านการกลั่นกรองของฝ่ายนิติบัญญัติ ผ่านการพิจารณาของสมาชิกรัฐสภา ผ่านการลงมติรับรองของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนโดยชอบธรรม ด้วยวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ

                "ประชาธิปไตย" ไม่ได้เป็นสิ่งที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะนำมากล่าวอ้างถึงความถูกต้องชอบธรรมด้วยตนเองได้ แต่เป็นสิ่งที่ประชาชนโดยทั่วไปต้องมีความเข้าใจถึงอำนาจของตนเอง และเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงความถูกต้องชอบธรรมด้วยสติปัญญาของตนเอง ไม่ใช่ด่วยการถูกชักจูงหรือชี้นำโดยบุคคลอื่น หากเป็นเช่นนั้นก็ถือว่า "ประชาธิปไตย" ที่ได้มาย่อมไม่ชอบธรรมเพราะไม่ได้เกิดขึ้นจาก การใช้ "สิทธิ"ของประชาชนโดยสมบูรณ์ แต่เกิดจากความผิดพลาดของระบบและการบิดเบือนกระบวนการของประชาธิปไตย ไม่วว่าจะเป็นเพราะอำนาจเงิน การใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่บีบบังคับ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร

                เส้นทางของประชาธิปไตยควรจะเริ่มต้นที่การมีความรู้ความเข้าใจถึง "สิทธิ" ของประชาชนในแนวทางที่ถูกต้อง พร้อมๆ กับการมองถึงปัญหาเรื่องความเสมอภาคในสังคมว่าควรจะลดช่องว่างให้น้อยลง แม้จะไม่หมดไปก็ตาม กับการมองถึง "เสรีภาพ" ของประชาชนว่ามีขอบเขตเพียงใด ? และขอบเขตของ "สิทธิ" มีอยู่เพียงใด ? เพราะ สิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนย่อมมีผลผูกพันไปถึงเรื่องความเสมอภาคหรือความเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่เป็นปัญหาสำคัญของความขัดแย้งในสังคมทุกวันนี้

และถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญในการต่อต้านอำนาจรัฐ

ผูกโยงไปถึงระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยที่ยังคงเป็นปัญหาที่ไม่มีใครก้าวเข้ามาแก้ไข

                รู้สึกถึงความเหนื่อยหน่ายในจิตใจบ้างหรือไม่ ? ก็พักฟังเพลงสบายๆ ซักเพลงก่อนก็แล้วกันเพือพักผ่อนอารมณ์ เพื่อให้ผ่อนคลายจากสถานการณ์รอบด้าน ด้วยเพลง Imagin ของ John Lennon

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้ ขอนำเสนอเรื่องราวของเส้นทางการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินในปี 2475 โดย "คณะราษฎร" และผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นยังคงไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากวิถึชีวิตของประชาชนมากมายนัก เพราะหลายเรื่องยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นการจำกัด สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความไม่เสมอภาคในทุกเรื่อง ความไม่เท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ฉะนั้นจะลองมาอ่านทบทวนใน พระราชหัตถเลขาของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 ที่ทรงสละราชสมบัติอย่างเป็นทางการ เป็นเอกสารฉบับประวัติศาสตร์อย่างแท้จริงของระบอบประชาธิปไตย

ป.ป.ร.
บ้านโนล
แครนลี ประเทศอังกฤษ

                   เมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้ทหาร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้าให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐ ธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่า พระยาพหลพลพยุหเสนาและพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญตามแบบประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้นเพื่อให้ประชาราษฎร์ ได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศ และนโยบายต่าง ๆ อันจะเป็นส่วนได้ส่วนเสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่เสมอ และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตึอันรุนแรงขึ้นเสียก่อนแล้ว และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่า มีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามี ความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบภายในประเทศ ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญเป็นไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเป็นไปได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพ ในการเมืองอย่างสมบูรณ์ขึ้นไม่และมิได้ฟังความเห็นของราษำรโดยแท้จริง และจากรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับจะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะกำหนดนโยบายต่าง ๆ นั้นจะตกแก่คณะผู้ก่อการและผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราวแสดงให้เห็นว่าถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎรเลย

                   ฉบับถาวรได้ มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตามคำขอร้องของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเองเข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง หนึ่ง การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก ๒ ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภท ๒ ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงานและชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองโดยทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อที่จะช่วยเหลือนำทางให้แก่สมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นถึงเวลาจะตั้งสมาชิกประเภท ๒ ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกพ้องของตนเกือบทั้งสิ้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้ คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศ อย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเองในคณะก่อการ และพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาล ซึ่งมีตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้เป็นเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมาพระยาพหลพลพยุหเสนากับพวกก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารเป็น ครั้งที่ ๒ และแต่นั้นมาความหวังที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง

                   เนื่องจาก เหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริงและประชาชน ไม่ได้มีโอกาสออกเสียก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฏขึ้นถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองในระหว่างคนสยาม

                   เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐ ธรรมนูญเสียให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง เพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจบริบูรณ์ในเวลานี้ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและ นโยบายสำคัญอันมีผลได้เสียแก่พลเรือน รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่นเรื่องคำร้องขอต่าง ๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้ และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนภายในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฏหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคลซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทาง การเมือง ในทางที่ผิดยุตติธรรมของโลกก็คือ ไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาลมีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจสิทธิขาดยังอยู่ในมือ ข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม

                 ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุตติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามข้าพเจ้าต่อไปได้

                   ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจ อันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใด โดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร์

                   บัดนี้ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดย แท้จริง ไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือหรือ ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้น ไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์

                   อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศเพื่อ ประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบหรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า

                   ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ ตามความตั้งใจ และความหวังซึ่งรับสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐานขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอให้ประชาชนชาวสยามได้มีความสุขสบาย

                                       (พระปรมาภิไธย) ประชาธิปก ปร.
                                       วันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๕ นาที

(ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงแห่ง ประเทศสยาม เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗)

ก็คงเหมือนเดิมที่ต้องให้สิทธิในการอ่านเอาเรื่องและทำความเข้าใจในเนื้อหาเป็นของผู้อ่านแต่ละท่าน และวินิจฉัยตีความเอาตาม สติปัญญาของแต่ละบุคคล เพราะนั่นคือสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ที่ไม่ควรจะถูกผู้อื่นล่วงละเมิดมาบงการ

ขอให้เป็นสุขกับสถานการณ์บ้านเมือง
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
วันนี้มีประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 มาให้อ่านแบบเต็มฉบับ

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือนประกาศยึดอำนาจการปกครอง ก่อนจะนำกำลังแยกย้ายไปปฏิบัติการต่อไป หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหมุดทองเหลืองฝังอยู่กับพื้นถนนบนลานพระบรมรูปทรงม้าด้านสนามเสือป่า
(ข้อมูลย่อหน้าบนจาก http://th.wikipedia.org)

ประกาศคณะราษฎร
ฉบับที่ 1

ราษฎรทั้งหลาย

เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฎรได้หวังกันว่ากษัตริย์องค์ใหม่นี้จะปกครองราษฎรให้ร่มเย็น แต่การณ์หาเป็นไปตามหวังที่คิดไม่ กษัตริย์คงทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายตามเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณงามความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน ผลาญเงินทองของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม ดังที่จะเห็นได้ในการตกต่ำในการเศรษฐกิจและความฝืดเคืองทำมาหากิน ซึ่งราษฎรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิสามารถแก้ไขให้ฟื้นขึ้นได้ การที่แก้ไขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมายมิได้ปกครองประเทศ เพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่น ๆ ได้กระทำกัน รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้นเอาจากราษฎรนั้น กษัตริย์ได้หักเอาไว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน ส่วนราษฎรสิ กว่าจะหาได้แต่เล็กน้อย เลือดตาแทบกระเด็น ถึงคราวเสียภาษีราชการหรือภาษีส่วนตัว ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ใช้ยึดทรัพย์หรือใช้งานโยธา แต่พวกเจ้ากลับนอนกินกันเป็นสุข ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเช่นนี้ นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้ เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่าประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้กู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง ! บ้านเมืองกำลังอัตคัตฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย บีบคั้นข้าราชการชั้นผู้น้อย นายสิบ และเสมียน เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวบรวมไว้มาจัดบ้านเมืองให้มีงานทำจึงจะสมควรที่ สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินมีเท่าไหรก็เอาฝากต่างประเทศคอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่มีประสงค์ทำการชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองของแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความเห็นนี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจ ลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา ตามวิธีนี้ราษฎรพึงหวังเถิดว่าราษฎรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด ทุก ๆ คนจะมีงานทำ เพราะประเทศของเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้าน มาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว ประเทศจะต้องเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่นมั่น การปกครองซึ่งคณะราษฎรจะพึงกระทำก็คือ จำต้องวางโครงการอาศัยหลักวิชา ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่นรัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว เป็นหลักใหญ่ ๆ ที่คณะราษฎรวางไว้ มีอยู่ว่า

๑.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒.จะต้องรักษาความปลอดภัยภายใน ประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
๓.ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของ ราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔.จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎร เช่นที่เป็นอยู่)
๕.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น
๖.จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ราษฎรทั้งหลายจงพร้อมกันช่วยคณะราษฎรให้ทำกิจอันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ ให้สำเร็จ คณะราษฎรขอให้ทุกคนที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลกษัตริย์เหนือ กฎหมายพึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าหากิน อย่าทำการใด ๆ อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฎรนี้ เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาน เหลน ของตนเอง ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริย์” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

คณะราษฎร
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕

เปิดโอกาสให้อ่านและซึมซับบรรยากาศของการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งประวัติศาสตร์ให้เต็มอิ่ม ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการอ่านเอาเรื่องอย่างจริงจังกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มีความเข้าใจถึงความมุ่งหมาย และสิ่งที่เป็นผลติดตามมาจนถึงปัจจุบันนี้ และเพื่อให้มีความเข้าใจว่าวันเวลาที่ผ่านมา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ? คำแนะนำก็คือกรุณาอ่านทีละย่อหน้าและก็ต้องให้อภัยกับผู้ร่างเพราะยุคสมัยนั้นการศึกษายังไม่ค่อยจะพัฒนา การใช้ภาษาจึงออกไปในแนวทางหยาบกระด้างและถ่อยเถื่อนไปบ้าง แต่ที่ดูจะทันสมัยและยังคงมีอยู่ตราบจนถึงทุกวันนี้ก็คือ คำกล่าวที่ปลุกระดม ชี้นำและโกหกหลอกลวง ซึ่งถือว่าเป็นมรดกทางการเมืองชื้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ไม่มีคำกล่าวเพิ่มเติมมากไปกว่านี้ เนื่องจากการทำความเข้าใจกับประกาศฉบับนี้ควรจะเป็นการอ่านโดยการใช้ สติปัญญา และวิจารณญานของผู้อ่านแต่ละคนและเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล ผู้อื่นไม่ควรเอาอย่าง และไม่ควรบีบบังคับให้ผู้อื่นเชื่อตามความคิดของตนเช่นกัน

ขอให้เป็นสุข
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
พอเริ่มจะมีเวลาเป็นของตัวเองบ้างก็ต้องกลับมาเรียนประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง
วันนี้กลับไปรื้อหนังสือและบันทึกเก่าๆ ที่เคยเก็บรักษาเอาไว้เมื่อตอนเริ่มเรียน รัฐประศาสนศาสตร์ แล้วก็อดเขียนถึงไม่ได้ เพราะหลายๆ เรื่องเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบจนถึงทุกวันนี้ และรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็ต้องการให้เป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่อยากให้ใครไปขุดคุ้ยรื้อฟื้นขึ้นมา ยกเว้นคนบางกลุ่มที่ยังวนเวียนค้นคว้าหาคำตอบให้กับข้อกังขาเหล่านี้ ซึ่งนับวันก็จะมีพยานหลักฐานทางด้านเอกสารของผู้สืบทอดเชื้อสายหรือจากการผูกโนงจากหลักฐานอ้างอิงอื่นๆ จนทำให้คำตอบเริ่มจะมีออกมาให้เห็นบ้าง ทั้งนี้ สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมโยงหลักฐานเหล่านั้น

เรื่องแรกมาอ่านทบทวนหนังสือคำกราบบังคมทูลของคณะราษฎรที่ทูลเกล้าฯ ถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงศ์จักรี หลังจากที่ทำการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

พระที่นั่งอนันตสมาคม
วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
ด้วยคณะราษฎร์ ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน ถ้าหากคณะราษฎร์นี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่จับกุมไว้เป็นการตอบแทน
คณะราษฎร์ไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติแต่ประการใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเสด็จกับคืนสู่พระนคร และทรงเป็นกษัตริย์ต่อไป โดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินซึ่งคณะราษฎร์ได้สร้างขึ้น
ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธ ก็ดี หรือไม่ตอบภายใน ๑ ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎร์ ก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
พระยาทรงสุรเดช
พระยาฤทธิ์อัคเนย์

การอ่านเอาเรื่องตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมาในยุคเก่าก่อนนั้นให้อ่านโดยละเอียดตลอดทั้งเรื่องก่อน เพื่อมองหาความมุ่งหมายโดยรวม แล้วจึงค่อยมาตีความตามความหมายของภาษาและตัวอักษรโดยละเอียด กรุณาจำไว้ว่าภาษาไทยมีความละเอียดอ่อนทุกประโยคทุกตัวอักษรมีความหมายตรงประเด็นตามที่เห็นอยู่ด้วยสายตา แต่ในขณะเดียวกันในข้อความทั้งประโยคนั้นจะมีความหมายแฝงอยู่ด้วยเสมอไป ซึ่งประเด็นนี้เองที่ควรจะให้ความสำคัญเพราะมันจะเป็นแนวทางของการแกะความหมายที่แท้จริงออกมาแล้วทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงตามเจตนาของผู้เขียน

และก็ไม่ใช่การชี้นำถ้าจะกล่าวว่า จดหมายฉบับนี้มีันัยของการข่มขู่คุกคามอย่างชัดเจน และไม่ปิดบังซ่อนเร้นแต่อย่างใด พิจารณาจากการจับตัวบุคคลสำคัญซึ่งเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอฯ เป็นตัวประกันและก็ขู่ว่าจะทำร้ายหากถูกต่อต้านขัดขวาง
ก็แค่อยากเอามาให้อ่านเท่านั้นเอง ส่วนใครจะคิดอย่างไรก็เ็ป็นเรื่องของแต่ละคน ซึ่งมีความคิดไม่เหมือนกัน มองโลกไปคนละแง่คนละมุมอยู่แล้ว แต่กับบางเรื่องทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองผิดก็ยังกล้าดันทุรังบอกว่าตัวเองถูก และนั่นเป็นปัญหาของระบบมาแต่โบราณกาลแล้ว หากสังเกตุให้ดีจะเห็นว่า อาชีพที่มี "จรรยาบรรณ" และ "วินัย" เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว มักจะเกิดปัญหาของระบบมากที่สุดเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถนำไปเปรียบเทียบในการทำความเข้าใจกับสังคมได้เที่ยงตรงที่สุด เช่น อาชีพทนายความ แพทย์ สื่อมวลชน ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ครู พระภิกษุ ฯลฯ เหตุผลก็เพราะคนโดยทั่วไปมักชอบฝ่าฝืนขอบเขตของ กฎ ระเบียบและคำสั่ง อันเป็นปกติวิสัยตามสัญชาติญาณของของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อหลุดเข้าไปอยู่ในกรอบด้วยความจำเป็นบางประการ จึงต้องดิ้นรนในการฝ่าฝืนเพื่อให้หลุดออกไปนอกกรอบ(ทั้งๆ ที่รู้ตัวดีว่าไม่เหมาะสม แต่กลับดิ้นรนเข้าไปเอง)

เขียนเรื่องจดหมายฉบับเดียวทำไมไหลเลื่อนเข้าไปหาชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวได้ก็ไม่รู้ เก็บเอาไว้เขียนตอนหน้าก็แล้วกันนะแล้วจะค่อยๆ รวบรวมเอกสารต่างๆ มากระจายเผยแพร่เพื่อยืนยันประวัติศาสตร์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแผ่นดิน ที่ปัจจุบันกลายเป็นการปกครองในระบทุนนิยมโดยสมบูรณ์ เพราะนายทุนทั้งแผ่นดินเริ่มเดินพาเหรดย้ายเส้นทางเข้ามาสู่ถนนนักการเมืองอย่างคึกคัก แทนที่บรรดาผู้มีอิทธิพล ผู้นำทหาร และเจ้าพ่อจากชานเมืองที่เคยยึดครองพื้นที่ในสภาหินอ่อนแห่งนี้มายาวนาน
เพื่อชาติ หรือเพื่อผลประโยชน์ ?
คำถามนี้ไม่มีคำตอบ

แล้วก็มาพักฟังเพลงเพราะๆ ของ John Lennon ซักเพลงนะ คลิกเปิดเอาเอง หรือถ้าไม่อยากฟังก็ปิดซะ

By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยคิดแม้แต่น้อยว่าจะต้องมีความรู้สึกร่วมไปกับความเป็นไปของประเทศนี้
เพราะสังคมที่รายล้อมอยู่รอบตัว บอกให้เราทำอย่างนั้น
และรับรู้ว่างานหลายๆ เรื่องเป็นงานของข้าราชการประจำที่ต้องปฏิบัติหน้าที่
งานหลายๆ ด้านก็เป็นงานของนักการเมืองซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังคงไม่รู้ว่างานจริงๆ ของตนคืองานอะไร
หรืออาจจะพอรู้บ้างแล้ว แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ เนื่องจากการที่ต้องคอยเดินสายไปเป็นประธานงานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานทำบูญขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด ของบรรดาท่านผู้ใหญ่ หรือนายทุน แล้วก็งานต่างๆ ของชาวบ้านที่หัวคะแนนเจาะจงมาว่าต้องไปให้ได้ด้วยเหตุผลบางประการ นั่นก็รวมไปถึงบรรดางานศพของใครก็ไม่รู้ ที่ท่านเสนอหน้าไปเองโดยที่เจ้าภาพไม่ได้เชื้อเชิญ เนื่องจากมาตายเอาช่วงกำลังหาเสียงพอดี เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นงานหนักหนาสาหัสของบรรดานักการเมือง
และก็มีคำถามตามมาว่า งานเหล่านี้สร้างความเจริญให้กับประเทศชาติในด้านใด
งานเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร กับประชาชนในภาพรวมของประเทศ
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนก็คือ ระบบอุปถัมภ์กำลังเจริญเติบโตควบคู่ไปกับความอยุติธรรมในบ้านเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคมกำลังถูกท้าทาย
ประชาชนบางส่วนบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวเพิ่มมากขึ้นในสันดาน เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนก็ต้องวิ่งไปพึ่งพานักการเมือง แม้ว่าจะผิดต่อกระบวนการยุติธรรม และนักการเมืองเหล่านี้ก็จำเป็นที่จะต้องให้ความช่วยเหลือเพราะความผูกพันจอมปลอมที่สร้างขึ้นเป็นฐานอำนาจนี้ แม้จะฝืนต่อกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมของบ้านเมืองก็ตามที และมีเหตุผลในการกล่าวอ้างได้เสมอในทุกเรื่อง แม้ว่ามันจะขัดต่อความรู้สึกของคนโดยทั่วไป
ขณะที่บรรดาประชาชนอีกมากมายยังคงถูกกดขี่ไว้ภายใต้กระบวนการทางกฎหมาย เพราะการเคารพในกฎหมายอย่างเคร่งครัดพร้อมๆ กันกับที่บรรดาประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายกลับถูกละเลยต่อการลงโทษตามกระบวนการของกฎหมาย ยังคงยืนหยัดลอยนวลท้าทายต่ออำนาจของกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้รักษากฎหมายที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปฏิบัติเหมือนกับว่า กฎหมายที่ถืออยู่ในมือเป็นเพียงสิ่งไร้ค่า อยากจะนำมาใช้เมื่อใดก็ทำ เมื่อไม่อยากใช้ก็ถือเอาไว้เฉยๆ
อนาคตในแผ่นดินนี้คาดเดาได้ว่า ประชาธิปไตยเมื่อขึ้นถึงขีดสุดนั้น ประชาชนไม่มีทางได้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริงเช่นเคย อำนาจส่งผ่านจากเผด็จการรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งตามกระแสของสังคมโลก ซึ่งมุ่งหวังในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าทางสังคม และให้ความสำคัญกับวัตถุให้อยู่เหนือคุณค่าของจิตใจ


สัตว์สองตัวนี้เรียกว่า "แพะ" ต้องใช้เวลาเลี้ยงดูเอาใจใส่ตลอดมา แม้ไม่มากมายแต่ก็ต้องพอสมควรที่จะให้มีชีวิตรอด อาจจะดูเหมือนกับการที่นักการเมืองมองเห็นประชาชนทั่วไปเป็นเหมือนสัตว์จำพวกนี้ เมื่อย่ำยีประเทศชาติจนย่อยยับไปในวันหนึ่งข้างหน้าก็จะโยนความผิดให้กับประชาชนที่ไม่เคยให้ความสนใจในความถูกต้องของชีวิต ไม่มีโอกาสรู้เท่าทันปีศาจที่หิวกระหายในอำนาจ ในผลประโยชน์ของบ้านเมือง กลับให้ความสำคัญแต่กับตนเองเท่านั้น มุ่งทำแต่ในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับตน แม้จะเป็นเพียงเศษอาหารจากบรรดานายทุนและนักการเมือง โหยหาแต่อำนาจของประชาชนจากระบอบประชาธิปไตยที่ตนเองก็ไม่สามารถรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของคำนี้ มีโอกาสได้รับรู้เฉพาะคำกล่าวที่ป้อนใส่หูและเชื่อไปตามนั้นโดยไม่เคยได้นำมาไตร่ตรองด้วยสติปัญญาของตนเอง
ปล่อยชีวิตไปตามการชักจูง และชี้นำ
โดยขาดเหคุผลอย่างสิ้นเชิง
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
คนเราถ้ากินมากในช่วงก่อนนอน ก็มักฝันเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราว
พูดได้ก็เพราะประสบกับตัวเองมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้
ในฝันนั้น .....
เพื่อนบ้านเมาเหล้าทะเลาะกับเมีย แต่เสียงด่าในบ้านกลับเปลี่ยนทิศทางไปถึงรัฐบาล จากนั้นก็แช่งด่ารัฐบาลที่ทำให้ตนและครอบครัวต้องประสบเคราะห์กรรมจมปลักอยู่กับความยากจนและหนี้สิน (เรื่องเหล้าขวดนี้ไม่เกี่ยวเพราะเซ็นมาจากร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้าน)
...... มีเสียงยกแก้วเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่แล้วก็เริ่มด่าต่อ ....
ไม่เหมือนกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่ทำให้มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากหลุดพ้นจากหนี้สินที่ท่วมหัวเพราะไปขอกู้มาจากนายทุน
(เอามาซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่นาข้าวมั่ง ซื้อมอเตอร์ไซต์ให้ลูกมั่ง ซื้อสร้อยทองให้เมียมั่ง บางส่วนก็เอามาฉลองกับเพื่อนๆ) แต่สิ่งหนึ่งที่ตัวเองคงจะลืมไปในข้อว่าเงินที่รัฐบาลชุดนั้นให้กู้น่ะ มันก็เสียดอกเบี้ยเหมือนกัน แล้วก็ต้องส่งคืนทั้งหมดเหมือนกัน แต่ก็ช่างมันเถอะ ถึงยังไงรัฐบาลชุดนั้นท่านก็เชื่อเครดิตเราแหละว่าไม่โกง (แต่มันลำบากต้องไปกู้เงินนายทุนมาส่งคืนตอนครบกำหนดนี่แหละ) ซึ่งก็ไม่น่าห่วงเพราะงวดหน้าเราก็ไปกู้รัฐบาลมาใช้หนี้ได้อีกนั่นแหละ
..... เสียดายที่ตื่นเสียก่อนที่จะฝันร้ายยาวนานไปกว่านี้
มีเสียงโทรทัศน์อ่านข่าวชาวสวนเรียกร้องรัฐบาลให้ช่วยเพราะราคาผลผลิตตกต่ำอีกแล้ว ถ้าเกิดราคาขึ้นสูงไปกว่านี้ จะมีชาวบ้านที่ไหนเค้าไปซื้อกินอีกล่ะแล้วก็เห็นทีต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องกันอีกยกใหญ่ สุดท้ายคงจะต้องเดือดร้อนรัฐบาล ออกมาซื้อให้ชาวบ้านกินเสียเองแน่นอน
.....
ความวุ่นวายในสังคมทุกวันนี้มีปัจจัยพื้นฐานมาจาก ความไม่รู้จักพอ ความไม่รู้จักเหตุ รู้จักผล ความเห็นแก่ตัว และความมัวเมาในตัณหาของผู้คนเอง ทำให้ตกเป็นเหยื่อแก่บรรดานายทุน นักธุรกิจ และนักการเมืองที่หวังในผลประโยชน์ เพราะท่านเหล่านี้รู้ซึ้งถึงพื้นฐานทางสังคมและความต้องการของคนทุกระดับที่มีอยู่ในสังคม และสำหรับนายทุนเหล่านี้ คำว่า "จริยธรรม" ไม่มีอยู่ในความคิดแม้แต่น้อย
...
ประวัตฺศาสตร์ชาติไทยเริ่มต้น "ประชาธิปไตย" ตั้งแต่ปี 2475 ด้วยการนำการเปลี่ยนแปลงของคนไม่กี่คน เพียงมุ่งหวังอำนาจในการปกครองบ้านเมืองด้วยวิธีการกดขี่ประชาชนไว้ในเงื้อมมือเผด็จการ และด้วยวิวัฒนาการทางสังคมโลก จึงมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการกดขี่ให้เป็นไปในรูปแบบทุนนิยมอย่างแนบเนียน จากการใช้อำนาจมาเป็นการหว่านล้อม ยกยอ ชักนำให้ประชาชนมีความฮึกเหิมในความเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
ซึ่งโดยสรุปแล้ว เหยื่อก็คือเหยื่อ ที่ไม่โอกาสได้สำนึกในความเป็นเหยื่อ ปล่อยให้ตนล่องลอยไปกับอำนาจจอมปลอมที่ถูกยัดเยียดมาให้ ขณะที่ผู้ชักจูงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของแผ่นดิน และสูบเลือดเนื้อไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่มีแม้แต่ใบเสร็จ
...
โดยที่ประชาชนบางกลุ่มยังนึกว่าตัวเองฝันไปชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง
แม้ว่าคนเลวจะลอยนวลไปแล้วก็ตาม
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ช่วงเวลาของชีวิตต้องอาศัยการดูแลในหลายด้าน ทั้งร่างกายและจิตใจ
สภาพของสังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้สุขภาพย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน
ทั้งทางร่างกายและจิตใจ
ในปัจจุบัน ร่างกายได้รับการดูแลให้อยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายจากการงานที่เคยกระทำ ทำให้เกิดผลดีกับชีวิตในสถานการณ์ที่ยอมรับได้ หากไม่ติดขัดอยู่ที่ความทรุดโทรมจากการงานในอดีต การฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เหลือวิสัยที่จะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่ง คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวิถีทางของธรรมชาติ ที่ว่าทุกอย่างในโลกนี้ มีเกิดขึ้น คงอยู่และดับไป เป็นธรรมดา
แต่หากมามองในด้านจิตใจ การละทิ้งการงานที่เคยทำก็ไม่สามารถทำให้จิตใจสงบระงับ เพราะสภาพของสังคมที่พยายามหลีกลี้หนีมา ยังคงตามมาหลอกหลอน และด้วยสำนึกในความเป็นคนไทยคนหนึ่งของสังคมที่กำลังร้อนระอุด้วยไฟ "ตัณหา" ของคนบางกลุ่ม ยิ่งก่อให้เกิดความร้อนเร่าในจิตใจ แม้จะพยายามวางเฉยสงบจิตใจแล้วก็ตาม
คนเหล่านี้อ้างถึง "ประชาธิปไตย" ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ทุ่มเทให้กับการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะของระบอบทุนนิยม โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การสร้างความร่ำรวยให้กับตนเองและพวกพ้องบริวาร
ทั้งนี้ โดยอาศัย "ประชาชนบางส่วน" เป็นเหยื่อในการแสวงหาสิ่งนี้ และอ้างถึงการสร้างความเท่าเทียมกันขึ้นในสังคม ทั้งที่ตนเองรู้ดีว่า ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย คนจนไม่เคยหมดไปจากประเทศไทย ขณะที่ คนเหล่านี้สร้างความร่ำรวยบนความยากจนของคนค่อนประเทศพร้อมกับการโฆษณาชวนเชื่อว่า ความจนจะหมดไป คนจนจะต้องไม่มีอยู่อีกในประเทศนี้อีกต่อไป
เพราะคนจนเหล่านั้นกำลังจะตายไปเหมือนกับปูที่ถูกสูบเลือดเนื้อจนแห้งเหือดไปจากร่างกาย จิตใจ และวิญญาณ
เพื่อสังเวยให้กับนายทุนเหล่านั้น
นายทุนที่หลั่งไหลก้าวเดินเข้ามาสู่ถนนการเมืองอย่างมากมาย
เพียงมุ่งหวังกอบโกยผลประโยชน์จากแผ่นดินเกิด และแสวงหาอำนาจในการปกครองข่มเหงผู้ยากไร้ทั่วทั้งแผ่นดิน
ไม่เคยมีความเสมอภาคเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้
ประชาชนผู้ยากไร้ ยังคงต้องอยู่ภายในเงื้อมมือของบรรดานายทุนทางการเมืองตลอดไป
วางรากฐานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นระบบทุนนิยมแอบแฝงจากรุ่นหนึ่งส่งต่อไปยังลูกหลานรุ่นต่อไป
สูบเลือดประเทศชาติอย่างหิวกระหาย และกัดแทะกินเนื้อหนังของประชาชนในแผ่นดินอย่างโหดร้ายไร้ความเมตตา
ไม่มีวันจบสิ้น ไม่มีวันเลิกรา
โดยไร้ซึ่งความสำนึกในคุณค่าของแผ่นดินเกิด
By : พ.ท.ชนินท์ เพชรรัตน์
ประเทศไทย.. ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธแม้จะมีผู้นับถือศานาอื่นอยู่ร่วมด้วยทุกศาสนาก็ตาม แต่ก็น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้รำลึกและปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาตน สิ่งที่คนส่วนมากทำอยู่ก็คือการปล่อยตัวให้เลื่อนไหลไปตามกระแสของสังคมส่วนมาก
หันไปหา ... วัตถุ ... และให้ความสำคัญสูงสุดบูชาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของชีวิต
ละทิ้งคุณค่าความสำคัญของ ... จิตใจ ... ที่เป็นศูนย์รวมของ สติ และ ปัญญา ทำให้สังคมโลกสับสนวุ่นวายด้วยความทะยานอยากในสิ่งต่างๆ เพื่อสนองตัณหาของตน ยึดถือความคิดของตนเองให้อยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้อง

หากผู้คนหันมามองตัวเองและให้ความสำคัญกับความถูกต้องของชีวิต
ซึ่งจำเป็นต้องใช้สติปัญญาของตนในการพิจารณาไตร่ตรอง
และหลักสำคัญสูงสุดก็คือ
- ต้องไม่อ้างอิงถึงการกระทำของผู้อื่นหรือนำมาเปรียบเทียบ เพราะผู้อื่นก็ย่อมมีแนวความคิดเป็นของตนเองเช่นกันและผู้นั้นก็ย่อมมีจุดหมายปลายทางของชีวิตของตน มีความต้องการของตนที่ย่อมไม่เหมือนกับตัวเรา มีครอบครัวญาติมิตรที่ไม่เหมือนกับตัวเรา
- ต้องวางตัวไว้ในจุดที่เป็นกลางของทุกปัญหา ยอมรับในความผิดพลาดของตนและยอมรับในความคิดที่เบี่ยงเบนไปในทางที่ผิดของตน ว่ามีสาเหตุจากอะไร ? มีหนทางที่จะแก้ไขเช่นไร ? และพร้อมจะแก้ไขหรือไม่ ?
- ต้องมีความรู้ถึงความถูกต้องที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ถูกต้องตามกฎหมายเพราะกฎหมายนั้นถูกกำหนดขึ้นมาโดยกลุ่มบุคคลเพื่อควบคุมสังคมเท่านั้น กฎหมายทุกฉบับจึงไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องทั้งหมด หรือ ความถูกต้องที่ถูกอ้างโดยคำกล่าวตามเสียงของคนหมู่มาก ที่สังคมโลกทุกวันนี้กำลังกระทำอยู่

หากวางตัวไว้อยู่บนเหตุผล พิจารณาทุกปัญหาด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง มีการไตร่ตรองตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เราก็สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในทุกปัญหา

ดังนั้น ปัญหาของสังคมจึงไม่ใช่ปัญหาของเรา
แต่เป็นปัญหาของผู้ที่มีบทบาทตามที่ระบุไว้ด้วยสังคม

การเมือง ... จึงเป็นปัญหาที่เกิดจากกลุ่มการเมือง และควรที่จะแก้ไขด้วยวิถีทางทางการเมืองด้วยนักการเมือง ไม่ใช่ด้วยการดึงประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง เนื่องจากประชาชนได้ใช้สิทธิของตนไปแล้วทางอ้อม ด้วยการเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปดำเนินการอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ

ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ... จึงเป็นปัญหาของฝ่ายบริหารที่จะต้องดำเนินการแก้ไขด้วยอำนาจตามกฎหมาย ตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตนที่ได้รับมอบหมายมา หากมีการฝ่าฝืนหรือละเมิดต่อกฎหมายในเรื่องใดก็ตาม ฝ่ายบริหารก็จะต้องถูกตรวจสอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติอันเป็นเหมือนการถูกประชาชนตรวจสอบเช่นกัน

แต่หากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินการผิดพลาดจากขั้นตอนของกฎหมาย ประชาชนก็ย่อมมีสิทธิในการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ และร้องเรียนให้ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตรวจสอบ และพิจารณาใน .. ความถูกต้อง

บทบาทของอำนาจอธิปไตยมีการถ่วงดุลย์ไว้อย่างรัดกุม และในปัจจุบันยังมี องค์กรอิสระ อีกมากมายที่พร้อมจะรับฟังปัญหาของประชาชนและดำเนินการแก้ไขปัญหาในขอบเขตอำนาจของตน และในขณะเดียวกันก็จะเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในทุกขั้นตอน

เราต้องยอมรับในความสับสนของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในบ้านเราว่าเกิดขึ้นมานานมากแล้ว เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่ในแผ่นดินไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงพื้นฐานของ ประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจอธิปไตยของประชาชน

นักการเมืองส่วนใหญ่ยังวางตัวอยู่เหนือประชาชน และยังจะยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดไป
......

- Copyright © chanin1222 - Date A Live - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -